ปกติเราไปจิตเวชที่โรงบาลรัฐ ค่าใช้จ่ายไม่สูง แต่วันนั้นเราไปไม่ทันจริงๆ แล้วโรงบาลดันเปิดแค่ครึ่งเช้า เราไม่ได้ติดตามข่าวโรงบาลเลยไม่รู้
แต่เราเดินทางมาไกลเลยไม่อยากเสียเที่ยว เลยหาคลินิคจิตเวชที่เปิดในวันหยุดเสาทิต ไปเจอคลินิคหนึ่ง เราพลาดที่ไม่โทรสอบถามก่อน ขับรถไปที่คลินิคเลย บังเอิญได้คิวสุดท้ายพอดี คนไข้ใหม่ต้องสอบประวัติ หมอก็ถาม เรารู้สึกว่าหมอกดดันเรามากเกินไป เราบอกสาเหตุไปว่า เรามีอาการไม่อยากไปทำงาน ไม่อยากใช้ชีวิต เคยมีประวัติรักษามา 9 ปี แต่ยังไม่หายเลยจะลองมาปรึกษาที่คลินิค ในใจเราคิดว่าหมอที่คลินิคอาจจะให้เวลาเรามากกว่าหมอที่โรงบาลเพราะโรงบาลคนไข้เยอะ อาจจะไม่ได้ปรึกษาได้นาน หมอถามว่าเป้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมหยุดยาเอง แล้วช่วงหยุดยาไปไหนทำอะไร เราก็ไม่ได้แม่นไทม์ไลน์ เขาก็ถามเหมือนอารมณ์เสีย ถามย้ำๆเหมือนเราไม่ตรงคำถามเขา ซึ่งอาการของเราตอนนั้น เราบอกเขาตอนแรกแล้วว่าเราสับสนเรื่องเวลา เราลืมเรื่องบางอย่างในชีวิตประจำวันด้วย เขาก็ยังขึ้นเสียงใส่ ถามซ้ำๆแล้วก็ถอนหายใจ แล้วถามอีกว่ามีสาเหตุอีกไหม เราบอกว่าน่าจะเพราะเลิกกับแฟนด้วย เขาถามว่าเลิกกันเมื่อไหร่ เราบอก 2 วันที่ผ่านมา แล้วเขาต่อว่า เขาบอกเลิกหรอ ทำไมถึงเลิก เราก็บอกว่าไม่ได้บอกเลิกแต่ไม่ได้คุยกันเลย 2 วันแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ก็ทะเลาะกันบ่อยจนต่างคนต่างหายไป เขาก็บอกว่าคิดว่าการเงียบหายไปคือการเลิกแล้วหรอ เราก็ไม่รู้จะตอบเขายังไง จะร้องไห้ แต่อดทนไว้อยู่ ไม่รู้ว่าเพราะตอนนั้นคิวเรามันเลยเวลาปิดคลินิคแล้วด้วยรึเปล่า เขาก็ใส่อารมณ์หนักขึ้นแล้วก็ตัดสินเราว่า เรื่องงานถ้าเราทำตัวแบบนี้นายจ้างที่ไหนจะอยากได้ บอกเราเป็นหนักนะ แล้วบอกว่าที่เป้นแบบนี้ไม่ใช่เพราะยา แต่เป้นเพราะความคิดเราเอง เราก็เริ่มอึดอัดเพราะเราคิดว่าเพราะคิดแบบนี้แหละถึงได้มาหาหมอ เขาถามว่ามีญาติไหม เราบอกไม่มีเสียหมดแล้ว เขาก็พยายามให้เราหาเบอร์ญาติมาให้ได้ บอกว่าไม่เหลือใครเลยหรอ ถามถึงเบอร์ที่บริษัทที่เราทำงาน ซึ่งบริษัทเราเขาใช้แอพๆนึงในการติดต่อ ไม่เคยให้เบอร์ส่วนตัวกัน เป็นแค่บริษัทครอบครัว นายจ้างเราจะหวงเบอร์มากเพราะกลัวเบอร์หลุดแล้วคนอื่นจะโทรมารบกวน ตอนเราสมัครงานเราสมัครตอนเจอหน้าเขา เราเลยให้เบอร์เพื่อนสนิทแทน หลังจากนั้นเขาก็ให้เราออกไป เราบอกว่าขอใบรับรองแพทย์ด้วย เขาก็นิ่งๆ พอเราออกมา เจอค่าคุย 1000 บาท ค่ายาอีก 1300 เรายิ่งเครียดเข้าไปอีก เพราะตอนแรกเห็นราคาเริ่มต้นมันไม่เยอะขนาดนี้ ตอนนั้นเรามี 3000 สุดท้ายของเดือนนี้ เลยยอมจ่ายไป มีค่าใบรับรองแพทย์อีก 100 เราเครียดมาก เราคิดว่าไม่น่ามาเลย แล้วเราก็กลับบ้าน คิดว่าคงไม่มาอีก เราก็โทษตัวเองซ้ำๆวาทำไมไม่รอบคอบเลย แล้วจะเอาเงินที่ไหนกินข้าว พอกลับมาถึงบ้านเปิดยาดู มี 3 ตัว แล้วชื่อยาก็ตัวเดียวกับที่โรงบาลรัฐ เราก็เสียใจอีกว่าไม่น่าเลย จนถึงตอนนี้เราก็ยังทำใจยอมรับไม่ได้ เสียดายเงิน ถ้าหมอพูดดีเหมือนที่โรงบาลรัเราอาจจะเสียใจน้อยกว่านี้ ตอนนี้เราก็กินยาที่ได้มา แต่เราก็นอนไม่หลับเหมือนเดิม รู้สึกว่ายาไม่ช่วยอะไรเลย เราหาทางออกไม่ได้เลยตอนนี้
รู้สึกเสียดายเงินที่จ่ายให้หมอจิตเวช ทำยังไงดี?
