🔴 พิธา ปาฐกถาสัมมนาพรรคประชาชน ปลุก สส.ท้อได้แต่ห้ามถอย-สร้างกระบวยรอตักน้ำ ชี้ต่างชาติยกเป็นต้นแบบพรรคยุคใหม่ เตือนเกาะติด 6 วิกฤตโลก-สภาพอากาศ ย้ำสามัคคีสร้างทางเลือกประเทศ ไม่จำกัดแค่ ‘สีน้ำเงิน’
พรรคประชาชน (ปชน.) จัดงานสัมมนา สส. และเครือข่ายสมาชิกพรรคประชาชน โดยภายในงานมีการหารือเกี่ยวกับปัญหา กระบวนการทำงาน รวมถึงการกำหนดยุทธศาสตร์และทิศทางของพรรคในอนาคต
ช่วงหนึ่งของงานสัมมนา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวปาฐกถาพิเศษและสะท้อนประสบการณ์จากการพบปะนักการเมืองและคนรุ่นใหม่ในหลายประเทศ ระหว่างการทำงานสอนในมหาวิทยาลัย
ว่า พรรคประชาชน ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และถูกมองเป็นต้นแบบของพรรคการเมืองยุคใหม่ คนรุ่นใหม่ในหลายประเทศ ทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ชิลี และโคลอมเบียต่างแสดงความต้องการเห็นพรรคการเมืองแบบพรรคประชาชนในประเทศของตัวเอง
“สมาชิกพรรคอาจรู้สึกเหนื่อยหรือท้อแท้จากสถานการณ์ทางการเมือง แต่ขอให้มองความสำเร็จที่พรรคสร้างขึ้น ทั้งการได้ สส. เพิ่มในหลายพื้นที่ การขยายฐานการทำงานในกรุงเทพมหานคร และการมีประธานสภากรุงเทพมหานคร ผู้หญิงคนแรกของประเทศไทย ทุกคนเหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย
ขอให้มีความมั่นใจว่าเมื่อจังหวะทางการเมืองมาถึง พรรคจะต้องมีความพร้อมเพียงพอที่จะเปลี่ยนโอกาสเป็นชัยชนะ พรรคต้องสร้างกระบวยให้ใหญ่พอ เพื่อให้สามารถตักน้ำได้มากที่สุดเมื่อถึงเวลาที่สถานการณ์เอื้ออำนวย”
นายพิธา กล่าวด้วยว่า สส. และสมาชิกพรรคประชาชน ควรติดตามประเด็นสำคัญจากเวทีต่างประเทศ ที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตแรงกดดันสองด้าน ได้แก่ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำรงชีวิต และการเสื่อมถอยของการเมืองภายในประเทศที่ทำให้รัฐบาลทั่วโลกขาดประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา ซึ่งจะเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสของพรรคฝ่ายค้านในการนำเสนอประเทศไทยในฐานะทางเลือกใหม่
“เป้าหมายที่เราหวังไว้ว่า เราจะเป็นพรรคที่มีวิสัยทัศน์ ที่โชว์ให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีทางเลือกมากกว่าสีน้ำเงินอย่างเดียว แล้วประชาชนจะให้เรากลับมาอย่างทวีคูณ ทำให้คนออกมาใช้สิทธิเยอะ เราก็มีโอกาสที่จะชนะ เข้าสู่อำนาจ เราก็จะได้มาเปลี่ยนประเทศไทยที่เราทุกคนรักไปด้วยกัน“
อ่านต่อ :
https://www.prachachat.net/politics/news-2046210
https://www.facebook.com/share/p/19YXYgfQWS/
วีระยุทธ ชี้ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ คือโจทย์ใหญ่พรรคประชาชน ย้ำกระแสต้านรัฐบาลไม่เพียงพอ ต้องสร้างความเชื่อมั่นพรรคพร้อมเป็นรัฐบาล-ทางเลือกใหม่ของประเทศ
เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 1-2 สิงหาคม ที่โรงแรมเมเปิล เขตบางนา พรรคประชาชนจัดงานสัมมนา สส. และเครือข่ายสมาชิกพรรคประชาชน โดยภายในงานมีการหารือเกี่ยวกับปัญหา กระบวนการทำงาน รวมถึงการกำหนดยุทธศาสตร์และทิศทางของพรรคในอนาคต
