🏵ผู้เขียน : โดย ปราชญ์ สามสี
🏵เปิดเส้นเงิน–เปิดเส้นสัมพันธ์
จาก “ประตูสึนามิ” ถึงเครือข่ายภาคประชาสังคมที่ไปบรรจบกับวาระทางการเมืองของ BRN
🌺ปราชญ์ สามสี
เรื่องนี้ถ้าเล่าแบบเอกสารราชการ คนทั่วไปคงอ่านไม่ถึงครึ่งหน้า เพราะเต็มไปด้วยชื่อกองทุน ชื่อมูลนิธิ และศัพท์อย่าง “การเสริมสร้างศักยภาพ” หรือ “การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม” แต่ถ้าถอดภาษาสวย ๆ เหล่านั้นออก โครงเรื่องจริงไม่ได้ซับซ้อนมากนัก เริ่มจากองค์กรต่างประเทศมีเงินและต้องการเข้าไปทำงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จากนั้นต้องหาองค์กรไทยที่รู้จักพื้นที่มารับช่วง ต้องสร้างคน สร้างเครือข่าย และรวบรวมข้อมูลจากชุมชน ก่อนนำเรื่องที่ได้ไปผลักดันต่อในกรุงเทพฯ กระทรวง สถานทูต หรือเวทีระหว่างประเทศ
องค์กรสำคัญในเรื่องนี้มีสามแห่ง คือศูนย์ทนายความมุสลิม หรือ MAC มูลนิธิผสานวัฒนธรรม หรือ CrCF และสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา หรือ LDI ทั้งสามแห่งไม่ได้มีหน้าที่เหมือนกันและไม่ได้รับทุนจากสัญญาเดียวกันทั้งหมด แต่เมื่อนำเอกสารของผู้ให้ทุนมาต่อกัน จะเห็นว่าแต่ละองค์กรอยู่คนละช่วงของกระบวนการเดียวกัน MAC อยู่ใกล้ทนาย คดี และผู้ร้องเรียนในพื้นที่ CrCF มีสำนักงาน ระบบบริหาร งานรณรงค์ และช่องทางเข้าหาผู้กำหนดนโยบาย ส่วน LDI เป็นองค์กรตัวกลางที่นำงานพัฒนาและการสร้างเครือข่ายลงไปถึงระดับชุมชน
สิ่งที่บทความนี้ต้องการเปิดให้เห็นจึงไม่ได้มีแค่คำถามว่า “ใครรับเงินจากใคร” แต่รวมถึงคำถามว่า เงินเหล่านั้นสร้างอะไรขึ้นมา สร้างเพียงทนาย ถังน้ำ ร้านค้าชุมชน และกิจกรรมอบรม หรือสร้างเครือข่ายคนที่สามารถผลิตข้อมูล ผลักดันนโยบาย และนำประเด็นจากชายแดนใต้เข้าสู่กระบวนการพูดคุยกับ BRN และเวทีระหว่างประเทศได้ด้วย
ประตูบานแรกไม่ได้ชื่อสิทธิมนุษยชน แต่ชื่อสึนามิ
จุดเริ่มต้นที่น่าสนใจที่สุดอยู่หลังเหตุการณ์สึนามิในมหาสมุทรอินเดียเมื่อเดือนธันวาคม 2004 รายงาน The Contested Corners of Asia: The Case of Southern Thailand ของมูลนิธิเอเชียระบุว่า ศูนย์ทนายความมุสลิมก่อตั้งขึ้นในปี 2005 โดยเงินสนับสนุนตั้งต้นมาจากธนาคารโลก ภายใต้บริบทการตอบสนองต่อเหตุการณ์สึนามิ ทั้งที่รายงานฉบับเดียวกันยอมรับว่าสึนามิเกิดผลกระทบโดยตรงในพื้นที่อื่นของภาคใต้ ไม่ใช่พื้นที่ความขัดแย้งหลักอย่างปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
รายงานใช้คำอธิบายว่าจุดเริ่มต้นดังกล่าวเป็นการเริ่มแบบ low-key and uncontroversial หรือพูดง่าย ๆ ว่าเข้าไปแบบเงียบ ๆ และไม่ทำให้เกิดข้อโต้แย้งมากนัก ก่อนที่ทุนจากผู้สนับสนุนรายอื่นจะทยอยตามเข้ามา ข้าพเจ้าจึงขอเรียกช่องทางนี้ว่า “ประตูสึนามิ” เพราะแทนที่จะเริ่มด้วยการประกาศตรง ๆ ว่าจะเข้าไปสร้างเครือข่ายทนายและทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ความมั่นคง ก็เริ่มผ่านกรอบการช่วยเหลือภัยพิบัติซึ่งมีความชอบธรรมสูงและไม่มีใครอยากขัดขวางก่อน
ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นเรื่องผิด แต่ทำให้เห็นวิธีคิดขององค์กรระหว่างประเทศว่า การเข้าไปทำงานในพื้นที่ที่รัฐไทยระมัดระวังเรื่องอธิปไตยและการแทรกแซงจากต่างชาติ จำเป็นต้องเริ่มจากประตูที่ปลอดภัย สร้างความสัมพันธ์ให้เกิดขึ้นก่อน แล้วจึงค่อยขยายงานไปสู่ประเด็นที่อ่อนไหวขึ้น เช่น คดีความมั่นคง การควบคุมตัว การทรมาน สิทธิมนุษยชน และการปฏิรูประบบยุติธรรม
พอประตูเปิด ผู้ให้ทุนรายอื่นก็เดินตามเข้ามา
หลังจากเงินตั้งต้นจากธนาคารโลก รายงานมูลนิธิเอเชียระบุว่า MAC ได้รับการสนับสนุนต่อจากมูลนิธิเอเชีย USAID และสำนักงานประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และแรงงาน หรือ DRL ซึ่งเป็นหน่วยงานในกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เงินทุนเหล่านี้ถูกบริหารผ่านมูลนิธิเอเชีย และถูกใช้ขยายเครือข่ายของ MAC เข้าไปในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่อมาในปี 2010 ยังมีสมาคมทนายความอเมริกันและกองทุนเพื่อสิทธิมนุษยชนสากลเข้ามาสนับสนุนเพิ่มเติมอีกด้วย
เมื่อนำชื่อทั้งหมดมาเรียงต่อกัน ภาพก็เริ่มชัด เงินตั้งต้นมาจากธนาคารโลก จากนั้นมีมูลนิธิเอเชีย หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ องค์กรวิชาชีพทนายความของสหรัฐฯ และกองทุนสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศเข้ามาต่อเติมเครือข่าย งานจึงค่อย ๆ เปลี่ยนจากการตั้งต้นองค์กร ไปสู่การสร้างทนายอาสา การทำคดี การเก็บข้อมูล และการขยายเครือข่ายผู้ช่วยทนายหรือ paralegal ในพื้นที่
รายงานมูลนิธิเอเชียยังเขียนไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า การมีความสัมพันธ์ในพื้นที่มาเป็นเวลานานช่วยให้มูลนิธิสามารถทำโครงการที่อาจมีความอ่อนไหวหรือก่อให้เกิดข้อถกเถียงได้ ขณะเดียวกัน รายงานก็บันทึกคำอธิบายของฝ่าย MAC ว่า เคยมีผู้ให้ทุนบางรายพยายามเสนอวาระหรือกิจกรรมที่ไม่ตรงกับภารกิจหลัก และ MAC เคยปฏิเสธข้อเสนอเหล่านั้นด้วย ภาพจึงไม่ได้ง่ายถึงขั้นว่าผู้ให้ทุนสั่งอะไรก็ต้องทำ แต่ก็ชัดว่าเงิน ความสัมพันธ์ระยะยาว และความสามารถในการกำหนดกรอบโครงการมีบทบาทต่อทิศทางการขยายตัวขององค์กร
MAC มีทนายและคดี แต่ต้องมีคนช่วยดูระบบหลังบ้าน
ปัญหาของ MAC ในช่วงขยายองค์กรคือมีลักษณะเป็นเครือข่ายทนายที่ประกอบวิชาชีพอยู่แล้ว มากกว่าจะเป็นมูลนิธิขนาดใหญ่ที่มีฝ่ายบัญชี ฝ่ายธุรการ ฝ่ายประเมินผล และเจ้าหน้าที่เขียนรายงานให้ผู้บริจาคครบทุกตำแหน่ง พูดง่าย ๆ คือมีคนทำคดีและเข้าถึงพื้นที่ แต่ยังมีข้อจำกัดในการบริหารเงินทุนตามระบบขององค์กรระหว่างประเทศ
ตรงนี้เองที่ CrCF เข้ามามีบทบาท รายงานมูลนิธิเอเชียระบุชัดว่า ผู้ให้ทุนบางรายเลือกนำมูลนิธิผสานวัฒนธรรมเข้ามาเสริมความสามารถด้านธุรการและการบริหารการเงินที่ MAC ยังขาด เพื่อให้ MAC มีระบบเพียงพอสำหรับจัดทำบัญชี บริหารโครงการ และปฏิบัติตามข้อกำหนดการรายงานของผู้ให้ทุน
นี่คือจุดที่ต้องขีดเส้นใต้ เพราะความสัมพันธ์ระหว่าง MAC กับ CrCF ไม่ได้อยู่แค่การรู้จักกันหรือไปร่วมงานแถลงข่าว แต่ลงไปถึงระดับโครงสร้างการบริหาร องค์กรหนึ่งมีทนาย มีคดี และมีเครือข่ายอยู่ในพื้นที่ ส่วนอีกองค์กรมีสำนักงาน ระบบบัญชี การบริหารโครงการ งานรณรงค์ และความสามารถในการประสานผู้ให้ทุนกับหน่วยงานระดับนโยบาย เมื่อเอาสองส่วนนี้มาประกบกัน ก็เกิดกลไกที่สามารถเดินงานได้ตั้งแต่การรับเรื่องในหมู่บ้านไปจนถึงการผลักดันข้อเสนอในกรุงเทพฯ
