แชร์ประสบการณ์และการเตรียมตัวสอบทุนก.พ. บุคคลทั่วไประดับปริญญา (สายสังคม)

สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะมาแชร์ประสบการณ์และการเตรียมตัวสอบทุนก.พ. ประเภทบุคคลทั่วไประดับปริญญาค่ะ โดยของเราจะเป็นทุนสายสังคมนะคะ เหตุผลที่ตัดสินใจมาแชร์เนื่องจากว่าตอนที่เราเตรียมตัวสอบ เราหากระทู้หรือบล็อกที่เขียนรีวิวทุนก.พ.สายสังคมไม่เจอเลยค่ะ ส่วนใหญ่เป็นรีวิวรอบแรก (ข้อเขียน) แบบรวม ๆ ทั่วไป ส่วนที่เขียนประสบการณ์รอบลึก ๆ ก็เป็นทุนสายวิทย์ซะส่วนใหญ่ค่ะ เลยอยากจะมาแชร์เก็บไว้ เพื่อเป็นประโยชน์กับชาวสายสังคมค่ะ <3

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับ process ทุนก.พ. ประเภทนี้กันก่อนดีกว่าค่ะ หลังจากที่เราสมัครแล้ว จะมีทั้งหมดสองรอบค่ะ รอบแรกจะเป็นการสอบข้อเขียน และรอบที่สองจะเป็นรอบประเมินความเหมาะสม หรือกิจกรรมสัมภาษณ์นั่นเองค่ะ!

สำหรับรอบข้อเขียน จะสอบทั้งหมด 3 วิชาค่ะ แบ่งเป็น ครึ่งเช้า สอบภาษาอังกฤษ​ 100 ข้อ เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง และรอบบ่าย คณิต 30 ข้อ และภาษาไทย 70 ค่ะ โดยเกณฑ์การผ่านรอบนี้ คือ จะต้องมีคะแนน "แต่ละชุดเกิน" mean (ค่าเฉลี่ย) ของผู้เข้าสอบ "ทั้งหมด" ถึงจะได้รับการพิจารณามาจัดอันดับ Top 5 ของทุนค่ะ ดังนั้น หากสมมติว่าคะแนนเฉลี่ยภาษาอังกฤษคือ 70 คณิตและไทยคือ 60 | คนที่ได้ 71+61 จะผ่านเข้ารอบ ส่วนคนที่ได้ 90+59 จะไม่ผ่านเข้ารอบถึงแม้จะคะแนนรวมมากกว่าก็ตามค่ะ เท่ากับว่า ต่อให้หน่วยทุนมีคนสมัครคนเดียวก็ไม่ได้การันตีว่าจะผ่านเข้ารอบนะคะ

Note: จริง ๆ แล้วส่วนนี้มีรายละเอียดแจ้งในประกาศอยู่แล้ว แต่เรามาสรุปไว้อีกที พร้อมยกตัวอย่าง เผื่อคนที่ไม่เข้าใจประกาศค่ะ (เราเป็นหนึ่งในนั้น ตอนสอบเสร็จยังเข้าใจผิดอยู่เลย ToT)

พาร์ทของการเตรียมตัว เราใช้เวลาเตรียมตัวประมาณ 2 เดือนค่ะ ระหว่างที่กำลังฝึกงาน โดยต้องออกตัวก่อนว่า เราเป็นคนมีพื้นฐานทั้งสามวิชาอยู่แล้วประมาณนึง โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ทำให้ข้อกังวลของเรามีแค่การปัดฝุ่น ทำให้สมองกลับมาคิดได้เร็ว ๆ และโฟกัสนาน ๆ เพื่อให้สามารถนั่งทำข้อสอบได้และทันเวลาค่ะ สำหรับแนวข้อสอบ ในตอนแรก เราค่อนข้าง blank ว่าจะทำยังไงดี พยายามหารีวิวก็ไม่ค่อยมีคนบอกละเอียด เราเลยตัดสินใจลองเริ่มหาจากแหล่งรวมไฟล์ข้อสอบข้าราชการ (ก.พ.) ฟรี ที่เขาแจกตามกลุ่ม เพื่อมาดูว่า ข้อสอบก.พ. ที่ไม่ใช่ทุน มันเป็นประมาณไหน เพื่อให้เราจับแนวได้ เราเดา (และหวัง) ว่ามันจะออกไม่ห่างจากกันมาก หลังจากที่ได้มาแล้วเราก็พบว่า ข้อสอบภาษาอังกฤษมันง่ายเกินไป เราเลยตัดสินใจฝึกทำพาร์ทอังกฤษผ่านไฟล์ cu-tep ที่เรามีอยู่ หรือว่าพวกข้อสอบ 9 วิชาสามัญที่เราเคยเซฟไว้ (ถ้าเป็นตอนนี้คงเป็น A-level แล้ว ;-;) พยายามท่องคำศัพท์ยาก ๆ ทำ flashcard ส่วนเลขและไทยเราก็ทำจากข้อสอบฟรี จอย ๆ พยายามทำให้ถูกหมด ให้เราสามารถเอาไปประยุกต์ในห้องสอบได้