โดยในช่วงหนึ่งของงานสัมมนา นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวเปิดวงสัมมนาเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ โดยเนื้อหาหลักเป็นการทบทวนพัฒนาการของการเมืองไทยในแต่ละช่วงเวลา เพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างอำนาจที่พรรคกำลังเผชิญ และตั้งคำถามถึงบทบาทของพรรคประชาชนในทศวรรษต่อไป ว่า ประวัติศาสตร์การเมืองไทยในแต่ละทศวรรษสะท้อนการต่อสู้ระหว่างกลุ่มอำนาจที่แตกต่างกัน โดยในช่วงทศวรรษ 2530 อำนาจทางการเมืองเริ่มเคลื่อนจากกองทัพเข้าสู่ระบบรัฐสภาและเครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่นมากขึ้น
นายวีระยุทธ กล่าวว่า แม้กระบวนการดังกล่าวจะมาพร้อมกับความรุนแรงและการแข่งขันทางการเมืองที่เข้มข้น ต่อมาในทศวรรษ 2540 การขึ้นมาของพรรคไทยรักไทยและรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ทำให้การเมืองระดับชาติสามารถเชื่อมโยงกับประชาชนระดับฐานรากผ่านนโยบายสาธารณะ โดยเฉพาะนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาระบบอุปถัมภ์และหัวคะแนนแบบเดิม
ความสำเร็จทางการเลือกตั้งและนโยบายที่เข้าถึงประชาชนโดยตรง ทำให้รัฐบาลในขณะนั้นกลายเป็นคู่ขัดแย้งกับเครือข่ายอำนาจดั้งเดิมโดยโครงสร้าง แม้ในช่วงเริ่มต้นอาจไม่ได้ตั้งใจเข้าไปเผชิญหน้ากับกลุ่มอำนาจดังกล่าวโดยตรงก็ตาม ต่อมาในทศวรรษ 2550 การเมืองไทยเข้าสู่ช่วงของความพยายามประนีประนอมระหว่างฝ่ายต่างๆ ก่อนจะนำไปสู่รัฐประหารและการก่อตัวของโครงสร้างอำนาจที่เรียกว่า ‘ระบอบประยุทธ์’ ซึ่งไม่ได้หมายถึงอำนาจของกองทัพเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงบทบาทของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจและการกำหนดนโยบายของประเทศ
นายวีระยุทธ กล่าวด้วยว่า ในทศวรรษ 2560 พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล และพรรคประชาชน จึงเกิดขึ้นในฐานะพลังการเมืองที่ท้าทายโครงสร้างอำนาจดังกล่าว และค่อยๆ พัฒนามาเป็นคู่ขัดแย้งสำคัญของกลุ่มอำนาจอนุรักษนิยมและเครือข่ายการเมืองท้องถิ่น การเมืองไทยกำลังเดินเข้าสู่ทศวรรษ 2570 ซึ่งสมาชิกพรรคประชาชนไม่ได้มีสถานะเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของสมการทางการเมืองและมีบทบาทโดยตรงในการกำหนดหน้าตาของประเทศในอนาคต
”ระบอบสีน้ำเงินไม่ได้หมายถึงพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการผสมผสานระหว่างเครือข่ายบ้านใหญ่ ระบบอุปถัมภ์ กลไกราชการ และกลุ่มเทคโนแครตที่เข้ามาสร้างความชอบธรรมให้กับการบริหารประเทศ แม้เครือข่ายบ้านใหญ่และกลุ่มเทคโนแครตจะมีแนวคิดและวิธีทำงานแตกต่างกัน แต่สามารถประนีประนอมและอยู่ร่วมกันได้ภายใต้โครงสร้างอำนาจเดียวกัน อย่างไรก็ตาม การผสมผสานดังกล่าวอาจทำให้การกำหนดนโยบายขาดทั้งความกล้าตัดสินใจทางการเมืองและความต่อเนื่องทางเทคนิค ส่งผลให้รัฐบาลไม่สามารถตอบสนองต่อวิกฤตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ“