แต่เราเดินทางมาไกลเลยไม่อยากเสียเที่ยว เลยหาคลินิคจิตเวชที่เปิดในวันหยุดเสาทิต ไปเจอคลินิคหนึ่ง เราพลาดที่ไม่โทรสอบถามก่อน ขับรถไปที่คลินิคเลย บังเอิญได้คิวสุดท้ายพอดี คนไข้ใหม่ต้องสอบประวัติ หมอก็ถาม เรารู้สึกว่าหมอกดดันเรามากเกินไป เราบอกสาเหตุไปว่า เรามีอาการไม่อยากไปทำงาน ไม่อยากใช้ชีวิต เคยมีประวัติรักษามา 9 ปี แต่ยังไม่หายเลยจะลองมาปรึกษาที่คลินิค ในใจเราคิดว่าหมอที่คลินิคอาจจะให้เวลาเรามากกว่าหมอที่โรงบาลเพราะโรงบาลคนไข้เยอะ อาจจะไม่ได้ปรึกษาได้นาน หมอถามว่าเป้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมหยุดยาเอง แล้วช่วงหยุดยาไปไหนทำอะไร เราก็ไม่ได้แม่นไทม์ไลน์ เขาก็ถามเหมือนอารมณ์เสีย ถามย้ำๆเหมือนเราไม่ตรงคำถามเขา ซึ่งอาการของเราตอนนั้น เราบอกเขาตอนแรกแล้วว่าเราสับสนเรื่องเวลา เราลืมเรื่องบางอย่างในชีวิตประจำวันด้วย เขาก็ยังขึ้นเสียงใส่ ถามซ้ำๆแล้วก็ถอนหายใจ แล้วถามอีกว่ามีสาเหตุอีกไหม เราบอกว่าน่าจะเพราะเลิกกับแฟนด้วย เขาถามว่าเลิกกันเมื่อไหร่ เราบอก 2 วันที่ผ่านมา แล้วเขาต่อว่า เขาบอกเลิกหรอ ทำไมถึงเลิก เราก็บอกว่าไม่ได้บอกเลิกแต่ไม่ได้คุยกันเลย 2 วันแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ก็ทะเลาะกันบ่อยจนต่างคนต่างหายไป เขาก็บอกว่าคิดว่าการเงียบหายไปคือการเลิกแล้วหรอ เราก็ไม่รู้จะตอบเขายังไง จะร้องไห้ แต่อดทนไว้อยู่ ไม่รู้ว่าเพราะตอนนั้นคิวเรามันเลยเวลาปิดคลินิคแล้วด้วยรึเปล่า เขาก็ใส่อารมณ์หนักขึ้นแล้วก็ตัดสินเราว่า เรื่องงานถ้าเราทำตัวแบบนี้นายจ้างที่ไหนจะอยากได้ บอกเราเป็นหนักนะ แล้วบอกว่าที่เป้นแบบนี้ไม่ใช่เพราะยา แต่เป้นเพราะความคิดเราเอง เราก็เริ่มอึดอัดเพราะเราคิดว่าเพราะคิดแบบนี้แหละถึงได้มาหาหมอ เขาถามว่ามีญาติไหม เราบอกไม่มีเสียหมดแล้ว เขาก็พยายามให้เราหาเบอร์ญาติมาให้ได้ บอกว่าไม่เหลือใครเลยหรอ ถามถึงเบอร์ที่บริษัทที่เราทำงาน ซึ่งบริษัทเราเขาใช้แอพๆนึงในการติดต่อ ไม่เคยให้เบอร์ส่วนตัวกัน เป็นแค่บริษัทครอบครัว นายจ้างเราจะหวงเบอร์มากเพราะกลัวเบอร์หลุดแล้วคนอื่นจะโทรมารบกวน ตอนเราสมัครงานเราสมัครตอนเจอหน้าเขา เราเลยให้เบอร์เพื่อนสนิทแทน หลังจากนั้นเขาก็ให้เราออกไป เราบอกว่าขอใบรับรองแพทย์ด้วย เขาก็นิ่งๆ พอเราออกมา เจอค่าคุย 1000 บาท ค่ายาอีก 1300 เรายิ่งเครียดเข้าไปอีก เพราะตอนแรกเห็นราคาเริ่มต้นมันไม่เยอะขนาดนี้ ตอนนั้นเรามี 3000 สุดท้ายของเดือนนี้ เลยยอมจ่ายไป มีค่าใบรับรองแพทย์อีก 100 เราเครียดมาก เราคิดว่าไม่น่ามาเลย แล้วเราก็กลับบ้าน คิดว่าคงไม่มาอีก เราก็โทษตัวเองซ้ำๆวาทำไมไม่รอบคอบเลย แล้วจะเอาเงินที่ไหนกินข้าว พอกลับมาถึงบ้านเปิดยาดู มี 3 ตัว แล้วชื่อยาก็ตัวเดียวกับที่โรงบาลรัฐ เราก็เสียใจอีกว่าไม่น่าเลย จนถึงตอนนี้เราก็ยังทำใจยอมรับไม่ได้ เสียดายเงิน ถ้าหมอพูดดีเหมือนที่โรงบาลรัเราอาจจะเสียใจน้อยกว่านี้ ตอนนี้เราก็กินยาที่ได้มา แต่เราก็นอนไม่หลับเหมือนเดิม รู้สึกว่ายาไม่ช่วยอะไรเลย เราหาทางออกไม่ได้เลยตอนนี้