ตำนาน The Big Short ไมเคิล เบอร์รี (Michael Burry) คือนักลงทุนชื่อดังที่เคยทำกำไรมหาศาลจากการมองขาดและเดิมพันว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์สหรัฐฯ จะพังพินาศ
ล่าสุดเขาได้ตั้งข้อสงสัยว่าความตื่นตัวเรื่องเทคโนโลยี AI อาจเป็นเพียง "ฟองสบู่" ที่ถูกปั่นราคาจนหลุดจากความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ
เบอร์รีได้เทเงินซื้อออปชัน (Put Options) เพื่อทำกำไรขาลงกับหุ้นเทคโนโลยีอย่าง Palantir โดยมีมูลค่าความเสี่ยงหน้าตั๋วเทียบเท่าหุ้น 5 ล้านหุ้น หรือราว 912 ล้านดอลลาร์ และยังเดิมพันสวนทางหุ้น Nvidia ด้วยเช่นกัน
เบอร์รีเปรียบเทียบมูลค่าของ Palantir ว่าเหมือนปราสาททรายที่สร้างขึ้นอย่างรวดเร็วจากความตื่นเต้น และพร้อมจะพังทลายลงหากความจริงไม่เป็นไปตามคาด
แต่ทาง อเล็กซ์ คาร์ป (Alex Karp) ซีอีโอของ Palantir ออกมาสวนกลับในรายการทีวีว่า คนที่เดิมพันสวนทางชิป AI นั้น "บ้าไปแล้ว" และเขาเตรียมตัวจะเต้นเยาะเย้ยเมื่อนักชอร์ตหุ้นพวกนี้ทายผิด
ล่าสุด Palantir ประกาศผลประกอบการที่แข็งแกร่งเกินคาด ทำให้ราคาหุ้นพุ่งกระฉูดจากประมาณ 126 ดอลลาร์ขึ้นไปเป็น 162 ดอลลาร์
แม้การซื้อออปชันจะจำกัดผลขาดทุนไว้สูงสุดแค่ค่าพรีเมียมที่จ่ายไป แต่การที่หุ้นพุ่งขึ้นแรงขนาดนี้ คาดว่าทำให้มูลค่าการลงทุนของเบอร์รีเสียหายไปหลักสิบล้านดอลลาร์เลยทีเดียว
หนังม้วนเดิม หรือจบไม่เหมือนเดิม?
แม้ตอนนี้เบอร์รีจะเจ็บตัวหนัก เพราะบริษัทยักษ์ใหญ่ (เช่น Microsoft, Meta, Amazon, Google) ยังคงทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างต่อเนื่อง แต่อย่าลืมว่าในอดีตตอนวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ เขาก็เคยเป็นคนที่ทายถูกก่อนที่ตลาดจะพังพินาศในขณะที่คนอื่นไม่เชื่อมาแล้ว
บทสรุปของเรื่องนี้ยังคงเปิดกว้างครับว่า ตอนนี้บริษัท AI กำลังสร้างผลงานได้จริง หรือเบอร์รีอาจจะกำลังพูดประโยคเด็ดของเขาในหนัง The Big Short ที่ว่า "ฉันอาจจะมาก่อนกาล แต่ฉันไม่ได้ทายผิด" (I may be early, but I'm not wrong)
#เกมส์นี้ต้องดูกันยาวๆ ในอีกแง่ทำไมเขาถึงกล้า put หรือว่าเขาไปได้ข้อมูลอะไรหรือเปล่านะ
ปล.ภาพยนตร์ The Big Short (2015) คิดว่าส่วนใหญ่คงเคยดูมาแล้ว ถ้ายังก็สามารถไปหามาดูได้นะ

ที่มา (เอไอสรุป)
globes.co.il
สวนกระแส AI จนเจ็บตัว! บทเรียนราคาแพงของ "ไมเคิล เบอร์รี" จากหุ้น Palantir
ล่าสุดเขาได้ตั้งข้อสงสัยว่าความตื่นตัวเรื่องเทคโนโลยี AI อาจเป็นเพียง "ฟองสบู่" ที่ถูกปั่นราคาจนหลุดจากความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ
เบอร์รีได้เทเงินซื้อออปชัน (Put Options) เพื่อทำกำไรขาลงกับหุ้นเทคโนโลยีอย่าง Palantir โดยมีมูลค่าความเสี่ยงหน้าตั๋วเทียบเท่าหุ้น 5 ล้านหุ้น หรือราว 912 ล้านดอลลาร์ และยังเดิมพันสวนทางหุ้น Nvidia ด้วยเช่นกัน
เบอร์รีเปรียบเทียบมูลค่าของ Palantir ว่าเหมือนปราสาททรายที่สร้างขึ้นอย่างรวดเร็วจากความตื่นเต้น และพร้อมจะพังทลายลงหากความจริงไม่เป็นไปตามคาด
แต่ทาง อเล็กซ์ คาร์ป (Alex Karp) ซีอีโอของ Palantir ออกมาสวนกลับในรายการทีวีว่า คนที่เดิมพันสวนทางชิป AI นั้น "บ้าไปแล้ว" และเขาเตรียมตัวจะเต้นเยาะเย้ยเมื่อนักชอร์ตหุ้นพวกนี้ทายผิด
ล่าสุด Palantir ประกาศผลประกอบการที่แข็งแกร่งเกินคาด ทำให้ราคาหุ้นพุ่งกระฉูดจากประมาณ 126 ดอลลาร์ขึ้นไปเป็น 162 ดอลลาร์
แม้การซื้อออปชันจะจำกัดผลขาดทุนไว้สูงสุดแค่ค่าพรีเมียมที่จ่ายไป แต่การที่หุ้นพุ่งขึ้นแรงขนาดนี้ คาดว่าทำให้มูลค่าการลงทุนของเบอร์รีเสียหายไปหลักสิบล้านดอลลาร์เลยทีเดียว
หนังม้วนเดิม หรือจบไม่เหมือนเดิม?
แม้ตอนนี้เบอร์รีจะเจ็บตัวหนัก เพราะบริษัทยักษ์ใหญ่ (เช่น Microsoft, Meta, Amazon, Google) ยังคงทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างต่อเนื่อง แต่อย่าลืมว่าในอดีตตอนวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ เขาก็เคยเป็นคนที่ทายถูกก่อนที่ตลาดจะพังพินาศในขณะที่คนอื่นไม่เชื่อมาแล้ว
บทสรุปของเรื่องนี้ยังคงเปิดกว้างครับว่า ตอนนี้บริษัท AI กำลังสร้างผลงานได้จริง หรือเบอร์รีอาจจะกำลังพูดประโยคเด็ดของเขาในหนัง The Big Short ที่ว่า "ฉันอาจจะมาก่อนกาล แต่ฉันไม่ได้ทายผิด" (I may be early, but I'm not wrong)
#เกมส์นี้ต้องดูกันยาวๆ ในอีกแง่ทำไมเขาถึงกล้า put หรือว่าเขาไปได้ข้อมูลอะไรหรือเปล่านะ
ปล.ภาพยนตร์ The Big Short (2015) คิดว่าส่วนใหญ่คงเคยดูมาแล้ว ถ้ายังก็สามารถไปหามาดูได้นะ
ที่มา (เอไอสรุป) globes.co.il