พรรคการเมืองที่เติบโตจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลและเชี่ยวชาญการบริหารเครือข่ายในพื้นที่ อาจมีข้อจำกัดเมื่อต้องรับบทเป็นแกนนำรัฐบาล เพราะการบริหารประเทศต้องอาศัยวิสัยทัศน์และความสามารถในการเชื่อมโยงนโยบายหลายด้าน มากกว่าการควบคุมกระทรวงหรือจัดสรรทรัพยากรลงพื้นที่ หากรูปแบบการบริหารดังกล่าวดำเนินต่อไป ประสิทธิภาพของระบบราชการอาจค่อยๆ ลดลง ขณะที่ภาคธุรกิจไทยจะต้องเผชิญการแข่งขันจากต่างประเทศที่รุนแรงขึ้น ประกอบกับข้อจำกัดทางการคลัง หนี้ครัวเรือน และการชะลอตัวของภาคอุตสาหกรรมสำคัญ ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อประชาชนในหลายมิติ
นายวีระยุทธ กล่าวด้วยว่า การเอาชนะทางความคิดหมายถึงการทำให้ประชาชนเข้าใจสาเหตุเชิงโครงสร้างของปัญหา และเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีทางเลือกอื่น ขณะที่การเอาชนะทางการเมืองต้องอาศัยการทำงานในระดับพื้นที่ การขยายแนวร่วมเพื่อการเปลี่ยนแปลง และการสร้างฐานสนับสนุนที่กว้างขวาง ส่วนการสร้างพรรคมวลชนจะเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงทั้งสองภารกิจเข้าด้วยกัน
“สมาชิกพรรคประชาชนทุกคนกำลังมีส่วนร่วมในการเขียนประวัติศาสตร์การเมืองไทยบทต่อไป และผลลัพธ์ของการเมืองในทศวรรษ 2570 จะขึ้นอยู่กับความสามารถของพรรคในการเปลี่ยนความไม่พอใจของประชาชนให้กลายเป็นความหวัง ความไว้วางใจ และพลังทางการเมืองที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศ”
https://www.facebook.com/share/p/1CWD2pX2yv/
#thepolitics #วีระยุทธกาญจน์ชูฉัตร #พรรคประชาชน
วีระยุทธ ชี้ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ คือโจทย์ใหญ่พรรคประชาชน /พิธา ปาฐกถาสัมมนาพรรคประชาชน ปลุก สส.ท้อได้แต่ห้ามถอย
🔴 พิธา ปาฐกถาสัมมนาพรรคประชาชน ปลุก สส.ท้อได้แต่ห้ามถอย-สร้างกระบวยรอตักน้ำ ชี้ต่างชาติยกเป็นต้นแบบพรรคยุคใหม่ เตือนเกาะติด 6 วิกฤตโลก-สภาพอากาศ ย้ำสามัคคีสร้างทางเลือกประเทศ ไม่จำกัดแค่ ‘สีน้ำเงิน’
พรรคประชาชน (ปชน.) จัดงานสัมมนา สส. และเครือข่ายสมาชิกพรรคประชาชน โดยภายในงานมีการหารือเกี่ยวกับปัญหา กระบวนการทำงาน รวมถึงการกำหนดยุทธศาสตร์และทิศทางของพรรคในอนาคต
ช่วงหนึ่งของงานสัมมนา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวปาฐกถาพิเศษและสะท้อนประสบการณ์จากการพบปะนักการเมืองและคนรุ่นใหม่ในหลายประเทศ ระหว่างการทำงานสอนในมหาวิทยาลัย
ว่า พรรคประชาชน ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และถูกมองเป็นต้นแบบของพรรคการเมืองยุคใหม่ คนรุ่นใหม่ในหลายประเทศ ทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ชิลี และโคลอมเบียต่างแสดงความต้องการเห็นพรรคการเมืองแบบพรรคประชาชนในประเทศของตัวเอง
“สมาชิกพรรคอาจรู้สึกเหนื่อยหรือท้อแท้จากสถานการณ์ทางการเมือง แต่ขอให้มองความสำเร็จที่พรรคสร้างขึ้น ทั้งการได้ สส. เพิ่มในหลายพื้นที่ การขยายฐานการทำงานในกรุงเทพมหานคร และการมีประธานสภากรุงเทพมหานคร ผู้หญิงคนแรกของประเทศไทย ทุกคนเหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย
ขอให้มีความมั่นใจว่าเมื่อจังหวะทางการเมืองมาถึง พรรคจะต้องมีความพร้อมเพียงพอที่จะเปลี่ยนโอกาสเป็นชัยชนะ พรรคต้องสร้างกระบวยให้ใหญ่พอ เพื่อให้สามารถตักน้ำได้มากที่สุดเมื่อถึงเวลาที่สถานการณ์เอื้ออำนวย”