จากช่วยดูหลังบ้าน สู่โครงการร่วมของ EU เยอรมนี และ KAS
ปี 2011 ความสัมพันธ์ดังกล่าวชัดขึ้นอีก เมื่อ MAC กับ CrCF เริ่มโครงการร่วมระยะเวลาราวสองปี ภายใต้การกำกับของมูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ หรือ KAS โดยมีเงินจากสหภาพยุโรปและแหล่งสนับสนุนของเยอรมนี รายงานมูลนิธิเอเชียยืนยันทั้งตัวผู้รับทุน ผู้กำกับโครงการ และแหล่งเงิน ส่วนเอกสารโครงการที่ CrCF เผยแพร่เองก็ยืนยันว่า CrCF กับ MAC ร่วมดำเนินโครงการโดยได้รับทุนจาก KAS และสหภาพยุโรป
ชื่อโครงการคือ “การพัฒนาการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและการคุ้มครองทางกฎหมายสำหรับประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้” MAC รับผิดชอบงานช่วยเหลือคดีและศูนย์ทนายในปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา รวมถึงการพัฒนาทนาย ผู้ช่วยทนาย และอาสาสมัครในพื้นที่ ขณะที่ CrCF ทำงานด้านคดี การอบรม การรณรงค์ และการพัฒนาข้อเสนอเพื่อสื่อสารต่อสาธารณชนกับหน่วยงานระดับนโยบาย เอกสารโครงการยังระบุว่าต้องการให้ผลจากโครงการนำไปสู่การปรับเปลี่ยนทั้งในศาล อัยการ ตำรวจ กองทัพ และกระทรวงยุติธรรม
เมื่อถอดชื่อโครงการยาว ๆ ออก โครงสร้างจริงคือ คดีเกิดขึ้นในพื้นที่ MAC รับเรื่องและรวบรวมข้อมูล CrCF ช่วยทำให้ข้อมูลกลายเป็นงานรณรงค์หรือข้อเสนอ KAS ประสานและพัฒนาโครงการ ส่วน EU กับแหล่งทุนเยอรมนีสนับสนุนทรัพยากร งานจึงไม่ได้จบแค่ช่วยจำเลยขึ้นศาล แต่สามารถไหลต่อไปสู่การเสนอให้เปลี่ยนนโยบายและวิธีปฏิบัติของหน่วยงานรัฐได้
ตัวอย่างชัดเจนเกิดขึ้นในเดือนมีนาคม 2556 เมื่อคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ KAS, CrCF และ MAC ร่วมกันยื่นข้อเสนอเรื่องกองทุนยุติธรรมต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและผู้นำฝ่ายค้านในขณะนั้น กรณีนี้ทำให้เห็นว่าข้อมูลและประสบการณ์จากคดีในพื้นที่สามารถถูกยกระดับเป็นข้อเสนอให้ฝ่ายการเมืองและกระทรวงนำไปพิจารณาได้ ไม่ได้จบอยู่ในสำนวนคดีของชาวบ้านเท่านั้น
อีกเส้นหนึ่งไม่ได้เริ่มจากศาล แต่เริ่มจากหมู่บ้าน
ในขณะที่ MAC กับ CrCF เดินอยู่บนเส้นทางกฎหมายและสิทธิมนุษยชน LDI เดินอยู่บนเส้นทางพัฒนาชุมชน ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า LDF หรือ Local Development Foundation เป็นตัวมูลนิธิที่มีสถานะนิติบุคคล ส่วน LDI หรือ Local Development Institute เป็นสถาบันที่ทำหน้าที่ดำเนินงานอยู่ภายใต้มูลนิธิ จึงพบชื่อ LDF ในเอกสารสัญญาเงินทุน แต่พบชื่อ LDI ในรายงานการทำงานภาคสนาม
เอกสารธนาคารโลกอธิบายว่า การทำงานในพื้นที่ความขัดแย้งต้องอาศัยองค์กรที่รู้จักพื้นที่และได้รับความไว้วางใจจากชุมชน จึงควรรวมความรับผิดชอบไว้ที่องค์กรเดียวในช่วงเริ่มต้น เพื่อสร้างความสัมพันธ์และความเชื่อมั่นก่อนค่อยเชื่อมต่อกับหน่วยงานอื่น องค์กรที่ได้รับเลือกให้ดำเนินโครงการ CACS ก็คือ LDI เพราะมีประสบการณ์ช่วยเหลือครอบครัวและชุมชนในภาคใต้
