โอ้โห นี่มันชั่วร้ายจริงๆ

นี่แหละครับการไปหลงเชื่ออำนาจนอกระบบที่มาโดยไม่ผ่านฉันทามติจากประชาชนทั้งประเทศสุดท้ายผลเสียก็เกิดจากประชาชนเองเพราะเขายกผลประโยชน์ที่ประชาชนควรจะได้ไปถวายพานให้ใครก็ได้ การดำเนินการที่อาจส่งผลเสียต่อประชาชนอย่างร้ายแรงโดยไม่สนใจประชาชนแม้แต่นิดเดียว เจ็บมากี่รอบแล้วก็ไม่เคยจำกัน ไม่ใช่แค่พวกรัฐประหารมาเท่านั้นพวกที่ใช่เล่ห์เหลี่ยมกลโกงเข้ามาก็ด้วย

📌 ชาวบ้านหนองขาวลุกฮือ! ต้าน “โรงแต่งแร่ทุนจีน” ลักไก่แอบสร้าง หวั่นซ้ำรอยมหากาพย์มลพิษ “คลิตี้” ปล่อยสารเคมีดิ่งคลองชลประทานกระทบนาข้าวกาญจนบุรี - สุพรรณฯ

ความขัดแย้งด้านสิ่งแวดล้อมและธรรมาภิบาลการลงทุนข้ามชาติในจังหวัดกาญจนบุรีปะทุขึ้นอย่างรุนแรงอีกครั้ง จากกรณีการคัดค้านโครงการก่อสร้างโรงแต่งแร่ของกลุ่มทุนข้ามชาติในพื้นที่บ้านรางจิก หมู่ที่ 7 ตำบลหนองขาว อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี

โครงการดังกล่าวตั้งอยู่บนเนื้อที่ราว 19 ไร่ ดำเนินการยื่นขออนุญาตประกอบกิจการโรงแต่งแร่ต่อสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดกาญจนบุรี และยื่นขออนุญาตก่อสร้างอาคารโรงงานต่อเทศบาลตำบลหนองหญ้าดอกขาว ในนามของ บริษัท ไบร์ทบิซ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ร่วมกับ บริษัท ดีพ เอิร์ธ ทรัพยากร จำกัด

อย่างไรก็ดี จากการสืบค้นข้อมูลเชิงลึกและเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่ พบข้อสังเกตสำคัญว่า โครงการดังกล่าวมักมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนชาวจีน ที่ใช้บุคคลสัญชาติไทยเป็น “นอมินี” ในการดำเนินนิติกรรมถือหุ้นและยื่นขออนุญาต เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมายบางประการ

🚨 ปัญหาเชิงกฎหมาย: การลักไก่ก่อสร้างล่วงหน้า และการสั่งระงับทันที

ประเด็นความขัดแย้งทางกฎหมายได้ทวีความเข้มข้นขึ้น เมื่อผู้ประกอบการได้เริ่มดำเนินกิจกรรมปรับสภาพพื้นที่และก่อสร้างโครงสร้างอาคารบางส่วนในพื้นที่โครงการ นำไปสู่การเข้าตรวจสอบของฝ่ายปกครองท้องถิ่น นายอุดร เพ็งอร่าม นายกเทศมนตรีตำบลหนองหญ้าดอกขาว ได้ชี้แจงชัดเจนว่า เทศบาลได้อนุมัติเพียงการปรับสภาพดินในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังไม่ได้มีการลงนามออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร (แบบ อ.1) หรือใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (แบบ ร.ง.4) แต่อย่างใด

การที่เอกชนเริ่มต้นงานก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างล่วงหน้า จึงเป็นการฝ่าฝืนขั้นตอนทางกฎหมายอย่างชัดเจน ส่งผลให้เทศบาลตำบลหนองหญ้าดอกขาวต้องออกคำสั่งระงับการก่อสร้างในพื้นที่โดยทันที