วันสอบจริงที่มหาวิทยาลัยดุสิต เราอ่านรีวิว+ถามเพื่อน ได้ความมาว่าแอร์หนาวมากกก โชคดีที่เตรียมแจ็คเก็ตยีนส์ไป เพราะหนาวจริง ๆ T-T ตอนเช้าพอมาถึงคนก็อุ่นหนาฝาคั่ง เราสอบพร้อมกับทุน UIS ด้วย เลยมีผู้ปกครองมาส่งเด็ก ๆ เข้าห้องสอบกันเต็ม ในช่วงเช้า ข้อสอบภาษาอังกฤษ​ ก็เป็นแนว cu-tep เลยค่ะ มีวัด vocab, error, cloze test, reading ที่ไม่ยาวมาก กำลังดี ยาวสุดประมาณ 1 หน้า ถ้าให้รีวิวคือ สำหรับเราพาร์ทที่ยากที่สุดคือ error ToT แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ตอนที่เราสอบเรามีเวลาเหลือเราก็ลองนับคะแนนดูที่มั่นใจว่าถูกประมาณ 70 ข้อ ก็ใจชื้นขึ้นมาหน่อยค่ะ ออกจากห้องสอบมาซื้อข้าวเซเว่นเตรียมสอบรอบบ่ายต่อ (คนเยอะมากก)

ในรอบบ่าย อันนี้อยากให้วางแผนทำข้อสอบดี ๆ เราชะล่าใจไปมากกกก เราพยายามทำเลข (อนุกรม) อยู่สักพัก ยากมากกกในฐานะเด็กสายสังคม เราทำไปได้ประมาณ 10 กว่าข้อ เงยหน้ามาอีกทีผ่านไป 1 ชั่วโมงแล้ว!!!! เราเลยรีบเปิดไปทำภาษาไทยแบบตาแตก 70 ข้อ แพทเทิร์นข้อสอบทั้งคณิตและไทยค่อนข้างคล้ายแพทเทิร์นของข้อสอบก.พ. แต่ยากกว่าค่ะ จะไม่มีแค่เรื่องตรรกะ (ที่โจทย์เป็นประมาณว่า ฉันจะไม่ไปโรงเรียนถ้าฝนตก อะไรประมาณนี้) ส่วนใหญ่ภาษาไทยจะเน้นการอ่านจับใจความค่ะ แบบให้เรื่อง/ข้อความสั้น ๆ มาให้เราอ่านแล้วตอบคำถาม ซึ่งมันเยอะมากกกกก ถ้าเราให้คำแนะนำเราจะแนะนำให้เด็กสายสังคมไปทำไทย 70 ข้อก่อน แล้วค่อยกลับมาลองทำคณิต ทำได้ก็ทำ ทำไม่ได้ก็เดาไปเลย เพราะมันยากมากจริง ๆ ToT สุดท้าย ทั้งหมดทั้งมวล เราก็ทำทันค่ะ ถึงแม้จะเดาคณิตเกือบทั้งหมด ;-;