นายพิธา กล่าวด้วยว่า สส. และสมาชิกพรรคประชาชน ควรติดตามประเด็นสำคัญจากเวทีต่างประเทศ ที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตแรงกดดันสองด้าน ได้แก่ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำรงชีวิต และการเสื่อมถอยของการเมืองภายในประเทศที่ทำให้รัฐบาลทั่วโลกขาดประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา ซึ่งจะเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสของพรรคฝ่ายค้านในการนำเสนอประเทศไทยในฐานะทางเลือกใหม่
“เป้าหมายที่เราหวังไว้ว่า เราจะเป็นพรรคที่มีวิสัยทัศน์ ที่โชว์ให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีทางเลือกมากกว่าสีน้ำเงินอย่างเดียว แล้วประชาชนจะให้เรากลับมาอย่างทวีคูณ ทำให้คนออกมาใช้สิทธิเยอะ เราก็มีโอกาสที่จะชนะ เข้าสู่อำนาจ เราก็จะได้มาเปลี่ยนประเทศไทยที่เราทุกคนรักไปด้วยกัน“
อ่านต่อ : https://www.prachachat.net/politics/news-2046210
https://www.facebook.com/share/p/19YXYgfQWS/
วีระยุทธ ชี้ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ คือโจทย์ใหญ่พรรคประชาชน ย้ำกระแสต้านรัฐบาลไม่เพียงพอ ต้องสร้างความเชื่อมั่นพรรคพร้อมเป็นรัฐบาล-ทางเลือกใหม่ของประเทศ
เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 1-2 สิงหาคม ที่โรงแรมเมเปิล เขตบางนา พรรคประชาชนจัดงานสัมมนา สส. และเครือข่ายสมาชิกพรรคประชาชน โดยภายในงานมีการหารือเกี่ยวกับปัญหา กระบวนการทำงาน รวมถึงการกำหนดยุทธศาสตร์และทิศทางของพรรคในอนาคต
โดยในช่วงหนึ่งของงานสัมมนา นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวเปิดวงสัมมนาเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ โดยเนื้อหาหลักเป็นการทบทวนพัฒนาการของการเมืองไทยในแต่ละช่วงเวลา เพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างอำนาจที่พรรคกำลังเผชิญ และตั้งคำถามถึงบทบาทของพรรคประชาชนในทศวรรษต่อไป ว่า ประวัติศาสตร์การเมืองไทยในแต่ละทศวรรษสะท้อนการต่อสู้ระหว่างกลุ่มอำนาจที่แตกต่างกัน โดยในช่วงทศวรรษ 2530 อำนาจทางการเมืองเริ่มเคลื่อนจากกองทัพเข้าสู่ระบบรัฐสภาและเครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่นมากขึ้น
นายวีระยุทธ กล่าวว่า แม้กระบวนการดังกล่าวจะมาพร้อมกับความรุนแรงและการแข่งขันทางการเมืองที่เข้มข้น ต่อมาในทศวรรษ 2540 การขึ้นมาของพรรคไทยรักไทยและรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ทำให้การเมืองระดับชาติสามารถเชื่อมโยงกับประชาชนระดับฐานรากผ่านนโยบายสาธารณะ โดยเฉพาะนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาระบบอุปถัมภ์และหัวคะแนนแบบเดิม
ความสำเร็จทางการเลือกตั้งและนโยบายที่เข้าถึงประชาชนโดยตรง ทำให้รัฐบาลในขณะนั้นกลายเป็นคู่ขัดแย้งกับเครือข่ายอำนาจดั้งเดิมโดยโครงสร้าง แม้ในช่วงเริ่มต้นอาจไม่ได้ตั้งใจเข้าไปเผชิญหน้ากับกลุ่มอำนาจดังกล่าวโดยตรงก็ตาม ต่อมาในทศวรรษ 2550 การเมืองไทยเข้าสู่ช่วงของความพยายามประนีประนอมระหว่างฝ่ายต่างๆ ก่อนจะนำไปสู่รัฐประหารและการก่อตัวของโครงสร้างอำนาจที่เรียกว่า ‘ระบอบประยุทธ์’ ซึ่งไม่ได้หมายถึงอำนาจของกองทัพเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงบทบาทของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจและการกำหนดนโยบายของประเทศ
นายวีระยุทธ กล่าวด้วยว่า ในทศวรรษ 2560 พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล และพรรคประชาชน จึงเกิดขึ้นในฐานะพลังการเมืองที่ท้าทายโครงสร้างอำนาจดังกล่าว และค่อยๆ พัฒนามาเป็นคู่ขัดแย้งสำคัญของกลุ่มอำนาจอนุรักษนิยมและเครือข่ายการเมืองท้องถิ่น การเมืองไทยกำลังเดินเข้าสู่ทศวรรษ 2570 ซึ่งสมาชิกพรรคประชาชนไม่ได้มีสถานะเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของสมการทางการเมืองและมีบทบาทโดยตรงในการกำหนดหน้าตาของประเทศในอนาคต
”ระบอบสีน้ำเงินไม่ได้หมายถึงพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการผสมผสานระหว่างเครือข่ายบ้านใหญ่ ระบบอุปถัมภ์ กลไกราชการ และกลุ่มเทคโนแครตที่เข้ามาสร้างความชอบธรรมให้กับการบริหารประเทศ แม้เครือข่ายบ้านใหญ่และกลุ่มเทคโนแครตจะมีแนวคิดและวิธีทำงานแตกต่างกัน แต่สามารถประนีประนอมและอยู่ร่วมกันได้ภายใต้โครงสร้างอำนาจเดียวกัน อย่างไรก็ตาม การผสมผสานดังกล่าวอาจทำให้การกำหนดนโยบายขาดทั้งความกล้าตัดสินใจทางการเมืองและความต่อเนื่องทางเทคนิค ส่งผลให้รัฐบาลไม่สามารถตอบสนองต่อวิกฤตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ“
พรรคการเมืองที่เติบโตจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลและเชี่ยวชาญการบริหารเครือข่ายในพื้นที่ อาจมีข้อจำกัดเมื่อต้องรับบทเป็นแกนนำรัฐบาล เพราะการบริหารประเทศต้องอาศัยวิสัยทัศน์และความสามารถในการเชื่อมโยงนโยบายหลายด้าน มากกว่าการควบคุมกระทรวงหรือจัดสรรทรัพยากรลงพื้นที่ หากรูปแบบการบริหารดังกล่าวดำเนินต่อไป ประสิทธิภาพของระบบราชการอาจค่อยๆ ลดลง ขณะที่ภาคธุรกิจไทยจะต้องเผชิญการแข่งขันจากต่างประเทศที่รุนแรงขึ้น ประกอบกับข้อจำกัดทางการคลัง หนี้ครัวเรือน และการชะลอตัวของภาคอุตสาหกรรมสำคัญ ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อประชาชนในหลายมิติ
นายวีระยุทธ กล่าวด้วยว่า การเอาชนะทางความคิดหมายถึงการทำให้ประชาชนเข้าใจสาเหตุเชิงโครงสร้างของปัญหา และเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีทางเลือกอื่น ขณะที่การเอาชนะทางการเมืองต้องอาศัยการทำงานในระดับพื้นที่ การขยายแนวร่วมเพื่อการเปลี่ยนแปลง และการสร้างฐานสนับสนุนที่กว้างขวาง ส่วนการสร้างพรรคมวลชนจะเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงทั้งสองภารกิจเข้าด้วยกัน
“สมาชิกพรรคประชาชนทุกคนกำลังมีส่วนร่วมในการเขียนประวัติศาสตร์การเมืองไทยบทต่อไป และผลลัพธ์ของการเมืองในทศวรรษ 2570 จะขึ้นอยู่กับความสามารถของพรรคในการเปลี่ยนความไม่พอใจของประชาชนให้กลายเป็นความหวัง ความไว้วางใจ และพลังทางการเมืองที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศ”
https://www.facebook.com/share/p/1CWD2pX2yv/
#thepolitics #วีระยุทธกาญจน์ชูฉัตร #พรรคประชาชน