พูดง่าย ๆ คือธนาคารโลกไม่ได้ลงไปเคาะประตูทุกหมู่บ้านด้วยตัวเอง แต่ใช้ LDI เป็นสะพาน ฝั่งหนึ่งของสะพานคือธนาคารโลกและผู้ให้ทุน อีกฝั่งคือ ศอ.บต. หน่วยงานความมั่นคง ผู้ว่าราชการจังหวัด เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และองค์กรภาคประชาสังคม LDI จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงส่งเงิน แต่ต้องอธิบายโครงการ เปิดทาง ประสานคน คัดเลือกพื้นที่ ช่วยตั้งคณะทำงาน และติดตามผลการดำเนินงาน
โครงการแบ่งทุนออกเป็นสองทาง ทางแรกคือเงินอุดหนุนหมู่บ้านหรือ Block Grants ประมาณ 300,000 บาท หรือ 10,000 ดอลลาร์ต่อรอบ โดยตั้งเป้าครอบคลุม 27 ชุมชน ส่วนอีกทางคือกองทุนความร่วมมือเพื่อสร้างสันติภาพ หรือ Peace-building Partnership Fund ที่ให้ทุนแก่องค์กรภาคประชาสังคมและเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อทำกิจกรรมเกี่ยวกับความไว้วางใจ สันติภาพ และการพัฒนา
ตรงนี้ทำให้เห็นว่าเงินไม่ได้ลงไปสร้างแค่ถังน้ำ ร้านค้า หรืออาชีพ แต่ส่วนหนึ่งถูกใช้สร้างความสามารถขององค์กรภาคประชาสังคมด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเขียนโครงการ ทำบัญชี เก็บข้อมูล จัดเวที สื่อสารกับสาธารณะ และเชื่อมต่อกับหน่วยงานรัฐ เอกสารธนาคารโลกเองอธิบายว่าองค์กรภาคประชาสังคมมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาท้องถิ่น แต่ยังมีจำนวนน้อยและมีข้อจำกัดด้านความสามารถ โครงการจึงต้องสร้าง “พื้นที่” ให้ชุมชนกับรัฐมีปฏิสัมพันธ์และสร้างความไว้วางใจกันมากขึ้น
เงินพัฒนาไม่ได้สร้างแค่ของ แต่สร้างคนและเครือข่าย
ลองนึกภาพหมู่บ้านหนึ่งได้รับเงินสร้างระบบน้ำ เมื่อเริ่มโครงการ ชาวบ้านต้องตั้งคณะทำงาน เลือกคนทำบัญชี เลือกคนถือเงิน ประชุมกับผู้ประสานงาน เรียนรู้วิธีเขียนโครงการ และรู้จักเจ้าหน้าที่กับองค์กรภายนอก เมื่อโครงการจบ หมู่บ้านไม่ได้เหลือเพียงถังน้ำ แต่เหลือคนที่รู้วิธีของบ รู้จักผู้ให้ทุน รู้จักเครือข่าย และรู้ว่าหากต้องการผลักดันเรื่องใดควรติดต่อใคร
กรณีบ้านนาจากในอำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี ทำให้เห็นภาพนี้ชัดขึ้น โครงการสนับสนุนทั้งการสร้างถังเก็บน้ำขนาด 60,000 ลิตรและขยายท่อส่งน้ำเพื่อการเกษตร รวมถึงสมทบเงิน 100,000 บาทให้แก่ร้านค้าหรือสหกรณ์ที่ชาวบ้านร่วมลงทุนเองอีก 100,000 บาท แต่พร้อมกับสิ่งปลูกสร้างก็มีการตั้งระบบคณะทำงาน แยกผู้ถือเงินสดออกจากผู้ทำบัญชี และสร้างกลุ่มคนที่สามารถบริหารโครงการร่วมกันได้
นี่คือเหตุผลที่คำว่า “พัฒนาชุมชน” ต้องอ่านให้ครบสองชั้น ชั้นแรกคือของที่จับต้องได้ เช่น น้ำ ร้านค้า หรืออาชีพ ชั้นที่สองคือความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำชุมชน คนทำโครงการ องค์กรตัวกลาง และผู้ให้ทุน ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นเครือข่ายทางสังคมและนโยบายในอนาคตได้
🏵หมายเหตุ🏵🏵🏵ให้อ่านภาค2 ด้านล่างต่อ🏵🏵🏵🏵🌺🌺🌺🌺🌺🌺
เปิดเผยเส้นทางการเงิน " ป่วนภาคใต้"?