หลังจากสอบเสร็จ ก็อยู่ช่วงระหว่างรอผลแล้วค่ะ ต้องรอประมาณ 2 เดือน ซึ่งของเราเขาประกาศวันสุดท้ายที่เขาเขียนไว้ในกำหนดการเลยค่ะ ตอนประมาณ 2-3 ทุ่ม ซึ่งรอช่วงแรก ๆ เราก็จะกระวนกระวาย แต่พอผ่านไปสักพักเราจะเริ่มนิ่งและชินชาไปเองค่ะ555555 เรารอจนอยู่ใน stage ที่แบบว่า ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะเราไม่ได้มีมันมาแต่แรก ได้ก็กำไร ไม่ได้ก็เท่าตัว (แต่ก็แอบเปิดเช็คเว็บบ่อย ๆ) และในท้ายที่สุด moment ที่เรารอคอยก็มาถึงค่ะ! ตอนเปิดเข้าไปเช็คเว็บแล้วเห็นประกาศก็ใจหวิวมาก แต่พอเลื่อนไปแล้วเห็นชื่อตัวเองติด 1 ใน 5 คนที่ได้ไปต่อก็ดีใจมากกกกกค่ะ แต่ก็ต้องดึงตัวเองกลับมาเพื่อเตรียมตัวสำหรับรอบต่อไป

สำหรับรอบต่อไป เราขอเรียกว่ารอบ 1.5 แล้วกันนะคะ จะเป็นรอบกิจกรรมก่อนประเมินความเหมาะสมค่ะ จัดครึ่งวันเช้าที่สำนักงานก.พ. โดยกิจกรรมนี้จะแบ่งเป็น 3 พาร์ทหลัก พาร์ทละประมาณ 20 นาทีค่ะ
1. แบบทดสอบบุคลิกภาพ หลัก ๆ จากที่เรามองแล้วเขาก็เน้นวัด EQ เราค่ะ ว่าเรามี emotional intelligence ไหม อันนี้ก็แนะนำให้ตอบตามจริงนะคะ ถ้าเราไม่ใช่คนที่เลวร้ายเกินไปยังไงก็น่าจะผ่านค่ะ

2. เขียนเรียงความภาษาไทย 1 หน้ากระดาษค่ะ เป็นหัวข้อเรื่องของการจัดการกับเรื่องที่เราเสียใจหรือความผิดหวัง อันนี้เราก็เขียนตามความรู้สึกเราเหมือนกัน เรามีทักษะในการเขียนภาษาไทยค่อนข้างดีอยู่แล้วค่ะ เราเลยมองว่าการเขียนเรื่องที่จะทำให้คนอ่านอินไปกับเราน่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุดค่ะ

3. เขียนเรียงความภาษาอังกฤษ โดยโจทย์คือให้เขียนเรียงความเชิงวิพากษ์จาก essay ที่กำหนดมาให้ ว่าเราเห็นด้วยไหมอย่างไรค่ะ topic ที่เราได้จะเป็นเรื่องของ being single became a new life style ประมาณนี้ค่ะ ส่วนตัวเรามองว่าพาร์ทนี้ยากสุด เนื่องจากเราเป็นคนใช้เวลานานในการเขียนภาษาอังกฤษ+สมัยนี้เราใช้ auto correct ใช้ AI ในการแก้ grammar เลยทำให้โจทย์นี้ค่อนข้างท้าทายค่ะ เราก็เขียนไปประมาณ 1 หน้ากระดาษ พยายามใช้ศัพท์ที่หลากหลาย โครงสร้างการเขียนไม่ได้ดีมาก เลยค่อนข้างกังวลค่ะ

Note: แม้ว่าในกิจกรรมนี้จะบอกแค่ว่าใช้เพื่อประกอบการสัมภาษณ์ แต่เราว่ามันก็เป็นส่วนหนึ่งในการประเมินด้วยเช่นเดียวกันในด้านความฉลาดทางอารมณ์ การปรับตัว และการใช้ภาษาอังกฤษ เพราะฉะนั้น ถ้าแกไม่ได้เลวร้ายมาก หรือถ้ายังเขียนภาษาอังกฤษได้อยู่ ก็ไม่ต้องกังวลเยอะมากไปนะ

หลังจากกิจกรรมนี้เสร็จแล้ว ก็จะมีการนัดวันกับส่วนราชการต้นสังกัดเพื่อไปพบอีกที ประสบการณ์ส่วนนี้จะแล้วแต่หน่วยงานเลยว่าดีหรือไม่ สำหรับหน่วยงานที่เราไปพบ เราประทับใจมาก ๆ ทุกอย่างโอเค แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นให้จำไว้เสมอว่า ทุกอย่างคือการประเมิน แต่อย่ากังวลจนเกินไป ให้แสดงความเป็นตัวเองออกมาด้วย ไม่ว่าจะอยู่ในขั้นตอนไหนก็ตาม สำหรับวันที่สองของการไปเยี่ยมส่วนงาน เราได้ทำกิจกรรมกลุ่มที่พี่เขาได้จัดขึ้น สำหรับกิจกรรมกลุ่ม มันก็คงเป็นอย่างที่ทุกคนรู้กันคือ เราต้องไม่ dominate จนเกินไป แต่เราก็ต้องไม่ passive จนเกินไปเหมือนกัน พยายามบาลานซ์ทุกอย่างให้ได้นะคะ

