ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าคนที่กำลังลังเลว่าจะเปลี่ยนจากรถน้ำมันไป EV หรือไม่ สิ่งที่ทำให้หลายคนยังไม่กล้าเคาะซื้อจริงๆ ไม่ใช่เรื่องสถานีชาร์จหรือระยะทางแล้ว แต่คือ "ความกลัวเรื่องแบตเตอรี่"
ภาพจำเดิมๆ ของพวกเราคือ ถ้าใช้ไป 7-8 ปีจนหมดประกัน หรือโชคร้ายไปครูดใต้ท้องรถจนแบตมีปัญหา ทางเดียวคือต้อง "จ่ายเงิน 300,000 - 500,000 บาทเพื่อยกเปลี่ยนยกแพ็ก" ซึ่งราคานี้เอาจริงๆ เพิ่มอีกนิดหน่อยได้รถใหม่คันหนึ่งเลย ทำให้หลายคนรู้สึกว่า EV ซื้อมาขับประหยัดค่าน้ำมันจริง แต่พอเจอค่าแบตทีเดียวกลายเป็น "เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย"
แต่ล่าสุดผมเพิ่งตามข่าวเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แล้วรู้สึกว่ามีประเด็นที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของ Ecosystem EV ในบ้านเรานั่นคือข่าวที่ CHANGAN จับมือกับ NING SERVICE (ซึ่งเป็นแบรนด์บริการหลังการขายของ CATL ยักษ์ใหญ่เรื่องแบตเตอรี่โลก) มาเปิดศูนย์บริการแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อน (Battery & E-Drive Service Center) ในไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นศูนย์นอกประเทศจีนแห่งแรกของเขาเลย
สิ่งที่น่าสนใจจากข่าวนี้ และการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี
เดิมทีการซ่อมแบตเตอรี่ EV มันยากเพราะแบตถูกแพ็กมาเป็นก้อนใหญ่ แต่เทคโนโลยียุคใหม่ รวมถึงศูนย์บริการแบบนี้ เขาชูจุดขายเรื่อง Module-Level Repair หรือการซ่อมเจาะจงเฉพาะโมดูล อธิบายง่ายๆ คือ แบตเตอรี่รถยนต์ 1 คัน มันประกอบด้วยโมดูลเล็กๆ ต่อกันหลายๆ ตัว ถ้ามีเซลล์ไฟรวน แรงดันตก หรือชำรุดแค่จุดเดียว เทคโนโลยีศูนย์ซ่อมยุคนี้สามารถ
สแกนหาจุดที่มีปัญหาเฉพาะจุดได้แม่นยำ
ถอดเปลี่ยนเฉพาะ "โมดูลที่เสีย" ออก แล้วใส่โมดูลใหม่เข้าไป
ทำการ Balance ไฟให้เท่ากับโมดูลเดิมในแพ็ก
ผลลัพธ์คือ จากเดิมที่ต้องจ่ายเงินครึ่งล้านเปลี่ยนทั้งแพ็ก ค่าซ่อมเฉพาะจุดจะเหลือแค่หลักหมื่นถึงแสนต้นๆ เท่านั้น (และที่น่าสนใจคือ ศูนย์นี้ประกาศว่ารองรับการตรวจเช็กแบตเตอรี่ CATL ที่อยู่ในรถแบรนด์อื่นด้วย)
บทวิเคราะห์ นี่คือจุดเปลี่ยนของตลาด EV ในไทยจริงไหม?