ขณะที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดกาญจนบุรีระบุว่า โครงการยังไม่อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาตามกฎหมายโรงงาน เนื่องจากยังไม่ถูกยื่นเรื่อง และจะต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างครบถ้วนก่อนการตัดสินใจในระดับนโยบาย พร้อมทั้งแสดงความเชื่อมั่นว่าสามารถควบคุมและกำกับดูแลให้กลายเป็น “โรงงานสีเขียว” ได้ แต่คำชี้แจงดังกล่าวยังคงสร้างข้อสงสัยและคำถามแก่ประชาชนในพื้นที่ ถึงศักยภาพในการกำกับดูแลของภาครัฐในทางปฏิบัติจริง

💧 ความเสี่ยงเชิงนิเวศ: วิกฤตแหล่งน้ำดิบประปาและพื้นที่เกษตรกรรมข้ามจังหวัด

ตำแหน่งที่ตั้งของโครงการโรงแต่งแร่ในบ้านรางจิก หมู่ที่ 7 ตำบลหนองขาว มีความสุ่มเสี่ยงเชิงนิเวศอย่างยิ่ง เนื่องจากตั้งอยู่ประชิดกับ คลองชลประทานสายหลัก ซึ่งรับน้ำมาจากเขื่อนแม่กลอง อำเภอท่าม่วง สายน้ำดังกล่าวทำหน้าที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจและสุขภาวะของชุมชนในหลายอำเภอ

หากเกิดอุบัติเหตุหรือการรั่วไหลของสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการแต่งแร่ เช่น สารลอยแร่ โลหะหนัก หรือสารปรับสภาพกรด-ด่าง ผลกระทบจะไม่จำกัดอยู่เพียงบริเวณรอบโรงงาน แต่จะแพร่กระจายตามแรงขับของกระแสน้ำไปสู่ระบบผลิตน้ำประปาและพื้นที่เกษตรกรรมระดับภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กระทบต่อระบบประปา: ระบบการผลิตน้ำประปาของเทศบาลตำบลหนองขาวและการประปาส่วนภูมิภาค สาขาอำเภอพนมทวน อาศัยการสูบน้ำดิบจากคลองชลประทานแห่งนี้โดยตรง หากเกิดการปนเปื้อนของโลหะหนักหรือสารเคมีตกค้าง โรงกรองน้ำประปาจะไม่สามารถกำจัดสารเคมีประเภทนี้ได้ด้วยระบบการตกตะกอนปกติ นำไปสู่ความเสี่ยงขั้นรุนแรงต่อสุขภาวะของประชาชนนับแสนคน

กระทบต่อภาคเกษตรกรรม: ภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจพื้นฐานของตำบลหนองขาวและอำเภอพนมทวน ต้องใช้น้ำจากคลองชลประทานเพื่อการทำนาข้าวนับหมื่นไร่ การสะสมของสารพิษในดินและน้ำจะส่งผลให้พืชผลเกษตรเสียหายและเกิดการปนเปื้อนเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร

กระทบต่อมลพิษทางอากาศและอัตลักษณ์ชุมชน: กระบวนการขนย้ายและกองเก็บแร่ในพื้นที่เปิด ยังก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านมลพิษทางอากาศจากฝุ่น PM2.5 และฝุ่นโลหะหนัก ซึ่งทำลายสุขภาวะทางเดินหายใจของชาวบ้าน และกระทบต่ออัตลักษณ์ของหนองขาวในฐานะหมู่บ้านวัฒนธรรมและชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

📜 บทเรียนจาก “มหากาพย์คลิตี้” และโครงสร้างกฎหมายพิเศษ คสช. ที่ 4/2559

ความกังวลของชาวบ้านไม่ได้เกิดขึ้นอย่างวิตกจริต แต่มาจากบทเรียนในอดีต กรณีมหากาพย์มลพิษสารตะกั่วที่ ลำห้วยคลิตี้ ตำบลนาสวน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งถือเป็นคดีมลพิษสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงและยืดเยื้อที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย คดีดังกล่าวสร้างบาดแผลทางสุขภาวะแก่ชุมชนท้องถิ่นอย่างยาวนานกว่า 40 ปี และกลายเป็นบรรทัดฐานที่ทำให้ประชาชนในจังหวัดกาญจนบุรีเกิดความหวาดระแวงต่ออุตสาหกรรมแต่งแร่และการกำกับดูแลของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งทุกวันนี้ยังไม่สามารถฟื้นฟูผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้