สำหรับการเตรียมตัวรอบ 2 เราเตรียมก่อนที่จะสัมภาษณ์ 2 วีคค่ะ โดยด้วยความที่เราไม่แน่ใจว่าจะสัมภาษณ์เป็นภาษาอะไร เราเลยจ้างติวเตอร์มาช่วยเราในการพูด speech หรือสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษค่ะ เพราะว่าไม่ค่อยได้ใช้ เลยกลัวลืม การฝึกพูด/ซ้อมสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษจะช่วยให้เราได้ทั้งภาษาและการจัดระเบียบความคิดก่อนที่จะพูดด้วยค่ะ เราเห็น improvement ของตัวเองชัดมาก ตอบคำถามครบถ้วนขึ้น เป็น structure มากขึ้น แนะนำเลยค่ะ

รอบกิจกรรมประเมินความเหมาะสมหรือสัมภาษณ์ของเราได้ทำทั้งหมด 2 กิจกรรมค่ะ
1. กิจกรรมกลุ่ม เขาจะให้สถานการณ์มา แล้วให้เรากับกลุ่มช่วยกันคิดหาวิธีแก้ trick ก็เหมือนเดิมเลย คือ เป็นตัวเอง แสดงความเห็น แต่ต้องไม่ dominate หรือ passive จนเกินไป พยายามบาลานซ์ทุกอย่างให้ได้ พยายามเป็นคนไกล่เกลี่ย คนที่คอยหาข้อสรุป หาตรงกลางให้เจอ

2. กิจกรรมสัมภาษณ์ จะเป็นการสัมภาษณ์เดี่ยว ให้เข้าไปทีละคน พอเข้าไปก็จะเจอกรรมการ 5 คนค่ะ มีคนจากคณะบริหารของก.พ. คนจากหน่วยงานที่เราไปพบมา อาจารย์หรือผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เราจะไปเรียน นักจิตวิทยา และคนประเมินภาษาอังกฤษค่ะ

พอเราเข้าไป กรรมการก็จะให้เราแนะนำตัวคร่าว ๆ เป็นภาษาไทยแล้วจะให้เราเปิดแผ่นกระดาษที่วางคว่ำอยู่บนโต๊ะ ซึ่งจะมีคำถามภาษาอังกฤษสั้น ๆ อยู่ค่ะ เขาจะให้เวลาเราคิด 5 นาที และตอบได้ไม่เกิน 5 นาทีค่ะ คำถามที่เราได้เป็นคำถามประมาณ How AI can help to preserve Thai culture and pass on to younger generation? ค่ะ เป็นคำถามที่ค่อนข้างนางงาม มี buzz word เยอะ แต่ก็ค่อนข้างวัดไหวพริบเราพอสมควร พอเราตอบคำถามเสร็จ ก็จะเริ่มถามเรียงคนค่ะ

Note : เตรียม CV หรือ Portfolio ไปติดไว้ก็ดีนะคะ แต่อย่าคาดหวังมาก เพราะของหน่วยทุนเรากรรมการไม่ได้หยิบมาดูเลยค่ะ เพราะฉะนั้น พยายามพรีเซนต์ความเป็นตัวเราผ่านการตอบคำถามจะดีที่สุดค่ะ

คนที่ 1 อาจารย์หรือผู้เชี่ยวชาญวิชาที่เราจะไปเรียน เขาก็จะถามคำถามว่า ทำไมถึงสนใจไปเรียนวิชานี้ แล้วด้วยความที่เราจบมาค่อนข้างตรงสายที่ไปเรียนต่อ เราเลยได้คำถามที่ค่อนข้าง technical ค่ะ เช่น ชอบนักคิดคนไหน ทำไม เวลาอ่าน paper อ่านเป็นภาษาอังกฤษหรือไทย คิดยังไงกับการใช้ AI อยากไปเรียนประเทศอะไร ถ้าไปเรียนแล้วอาจารย์ที่ปรึกษาไม่ตอบหรือเรียนไม่รู้เรื่องจะทำยังไง เป็นต้นค่ะ