🏵เปิดเส้นเงิน–เปิดเส้นสัมพันธ์
จาก “ประตูสึนามิ” ถึงเครือข่ายภาคประชาสังคมที่ไปบรรจบกับวาระทางการเมืองของ BRN
🌺ปราชญ์ สามสี
เรื่องนี้ถ้าเล่าแบบเอกสารราชการ คนทั่วไปคงอ่านไม่ถึงครึ่งหน้า เพราะเต็มไปด้วยชื่อกองทุน ชื่อมูลนิธิ และศัพท์อย่าง “การเสริมสร้างศักยภาพ” หรือ “การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม” แต่ถ้าถอดภาษาสวย ๆ เหล่านั้นออก โครงเรื่องจริงไม่ได้ซับซ้อนมากนัก เริ่มจากองค์กรต่างประเทศมีเงินและต้องการเข้าไปทำงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จากนั้นต้องหาองค์กรไทยที่รู้จักพื้นที่มารับช่วง ต้องสร้างคน สร้างเครือข่าย และรวบรวมข้อมูลจากชุมชน ก่อนนำเรื่องที่ได้ไปผลักดันต่อในกรุงเทพฯ กระทรวง สถานทูต หรือเวทีระหว่างประเทศ
องค์กรสำคัญในเรื่องนี้มีสามแห่ง คือศูนย์ทนายความมุสลิม หรือ MAC มูลนิธิผสานวัฒนธรรม หรือ CrCF และสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา หรือ LDI ทั้งสามแห่งไม่ได้มีหน้าที่เหมือนกันและไม่ได้รับทุนจากสัญญาเดียวกันทั้งหมด แต่เมื่อนำเอกสารของผู้ให้ทุนมาต่อกัน จะเห็นว่าแต่ละองค์กรอยู่คนละช่วงของกระบวนการเดียวกัน MAC อยู่ใกล้ทนาย คดี และผู้ร้องเรียนในพื้นที่ CrCF มีสำนักงาน ระบบบริหาร งานรณรงค์ และช่องทางเข้าหาผู้กำหนดนโยบาย ส่วน LDI เป็นองค์กรตัวกลางที่นำงานพัฒนาและการสร้างเครือข่ายลงไปถึงระดับชุมชน
สิ่งที่บทความนี้ต้องการเปิดให้เห็นจึงไม่ได้มีแค่คำถามว่า “ใครรับเงินจากใคร” แต่รวมถึงคำถามว่า เงินเหล่านั้นสร้างอะไรขึ้นมา สร้างเพียงทนาย ถังน้ำ ร้านค้าชุมชน และกิจกรรมอบรม หรือสร้างเครือข่ายคนที่สามารถผลิตข้อมูล ผลักดันนโยบาย และนำประเด็นจากชายแดนใต้เข้าสู่กระบวนการพูดคุยกับ BRN และเวทีระหว่างประเทศได้ด้วย
ประตูบานแรกไม่ได้ชื่อสิทธิมนุษยชน แต่ชื่อสึนามิ
จุดเริ่มต้นที่น่าสนใจที่สุดอยู่หลังเหตุการณ์สึนามิในมหาสมุทรอินเดียเมื่อเดือนธันวาคม 2004 รายงาน The Contested Corners of Asia: The Case of Southern Thailand ของมูลนิธิเอเชียระบุว่า ศูนย์ทนายความมุสลิมก่อตั้งขึ้นในปี 2005 โดยเงินสนับสนุนตั้งต้นมาจากธนาคารโลก ภายใต้บริบทการตอบสนองต่อเหตุการณ์สึนามิ ทั้งที่รายงานฉบับเดียวกันยอมรับว่าสึนามิเกิดผลกระทบโดยตรงในพื้นที่อื่นของภาคใต้ ไม่ใช่พื้นที่ความขัดแย้งหลักอย่างปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
รายงานใช้คำอธิบายว่าจุดเริ่มต้นดังกล่าวเป็นการเริ่มแบบ low-key and uncontroversial หรือพูดง่าย ๆ ว่าเข้าไปแบบเงียบ ๆ และไม่ทำให้เกิดข้อโต้แย้งมากนัก ก่อนที่ทุนจากผู้สนับสนุนรายอื่นจะทยอยตามเข้ามา ข้าพเจ้าจึงขอเรียกช่องทางนี้ว่า “ประตูสึนามิ” เพราะแทนที่จะเริ่มด้วยการประกาศตรง ๆ ว่าจะเข้าไปสร้างเครือข่ายทนายและทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ความมั่นคง ก็เริ่มผ่านกรอบการช่วยเหลือภัยพิบัติซึ่งมีความชอบธรรมสูงและไม่มีใครอยากขัดขวางก่อน
ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นเรื่องผิด แต่ทำให้เห็นวิธีคิดขององค์กรระหว่างประเทศว่า การเข้าไปทำงานในพื้นที่ที่รัฐไทยระมัดระวังเรื่องอธิปไตยและการแทรกแซงจากต่างชาติ จำเป็นต้องเริ่มจากประตูที่ปลอดภัย สร้างความสัมพันธ์ให้เกิดขึ้นก่อน แล้วจึงค่อยขยายงานไปสู่ประเด็นที่อ่อนไหวขึ้น เช่น คดีความมั่นคง การควบคุมตัว การทรมาน สิทธิมนุษยชน และการปฏิรูประบบยุติธรรม
พอประตูเปิด ผู้ให้ทุนรายอื่นก็เดินตามเข้ามา
หลังจากเงินตั้งต้นจากธนาคารโลก รายงานมูลนิธิเอเชียระบุว่า MAC ได้รับการสนับสนุนต่อจากมูลนิธิเอเชีย USAID และสำนักงานประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และแรงงาน หรือ DRL ซึ่งเป็นหน่วยงานในกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เงินทุนเหล่านี้ถูกบริหารผ่านมูลนิธิเอเชีย และถูกใช้ขยายเครือข่ายของ MAC เข้าไปในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่อมาในปี 2010 ยังมีสมาคมทนายความอเมริกันและกองทุนเพื่อสิทธิมนุษยชนสากลเข้ามาสนับสนุนเพิ่มเติมอีกด้วย
เมื่อนำชื่อทั้งหมดมาเรียงต่อกัน ภาพก็เริ่มชัด เงินตั้งต้นมาจากธนาคารโลก จากนั้นมีมูลนิธิเอเชีย หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ องค์กรวิชาชีพทนายความของสหรัฐฯ และกองทุนสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศเข้ามาต่อเติมเครือข่าย งานจึงค่อย ๆ เปลี่ยนจากการตั้งต้นองค์กร ไปสู่การสร้างทนายอาสา การทำคดี การเก็บข้อมูล และการขยายเครือข่ายผู้ช่วยทนายหรือ paralegal ในพื้นที่
รายงานมูลนิธิเอเชียยังเขียนไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า การมีความสัมพันธ์ในพื้นที่มาเป็นเวลานานช่วยให้มูลนิธิสามารถทำโครงการที่อาจมีความอ่อนไหวหรือก่อให้เกิดข้อถกเถียงได้ ขณะเดียวกัน รายงานก็บันทึกคำอธิบายของฝ่าย MAC ว่า เคยมีผู้ให้ทุนบางรายพยายามเสนอวาระหรือกิจกรรมที่ไม่ตรงกับภารกิจหลัก และ MAC เคยปฏิเสธข้อเสนอเหล่านั้นด้วย ภาพจึงไม่ได้ง่ายถึงขั้นว่าผู้ให้ทุนสั่งอะไรก็ต้องทำ แต่ก็ชัดว่าเงิน ความสัมพันธ์ระยะยาว และความสามารถในการกำหนดกรอบโครงการมีบทบาทต่อทิศทางการขยายตัวขององค์กร
MAC มีทนายและคดี แต่ต้องมีคนช่วยดูระบบหลังบ้าน
ปัญหาของ MAC ในช่วงขยายองค์กรคือมีลักษณะเป็นเครือข่ายทนายที่ประกอบวิชาชีพอยู่แล้ว มากกว่าจะเป็นมูลนิธิขนาดใหญ่ที่มีฝ่ายบัญชี ฝ่ายธุรการ ฝ่ายประเมินผล และเจ้าหน้าที่เขียนรายงานให้ผู้บริจาคครบทุกตำแหน่ง พูดง่าย ๆ คือมีคนทำคดีและเข้าถึงพื้นที่ แต่ยังมีข้อจำกัดในการบริหารเงินทุนตามระบบขององค์กรระหว่างประเทศ
ตรงนี้เองที่ CrCF เข้ามามีบทบาท รายงานมูลนิธิเอเชียระบุชัดว่า ผู้ให้ทุนบางรายเลือกนำมูลนิธิผสานวัฒนธรรมเข้ามาเสริมความสามารถด้านธุรการและการบริหารการเงินที่ MAC ยังขาด เพื่อให้ MAC มีระบบเพียงพอสำหรับจัดทำบัญชี บริหารโครงการ และปฏิบัติตามข้อกำหนดการรายงานของผู้ให้ทุน
นี่คือจุดที่ต้องขีดเส้นใต้ เพราะความสัมพันธ์ระหว่าง MAC กับ CrCF ไม่ได้อยู่แค่การรู้จักกันหรือไปร่วมงานแถลงข่าว แต่ลงไปถึงระดับโครงสร้างการบริหาร องค์กรหนึ่งมีทนาย มีคดี และมีเครือข่ายอยู่ในพื้นที่ ส่วนอีกองค์กรมีสำนักงาน ระบบบัญชี การบริหารโครงการ งานรณรงค์ และความสามารถในการประสานผู้ให้ทุนกับหน่วยงานระดับนโยบาย เมื่อเอาสองส่วนนี้มาประกบกัน ก็เกิดกลไกที่สามารถเดินงานได้ตั้งแต่การรับเรื่องในหมู่บ้านไปจนถึงการผลักดันข้อเสนอในกรุงเทพฯ