ในมุมมองของผม ข่าวนี้สะท้อนภาพรวมของตลาด EV ในบ้านเราอยู่ 3 เรื่องหลักๆ ครับ
ค่ายรถเริ่มแก้ Insight ความกลัวที่แท้จริงของผู้บริโภค ช่วงแรก ค่าย EV เน้นแข่งกันที่ออปชัน แรงม้า และราคาขายตัดหน้ากัน แต่ตอนนี้เริ่มเข้าสู่เฟสที่ 2 คือ "การสร้างความมั่นใจหลังการขาย" เพราะถ้าทำให้คนเชื่อไม่ได้ว่ารถใช้นานๆ แล้วค่าบำรุงรักษาไม่จุกจิก ตลาด EV ในไทยก็จะโตต่อยาก
เกิด Supply Chain และโครงสร้างพื้นฐานการซ่อมในไทยจริงๆ การที่ผู้ผลิตแบตระดับโลกอย่าง CATL มาลงมือทำศูนย์บริการเองในไทย แปลว่าเขามองเห็น Volume ของรถ EV ในไทยมากพอที่จะคุ้มทุน และเมื่อมีศูนย์ต้นแบบแบบนี้ ต่อไปอู่ภายนอกหรือสมาคมช่างไทยก็น่าจะเริ่มได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Transfer of Technology) ทำให้ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ตลาดอู่ซ่อม EV นอกศูนย์ก็น่าจะคึกคักขึ้น และส่งผลให้ราคาซ่อมแข่งกันถูกลงอีก
ประกันภัยรถยนต์ EV น่าจะมีทิศทางเบี้ยประกันที่นิ่งขึ้น เหตุผลที่ประกันภัย EV แพง เพราะเวลารถเกิดอุบัติเหตุชนนิดหน่อยโดนเคสแบต ประกันประเมินเคลมยกแพ็กทีละหลายแสน จนประกันขาดทุนกันหมด แต่ถ้ากระบวนการซ่อมโมดูลและเปลี่ยนเคสบางส่วนทำได้มาตรฐานศูนย์ ประกันภัยก็จะมีทางเลือกในการจ่ายค่าซ่อมที่ถูกลง ซึ่งสุดท้ายผลประโยชน์ก็จะตกมาที่ผู้บริโภคเรื่องค่าเบี้ยประกัน
สรุปแล้ว ผมมองว่าการเข้ามาของศูนย์ซ่อมแบตเฉพาะทางแบบนี้ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ทำให้คนกลัวเรื่อง "แบตเสื่อม/แบตพังแล้วต้องขายทิ้ง" เริ่มสบายใจขึ้นเรื่อยๆ แต่แน่นอนว่านี่เพิ่งเริ่มต้น คงต้องดูกันยาวๆ เรื่องราคาอะไหล่โมดูลจริง และความทั่วถึงของศูนย์บริการ
หมดยุคกลัวเปลี่ยนแบตหลักแสน? ข่าว CHANGAN จับมือ CATL เปิดศูนย์ซ่อมแบตในไทย
ภาพจำเดิมๆ ของพวกเราคือ ถ้าใช้ไป 7-8 ปีจนหมดประกัน หรือโชคร้ายไปครูดใต้ท้องรถจนแบตมีปัญหา ทางเดียวคือต้อง "จ่ายเงิน 300,000 - 500,000 บาทเพื่อยกเปลี่ยนยกแพ็ก" ซึ่งราคานี้เอาจริงๆ เพิ่มอีกนิดหน่อยได้รถใหม่คันหนึ่งเลย ทำให้หลายคนรู้สึกว่า EV ซื้อมาขับประหยัดค่าน้ำมันจริง แต่พอเจอค่าแบตทีเดียวกลายเป็น "เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย"
แต่ล่าสุดผมเพิ่งตามข่าวเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แล้วรู้สึกว่ามีประเด็นที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของ Ecosystem EV ในบ้านเรานั่นคือข่าวที่ CHANGAN จับมือกับ NING SERVICE (ซึ่งเป็นแบรนด์บริการหลังการขายของ CATL ยักษ์ใหญ่เรื่องแบตเตอรี่โลก) มาเปิดศูนย์บริการแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อน (Battery & E-Drive Service Center) ในไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นศูนย์นอกประเทศจีนแห่งแรกของเขาเลย
