ผัสสะเจตสิก คือผลที่เกิดขึ้นแล้ว รู้ว่าอะไรเป็นผัสสะกระทบจิตนั้นเป็นอารมณ์อดีตที่จิตไปรู้ ผัสสะจึงไม่ได้มีตัวตนตั้งอยู่ก่อน ถ้าไม่มีจิตไปรู้ ผัสสะนั้นก็ยังไม่มีจริง
1.ขณะที่ผัสสะเกิด
: จิตทำหน้าที่ผัสสะและรับรู้อารมณ์นั้น ณ ปัจจุบันขณะนั้น
2. ขณะที่สติไปเห็นผัสสะ
: ในวินาทีที่เราเกิดสัญญารู้ว่า
"มีผัสสะเกิดขึ้นแล้ว
" ผัสสะเจตสิกดวงเดิมและจิตดวงก่อนหน้าได้
ดับทลายลงไปเรียบร้อยแล้ว
3. เป็นอารมณ์อดีต
: สิ่งที่จิตดวงปัจจุบันเข้าไประลึกรู้ จึงเป็นเพียง
"ร่องรอย
/ผลลัพธ์ในอดีต
" ของผัสสะที่ดับไปแล้วเท่านั้น
ไร้ตัวตนตั้งอยู่
(อนัตตา
): ผัสสะจึงไม่ได้มีสภาวะที่เที่ยงแท้ หรือเป็นตัวตนที่ตั้งอยู่ให้เราไปยึดถือได้เลย มันผุดขึ้นตามเหตุปัจจัย (จิต+อารมณ์+ทวาร) ทำหน้าที่กระทบวูบเดียว แล้วก็พังทลายดับลงไปในความไม่มีจริง
สลัดคืนอุปาทาน
: เมื่อเห็นว่าผัสสะเป็นเพียงสภาวะธรรมเกิด-ดับในอดีตอันกระชั้นชิด จิตจะเลิกอิน เลิกยินดียินร้าย และเลิกยึดถือว่ามี "ตัวเราเป็นผู้ผัสสะ" หรือมี "ผัสสะที่เป็นตัวตน" อีกต่อไป
การเห็นความจริงของผัสสะเจตสิกในมิตินี้ คือการตัดวงจรตัณหาและอุปาทานตั้งแต่ต้นสาย ทำให้จิตทรงอยู่ในความโปร่ง เบา และเป็นอิสระ
ผัสสะ กับความเป็นไตรลักษณ์ของจิต
1.ขณะที่ผัสสะเกิด: จิตทำหน้าที่ผัสสะและรับรู้อารมณ์นั้น ณ ปัจจุบันขณะนั้น
2. ขณะที่สติไปเห็นผัสสะ: ในวินาทีที่เราเกิดสัญญารู้ว่า "มีผัสสะเกิดขึ้นแล้ว" ผัสสะเจตสิกดวงเดิมและจิตดวงก่อนหน้าได้ ดับทลายลงไปเรียบร้อยแล้ว
3. เป็นอารมณ์อดีต: สิ่งที่จิตดวงปัจจุบันเข้าไประลึกรู้ จึงเป็นเพียง "ร่องรอย/ผลลัพธ์ในอดีต" ของผัสสะที่ดับไปแล้วเท่านั้น
ไร้ตัวตนตั้งอยู่ (อนัตตา): ผัสสะจึงไม่ได้มีสภาวะที่เที่ยงแท้ หรือเป็นตัวตนที่ตั้งอยู่ให้เราไปยึดถือได้เลย มันผุดขึ้นตามเหตุปัจจัย (จิต+อารมณ์+ทวาร) ทำหน้าที่กระทบวูบเดียว แล้วก็พังทลายดับลงไปในความไม่มีจริง
สลัดคืนอุปาทาน: เมื่อเห็นว่าผัสสะเป็นเพียงสภาวะธรรมเกิด-ดับในอดีตอันกระชั้นชิด จิตจะเลิกอิน เลิกยินดียินร้าย และเลิกยึดถือว่ามี "ตัวเราเป็นผู้ผัสสะ" หรือมี "ผัสสะที่เป็นตัวตน" อีกต่อไป
การเห็นความจริงของผัสสะเจตสิกในมิตินี้ คือการตัดวงจรตัณหาและอุปาทานตั้งแต่ต้นสาย ทำให้จิตทรงอยู่ในความโปร่ง เบา และเป็นอิสระ