จากช่วยดูหลังบ้าน สู่โครงการร่วมของ EU เยอรมนี และ KAS
ปี 2011 ความสัมพันธ์ดังกล่าวชัดขึ้นอีก เมื่อ MAC กับ CrCF เริ่มโครงการร่วมระยะเวลาราวสองปี ภายใต้การกำกับของมูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ หรือ KAS โดยมีเงินจากสหภาพยุโรปและแหล่งสนับสนุนของเยอรมนี รายงานมูลนิธิเอเชียยืนยันทั้งตัวผู้รับทุน ผู้กำกับโครงการ และแหล่งเงิน ส่วนเอกสารโครงการที่ CrCF เผยแพร่เองก็ยืนยันว่า CrCF กับ MAC ร่วมดำเนินโครงการโดยได้รับทุนจาก KAS และสหภาพยุโรป
ชื่อโครงการคือ “การพัฒนาการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและการคุ้มครองทางกฎหมายสำหรับประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้” MAC รับผิดชอบงานช่วยเหลือคดีและศูนย์ทนายในปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา รวมถึงการพัฒนาทนาย ผู้ช่วยทนาย และอาสาสมัครในพื้นที่ ขณะที่ CrCF ทำงานด้านคดี การอบรม การรณรงค์ และการพัฒนาข้อเสนอเพื่อสื่อสารต่อสาธารณชนกับหน่วยงานระดับนโยบาย เอกสารโครงการยังระบุว่าต้องการให้ผลจากโครงการนำไปสู่การปรับเปลี่ยนทั้งในศาล อัยการ ตำรวจ กองทัพ และกระทรวงยุติธรรม
เมื่อถอดชื่อโครงการยาว ๆ ออก โครงสร้างจริงคือ คดีเกิดขึ้นในพื้นที่ MAC รับเรื่องและรวบรวมข้อมูล CrCF ช่วยทำให้ข้อมูลกลายเป็นงานรณรงค์หรือข้อเสนอ KAS ประสานและพัฒนาโครงการ ส่วน EU กับแหล่งทุนเยอรมนีสนับสนุนทรัพยากร งานจึงไม่ได้จบแค่ช่วยจำเลยขึ้นศาล แต่สามารถไหลต่อไปสู่การเสนอให้เปลี่ยนนโยบายและวิธีปฏิบัติของหน่วยงานรัฐได้
ตัวอย่างชัดเจนเกิดขึ้นในเดือนมีนาคม 2556 เมื่อคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ KAS, CrCF และ MAC ร่วมกันยื่นข้อเสนอเรื่องกองทุนยุติธรรมต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและผู้นำฝ่ายค้านในขณะนั้น กรณีนี้ทำให้เห็นว่าข้อมูลและประสบการณ์จากคดีในพื้นที่สามารถถูกยกระดับเป็นข้อเสนอให้ฝ่ายการเมืองและกระทรวงนำไปพิจารณาได้ ไม่ได้จบอยู่ในสำนวนคดีของชาวบ้านเท่านั้น
อีกเส้นหนึ่งไม่ได้เริ่มจากศาล แต่เริ่มจากหมู่บ้าน
ในขณะที่ MAC กับ CrCF เดินอยู่บนเส้นทางกฎหมายและสิทธิมนุษยชน LDI เดินอยู่บนเส้นทางพัฒนาชุมชน ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า LDF หรือ Local Development Foundation เป็นตัวมูลนิธิที่มีสถานะนิติบุคคล ส่วน LDI หรือ Local Development Institute เป็นสถาบันที่ทำหน้าที่ดำเนินงานอยู่ภายใต้มูลนิธิ จึงพบชื่อ LDF ในเอกสารสัญญาเงินทุน แต่พบชื่อ LDI ในรายงานการทำงานภาคสนาม
เอกสารธนาคารโลกอธิบายว่า การทำงานในพื้นที่ความขัดแย้งต้องอาศัยองค์กรที่รู้จักพื้นที่และได้รับความไว้วางใจจากชุมชน จึงควรรวมความรับผิดชอบไว้ที่องค์กรเดียวในช่วงเริ่มต้น เพื่อสร้างความสัมพันธ์และความเชื่อมั่นก่อนค่อยเชื่อมต่อกับหน่วยงานอื่น องค์กรที่ได้รับเลือกให้ดำเนินโครงการ CACS ก็คือ LDI เพราะมีประสบการณ์ช่วยเหลือครอบครัวและชุมชนในภาคใต้