สิ่งที่น่าสนใจจากข่าวนี้ และการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี
เดิมทีการซ่อมแบตเตอรี่ EV มันยากเพราะแบตถูกแพ็กมาเป็นก้อนใหญ่ แต่เทคโนโลยียุคใหม่ รวมถึงศูนย์บริการแบบนี้ เขาชูจุดขายเรื่อง Module-Level Repair หรือการซ่อมเจาะจงเฉพาะโมดูล อธิบายง่ายๆ คือ แบตเตอรี่รถยนต์ 1 คัน มันประกอบด้วยโมดูลเล็กๆ ต่อกันหลายๆ ตัว ถ้ามีเซลล์ไฟรวน แรงดันตก หรือชำรุดแค่จุดเดียว เทคโนโลยีศูนย์ซ่อมยุคนี้สามารถ
สแกนหาจุดที่มีปัญหาเฉพาะจุดได้แม่นยำ
ถอดเปลี่ยนเฉพาะ "โมดูลที่เสีย" ออก แล้วใส่โมดูลใหม่เข้าไป
ทำการ Balance ไฟให้เท่ากับโมดูลเดิมในแพ็ก
ผลลัพธ์คือ จากเดิมที่ต้องจ่ายเงินครึ่งล้านเปลี่ยนทั้งแพ็ก ค่าซ่อมเฉพาะจุดจะเหลือแค่หลักหมื่นถึงแสนต้นๆ เท่านั้น (และที่น่าสนใจคือ ศูนย์นี้ประกาศว่ารองรับการตรวจเช็กแบตเตอรี่ CATL ที่อยู่ในรถแบรนด์อื่นด้วย)
บทวิเคราะห์ นี่คือจุดเปลี่ยนของตลาด EV ในไทยจริงไหม?
ในมุมมองของผม ข่าวนี้สะท้อนภาพรวมของตลาด EV ในบ้านเราอยู่ 3 เรื่องหลักๆ ครับ
ค่ายรถเริ่มแก้ Insight ความกลัวที่แท้จริงของผู้บริโภค ช่วงแรก ค่าย EV เน้นแข่งกันที่ออปชัน แรงม้า และราคาขายตัดหน้ากัน แต่ตอนนี้เริ่มเข้าสู่เฟสที่ 2 คือ "การสร้างความมั่นใจหลังการขาย" เพราะถ้าทำให้คนเชื่อไม่ได้ว่ารถใช้นานๆ แล้วค่าบำรุงรักษาไม่จุกจิก ตลาด EV ในไทยก็จะโตต่อยาก
เกิด Supply Chain และโครงสร้างพื้นฐานการซ่อมในไทยจริงๆ การที่ผู้ผลิตแบตระดับโลกอย่าง CATL มาลงมือทำศูนย์บริการเองในไทย แปลว่าเขามองเห็น Volume ของรถ EV ในไทยมากพอที่จะคุ้มทุน และเมื่อมีศูนย์ต้นแบบแบบนี้ ต่อไปอู่ภายนอกหรือสมาคมช่างไทยก็น่าจะเริ่มได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Transfer of Technology) ทำให้ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ตลาดอู่ซ่อม EV นอกศูนย์ก็น่าจะคึกคักขึ้น และส่งผลให้ราคาซ่อมแข่งกันถูกลงอีก
ประกันภัยรถยนต์ EV น่าจะมีทิศทางเบี้ยประกันที่นิ่งขึ้น เหตุผลที่ประกันภัย EV แพง เพราะเวลารถเกิดอุบัติเหตุชนนิดหน่อยโดนเคสแบต ประกันประเมินเคลมยกแพ็กทีละหลายแสน จนประกันขาดทุนกันหมด แต่ถ้ากระบวนการซ่อมโมดูลและเปลี่ยนเคสบางส่วนทำได้มาตรฐานศูนย์ ประกันภัยก็จะมีทางเลือกในการจ่ายค่าซ่อมที่ถูกลง ซึ่งสุดท้ายผลประโยชน์ก็จะตกมาที่ผู้บริโภคเรื่องค่าเบี้ยประกัน
สรุปแล้ว ผมมองว่าการเข้ามาของศูนย์ซ่อมแบตเฉพาะทางแบบนี้ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ทำให้คนกลัวเรื่อง "แบตเสื่อม/แบตพังแล้วต้องขายทิ้ง" เริ่มสบายใจขึ้นเรื่อยๆ แต่แน่นอนว่านี่เพิ่งเริ่มต้น คงต้องดูกันยาวๆ เรื่องราคาอะไหล่โมดูลจริง และความทั่วถึงของศูนย์บริการ