คนที่ 2 คนจากหน่วยงานที่เราจะไปทำงานหลังจากไปรับทุนค่ะ เขาจะถามคำถามประมาณว่า เราจะ contribute อะไรให้กับทีมได้บ้าง เราชอบอะไรในสิ่งที่องค์กรทำ แล้วมีความเห็นหรืออยากพัฒนาอะไร ตรงนี้เราว่าเขาดู vision เราว่าพร้อมเติบโตไปกับองค์กรไหมค่ะ

คนที่ 3 นักจิตวิทยา เขาจะถามคำถาม based on จากที่เราตอบไว้ค่ะ รวมถึงอาจจะเป็นจากเรียงความภาษาไทยที่เราเขียนไว้ตอนกิจกรรมก่อนการประเมินฯ ค่ะ เช่น ทำไมถึงคิดว่าตัวเองเป็น introvert หรอคะ ถ้าไปเรียนไกลบ้านจะโอเคไหม จัดการความเครียดยังไง ถ้าไม่ได้ทุนจะทำยังไง เป็นต้นค่ะ เหมือนเดิมค่ะ ตอบที่เป็นตัวเราเหมือนเดิม เพื่อให้เขาประเมินได้ว่าเราเหมาะไหม เพราะการเรียนต่อป.โทมันก็อาศัยความฉลาดและความสามารถในการจัดการอารมณ์จริง ๆ ง่ะ

คนที่ 4 ผู้ประเมินภาษาอังกฤษค่ะ เขาก็จะสัมภาษณ์เราเป็นภาษาอังกฤษหมดเลย เริ่มจากการถามว่า คิดว่าคำตอบเมื่อกี๊ดีไหม ถ้าให้เกรดตัวเอง A-F ได้เท่าไหร่ แล้วถ้าลองตอบใหม่ละ ไม่เอา AI แล้ว แต่เป็นการ preserve Thai culture เฉย ๆ ถามต่อว่าคิดว่าถ้าประเมินภาษาอังกฤษตัวเองเต็ม 10 ให้เท่าไหร่ คิดยังไงกับการใช้ AI in higher education ประมาณนี้ค่ะ เราก็ตอบไปตามที่เราคิด กรรมการค่อนข้าง friendly ค่ะ เราไม่ร็สึกกดดันเลย

พอเสร็จแล้วก็จะปิดท้ายด้วยคำถามจาก ก.พ. ค่ะ ว่ามีคำถามถามกลับไหม ส่วนตัวเราไม่ได้เตรียมมา แต่ตอนนั้นเราคิดว่าควรจะถามอะไรสักอย่าง แต่เราก็ไม่ได้เตรียมคำถามอะไรฉลาด ๆ มาเลย แบบนึกไม่ออกจริง ๆ ว่าจะถามอะไร เลยพูดติดตลกไปว่า ไม่มีค่ะ ไว้ถามตอนเจอกันครั้งหน้านะคะ 55555 ก็เฮฮากันไปค่ะ สุดท้ายกรรมการก็จะอวยพรให้เราประสบความสำเร็จในทางที่ไป ไม่ว่าผลจะเป็นยังไงก็ตามค่ะ

สุดท้าย วันที่ประกาศผล ก็มีชื่อเราค่ะ <3

ความสำเร็จครั้งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่มีเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลืองค่ะ เป็นที่พึ่งทางใจที่สุดยอดของเรา เราไปไหว้อาม่าทุกรอบ เซียมซีได้ใบสุดเริ่ดทุกรอบเลยค่ะ highly recommendd🌟 นอกจากนี้ เราก็บนกับอาม่าไว้ตลอดค่ะว่าถ้าสอบผ่านจะกลับมาไหว้ชุดใหญ่อีกครั้ง รวมถึงถ้าสอบติดตัวจริงเราจะเขียนแชร์ประสบการณ์เป็นวิทยาทานให้กับทุกคนด้วยค่ะ หากทุกคนมีคำถามเพิ่มเติมสามารถถาม/ปรึกษาได้เลยนะคะะ

ขอบคุณที่อ่านกันมาจนจบนะคะ ขอให้ทุกคนโชคดีในเส้นทางของตัวเองค่า🙇🏻‍♀️🫶🏻
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่