พูดง่าย ๆ คือธนาคารโลกไม่ได้ลงไปเคาะประตูทุกหมู่บ้านด้วยตัวเอง แต่ใช้ LDI เป็นสะพาน ฝั่งหนึ่งของสะพานคือธนาคารโลกและผู้ให้ทุน อีกฝั่งคือ ศอ.บต. หน่วยงานความมั่นคง ผู้ว่าราชการจังหวัด เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และองค์กรภาคประชาสังคม LDI จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงส่งเงิน แต่ต้องอธิบายโครงการ เปิดทาง ประสานคน คัดเลือกพื้นที่ ช่วยตั้งคณะทำงาน และติดตามผลการดำเนินงาน
โครงการแบ่งทุนออกเป็นสองทาง ทางแรกคือเงินอุดหนุนหมู่บ้านหรือ Block Grants ประมาณ 300,000 บาท หรือ 10,000 ดอลลาร์ต่อรอบ โดยตั้งเป้าครอบคลุม 27 ชุมชน ส่วนอีกทางคือกองทุนความร่วมมือเพื่อสร้างสันติภาพ หรือ Peace-building Partnership Fund ที่ให้ทุนแก่องค์กรภาคประชาสังคมและเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อทำกิจกรรมเกี่ยวกับความไว้วางใจ สันติภาพ และการพัฒนา
ตรงนี้ทำให้เห็นว่าเงินไม่ได้ลงไปสร้างแค่ถังน้ำ ร้านค้า หรืออาชีพ แต่ส่วนหนึ่งถูกใช้สร้างความสามารถขององค์กรภาคประชาสังคมด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเขียนโครงการ ทำบัญชี เก็บข้อมูล จัดเวที สื่อสารกับสาธารณะ และเชื่อมต่อกับหน่วยงานรัฐ เอกสารธนาคารโลกเองอธิบายว่าองค์กรภาคประชาสังคมมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาท้องถิ่น แต่ยังมีจำนวนน้อยและมีข้อจำกัดด้านความสามารถ โครงการจึงต้องสร้าง “พื้นที่” ให้ชุมชนกับรัฐมีปฏิสัมพันธ์และสร้างความไว้วางใจกันมากขึ้น
เงินพัฒนาไม่ได้สร้างแค่ของ แต่สร้างคนและเครือข่าย
ลองนึกภาพหมู่บ้านหนึ่งได้รับเงินสร้างระบบน้ำ เมื่อเริ่มโครงการ ชาวบ้านต้องตั้งคณะทำงาน เลือกคนทำบัญชี เลือกคนถือเงิน ประชุมกับผู้ประสานงาน เรียนรู้วิธีเขียนโครงการ และรู้จักเจ้าหน้าที่กับองค์กรภายนอก เมื่อโครงการจบ หมู่บ้านไม่ได้เหลือเพียงถังน้ำ แต่เหลือคนที่รู้วิธีของบ รู้จักผู้ให้ทุน รู้จักเครือข่าย และรู้ว่าหากต้องการผลักดันเรื่องใดควรติดต่อใคร
กรณีบ้านนาจากในอำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี ทำให้เห็นภาพนี้ชัดขึ้น โครงการสนับสนุนทั้งการสร้างถังเก็บน้ำขนาด 60,000 ลิตรและขยายท่อส่งน้ำเพื่อการเกษตร รวมถึงสมทบเงิน 100,000 บาทให้แก่ร้านค้าหรือสหกรณ์ที่ชาวบ้านร่วมลงทุนเองอีก 100,000 บาท แต่พร้อมกับสิ่งปลูกสร้างก็มีการตั้งระบบคณะทำงาน แยกผู้ถือเงินสดออกจากผู้ทำบัญชี และสร้างกลุ่มคนที่สามารถบริหารโครงการร่วมกันได้
นี่คือเหตุผลที่คำว่า “พัฒนาชุมชน” ต้องอ่านให้ครบสองชั้น ชั้นแรกคือของที่จับต้องได้ เช่น น้ำ ร้านค้า หรืออาชีพ ชั้นที่สองคือความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำชุมชน คนทำโครงการ องค์กรตัวกลาง และผู้ให้ทุน ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นเครือข่ายทางสังคมและนโยบายในอนาคตได้
🏵หมายเหตุ🏵🏵🏵ให้อ่านภาค2 ด้านล่างต่อ🏵🏵🏵🏵🌺🌺🌺🌺🌺🌺