การที่อุตสาหกรรมปนเปื้อนสามารถแทรกตัวเข้าไปในพื้นที่ชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรมได้นั้น เป็นผลมาจากโครงสร้างกฎหมายพิเศษในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยเฉพาะ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 เรื่อง การยกเว้นการใช้บังคับกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมสำหรับการประกอบกิจการบางประเภท (ประกาศ ณ วันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2559 ภายใต้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557)

คำสั่งดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผังเมืองรวมจังหวัดในพื้นที่อย่างน้อย 44 ถึง 49 จังหวัดทั่วประเทศ โดยปลดล็อกให้พื้นที่เกษตรกรรม (เขตสีเขียว) และพื้นที่อนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม ถูกยกเว้นข้อห้าม เปิดทางให้โรงไฟฟ้า โรงงานจัดการขยะอุตสาหกรรม และกิจการแร่นอกพื้นที่อุตสาหกรรมสามารถเข้าตั้งในพื้นที่เหล่านั้นได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงโซนนิ่งได้

เดิมที กฎหมายผังเมืองปกติกำหนดให้การเปลี่ยนสีผังเมืองต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและการทำประชาพิจารณ์ของประชาชนในพื้นที่ แต่คำสั่ง คสช. ที่ 4/2559 ได้ข้ามขั้นตอนการกลั่นกรองตามกฎหมายไป ทำให้พื้นที่ทำกินและพื้นที่อยู่อาศัยของชาวบ้านถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่รองรับอุตสาหกรรมชั่วข้ามคืน เช่นเดียวกับกรณีหมู่ 7 บ้านรางจิก ต.หนองขาว

🏛️ ช่องโหว่การอนุมัติแบบแยกส่วน และแนวทางการแก้ไขเชิงนโยบาย

กระบวนการอนุมัติและอนุญาตโรงงานอุตสาหกรรมในปัจจุบัน ยังคงติดดักกักอยู่กับการพิจารณาเป็นรายโครงการ และการอนุมัติแบบแยกส่วนตามเขตปกครอง ส่งผลให้ขาดการมองภาพรวมของผลกระทบข้ามเขตพื้นที่

โครงการโรงแต่งแร่หนองขาวตั้งอยู่ในเขตอำเภอท่าม่วง แต่ความเสี่ยงจากมลพิษทางน้ำส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบประปาและแปลงนาเกษตรในอำเภอพนมทวน ไปจนถึงจังหวัดสุพรรณบุรี หากภาครัฐใช้เพียงกระบวนการรับฟังความคิดเห็นเฉพาะผู้รับผลกระทบในระดับหมู่บ้านหรือตำบลที่ตั้งโรงงาน จะทำให้ประชาชนในพื้นที่ปลายน้ำที่ต้องรับความเสี่ยงมลพิษถูกกีดกันออกจากกระบวนการตัดสินใจ ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องนำแนวคิด การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) มาใช้ในการพิจารณาโครงสร้างเชิงพื้นที่ในภาพรวม

📌 ข้อเรียกร้องเร่งด่วนจากภาคประชาชนต่อหน่วยงานรัฐ

อุตสาหกรรมจังหวัดกาญจนบุรี และกระทรวงอุตสาหกรรม: ต้องอาศัยอำนาจตามกฎหมายโรงงาน ปฏิเสธการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (แบบ ร.ง.4) แก่โครงการดังกล่าว โดยอ้างอิง หลักการป้องกันไว้ก่อน (Precautionary Principle) เนื่องจากตำแหน่งที่ตั้งมีความเสี่ยงสูงเกินกว่าจะยอมรับได้ต่อแหล่งน้ำดิบผลิตประปาและระบบชลประทาน

กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานตรวจสอบ: ต้องตรวจสอบโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทผู้ยื่นขออนุญาตอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการใช้นอมินีอำพรางการลงทุนของทุนต่างชาติในกิจการที่กระทบต่อความมั่นคงทางทรัพยากรธรรมชาติ

เทศบาลตำบลหนองหญ้าดอกขาว และสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดกาญจนบุรี: ต้องร่วมกับประชาชน ยื่นคำร้องตามมาตรา 30 และมาตรา 35 แห่ง พ.ร.บ.ผังเมือง พ.ศ. 2562 เพื่อขอแก้ไขผังเมืองรวมเฉพาะบริเวณ ปรับเปลี่ยนสิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินบริเวณบ้านรางจิก หมู่ 7 จากเขตอุตสาหกรรม ให้กลับเป็น เขตสีเขียว (ชนบทและเกษตรกรรม) เพื่อความปลอดภัยของแหล่งน้ำและชุมชนอย่างยั่งยืน

เรื่อง: ภาณุทัศน์ เกตุเจริญ
ภาพ: กัมพล เลิศสิทธิศักดิ์

. บทเรียนจาก “มหากาพย์คลิตี้” และโครงสร้างกฎหมายพิเศษ คสช. ที่ 4/2559

ความกังวลของชาวบ้านไม่ได้เกิดขึ้นอย่างวิตกจริต แต่มาจากบทเรียนในอดีต กรณีมหากาพย์มลพิษสารตะกั่วที่ ลำห้วยคลิตี้ ตำบลนาสวน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งถือเป็นคดีมลพิษสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงและยืดเยื้อที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย คดีดังกล่าวสร้างบาดแผลทางสุขภาวะแก่ชุมชนท้องถิ่นอย่างยาวนานกว่า 40 ปี และกลายเป็นบรรทัดฐานที่ทำให้ประชาชนในจังหวัดกาญจนบุรีเกิดความหวาดระแวงต่ออุตสาหกรรมแต่งแร่และการกำกับดูแลของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งทุกวันนี้ยังไม่สามารถฟื้นฟูผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้

การที่อุตสาหกรรมปนเปื้อนสามารถแทรกตัวเข้าไปในพื้นที่ชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรมได้นั้น เป็นผลมาจากโครงสร้างกฎหมายพิเศษในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยเฉพาะ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 เรื่อง การยกเว้นการใช้บังคับกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมสำหรับการประกอบกิจการบางประเภท (ประกาศ ณ วันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2559 ภายใต้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557)

คำสั่งดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผังเมืองรวมจังหวัดในพื้นที่อย่างน้อย 44 ถึง 49 จังหวัดทั่วประเทศ โดยปลดล็อกให้พื้นที่เกษตรกรรม (เขตสีเขียว) และพื้นที่อนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม ถูกยกเว้นข้อห้าม เปิดทางให้โรงไฟฟ้า โรงงานจัดการขยะอุตสาหกรรม และกิจการแร่นอกพื้นที่อุตสาหกรรมสามารถเข้าตั้งในพื้นที่เหล่านั้นได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงโซนนิ่งได้

เดิมที กฎหมายผังเมืองปกติกำหนดให้การเปลี่ยนสีผังเมืองต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและการทำประชาพิจารณ์ของประชาชนในพื้นที่ แต่คำสั่ง คสช. ที่ 4/2559 ได้ข้ามขั้นตอนการกลั่นกรองตามกฎหมายไป ทำให้พื้นที่ทำกินและพื้นที่อยู่อาศัยของชาวบ้านถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่รองรับอุตสาหกรรมชั่วข้ามคืน เช่นเดียวกับกรณีหมู่ 7 บ้านรางจิก ต.หนองขาว


https://www.facebook.com/share/1ar187bbGd/
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่