ตัวผมเองอยากจะเช่าหลวงพ่อไปล่สักเหรียญนึงแต่ผมไม่มีเงินเยอะแยะแล้ววัตถุมงคลของหลวงพ่อไปล่ราคาเป็นหลักแสนหลักล้านผมคงเช่าไม่ไหว ผมเลยเช่าพระของหลวงพ่อพ่วงมาแทนพุทธคุณเหมือนกันครับ ผมก็เลยลงประวัติของหลวงพ่อกับวัตถุมงคลของหลวงพ่อไว้ในนี้เผื่อเป็นประโยชน์แก่บุคคลอื่นในภายภาคหน้าครับ โดยต้นฉบับในอินเตอร์เน็ตมีคำผิดเยอะแยะมากมายอ่านแล้วก็งงๆผมเลยแก้ไขให้เรียบร้อยและเรียบเรียงใหม่แล้วครับ
ประวัติหลวงพ่อพ่วงวัดกก

หลวงพ่อพ่วง วัดกก พระเกจิอาจารย์ที่มีวิชาอาคมแก่กล้าแห่งบางขุนเทียน ผู้ถ่ายทอดวิชาอาคมให้แก่หลวงพ่อไปล่ วัดกำแพง แม้แต่หลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง (พระอาจารย์ของในหลวงร.๕)ยังยกย่อง
หลวงพ่อพ่วง วัดกก ท่านเกิดเมื่อปีราว พ.ศ.๒๔๐๐ ที่ตำบลแสมดำ อำเภอบางขุนเทียน บิดาชื่อ “นายพุ่ม” มารดาชื่อ “นางพุ่ม พุ่มพยุง” และมีน้องชายชื่อ “รอด” น้องชายของหลวงพ่อพ่วงหลังจากอุปสมบทแล้วก็ได้รับแต่งตั้งเป็น “เจ้าอาวาสวัดแสมดำ” ชาวบ้านมักเรียกท่านว่า “หลวงพ่อรอด”
ในสมัยวัยเยาว์ ด.ช.พ่วง เป็นเด็กว่านอนสอนง่ายไม่เคยเกเรให้พ่อแม่ได้รำคาญใจเลยแม้แต่นิดเดียว โดยนิสัยส่วนตัวนั้นเป็นเด็กชอบคิดชอบสังเกตมีจิตใจโอบอ้อมอารีย์ มีใจเมตตาสูงมากไม่ว่าจะกับคนหรือแม้แต่กับสัตว์ต่าง ๆ
ในชีวิตวัยเด็กของท่านก็ต่างจากเด็กทั่วไป ท่านชอบช่วยเหลืองานบิดามารดามาตลอดและชอบศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ ด้วยจิตใจที่ใฝ่เรียนใฝ่รู้ ท่านจึงขอบิดามารดาบรรพชาเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ ๘ ขวบเพื่อบวชเรียนเขียนอ่าน ด.ช.พ่วง เป็นเด็กฉลาดหัวไวความจำดีเป็นเลิศ จึงสามารถร่ำเรียนเขียนอ่านได้อย่างแตกฉาน และเมื่อท่านอายุครบบวชท่านก็ได้อุปสมบทพระที่วัดกกซึ่งเป็นวัดที่อยู่ใกล้ ๆ บ้านของท่าน โดยมี “หลวงพ่อวัดหัวกระบือ” เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อคง วัดกก เป็นคู่สวดได้รับฉายาว่า “ธมฺโชติ” หมายถึง “ผู้มีธรรมอันสว่างไสวเข้าใจธรรมได้กระจ่างแจ้ง”
หลังจากอุปสมบทแล้วท่านได้ศึกษาทางวิปัสสนา กับ “หลวงพ่อคง” และพระอุปัชฌาย์ของท่านที่ “วัดหัวกระบือ” อยู่หลายพรรษา
หลวงพ่อคง วัดกก ท่านนี้เป็นพระที่เก่งกล้าในทางวิทยาคมสูงมากและท่านก็ได้ถ่ายทอดวิทยาคมต่าง ๆ ให้แก่หลวงพ่อพ่วงจนหมดสิ้น นอกจากนี้ หลวงพ่อพ่วง ท่านยังได้ออกธุดงค์ไปตามสถานที่ต่าง ๆ เพื่อศึกษาวิปัสสนากรรมฐานและยังได้ศึกษาสรรพวิชาต่าง ๆ จากพระอาจารย์อีกหลายท่าน เนื่องจากไม่ได้บันทึกไว้จึงทำให้ไม่ทราบแน่ชัดว่าท่านได้เดินทางไปศึกษากับพระอาจารย์ท่านใดบ้าง
หลวงพ่อพ่วง เมื่อท่านออกธุดงค์แต่ละครั้ง มักไปในสถานที่ไกล ๆ เป็นเวลานาน เมื่อท่านได้ทราบข่าวว่าหลวงพ่อคงท่านมรณภาพลง จึงได้กลับมาอยู่ที่วัดกก ซึ่งในตอนนั้น หลวงพ่อดิษเป็นเจ้าอาวาสปกครองอยู่ ต่อมาอีกไม่นานนักหลวงพ่อดิษ ท่านก็ลาสิกขาบทออกไป ชาวบ้านและกรรมการวัดได้เห็นพ้องต้องกันว่า หลวงพ่อพ่วงท่านเป็นพระที่ชาวบ้านเคารพเลื่อมใสและศรัทธาในตัวท่านมาก จึงได้พร้อมใจกันอาราธนาให้ท่านรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดกกสืบแทน หลังจากท่านได้ขึ้นเป็นเจ้าอาวาสแล้วท่านก็ได้พัฒนาวัดกกให้มีความเจริญรุ่งเรืองสืบมา
หลวงพ่อพ่วง เป็นพระเถระที่สงบเงียบไม่ค่อยพูด จึงไม่มีใครกล้าคุยกับท่านมากนัก เพราะคิดว่าท่านดุแต่โดยแท้จริงท่านเป็นพระที่มีเมตตามาก คนใกล้ชิดจะทราบดี
หลวงพ่อพ่วง วัดกก ท่านนี้ยังเป็นพระกรรมวาจาจารย์และพระอาจารย์ของหลวงพ่อไปล่ วัดกำแพง หลวงพ่อไปล่ได้เรียนวิชาอาคมจากหลวงพ่อพ่วงหลากหลายแขนงทั้งคงกะพันชาตรีและเมตตามหานิยม หลวงพ่อพ่วงท่านเป็นพระอาจารย์ที่หลวงพ่อไปล่ให้ความเคารพนับถือมาก
ต่อมาทางคณะสงฆ์ได้พิจารณาเห็นว่า “หลวงพ่อพ่วง” เป็นพระเถระที่มีความรอบรู้ในทุก ๆ ด้าน เป็นพระที่ชาวบ้านเคารพนับถือมีพุทธาคมเก่งเกล้ามีศีลาจารวัตรดียิ่งสามารถปกครองพระให้มีระเบียบเรียบร้อย จึงแต่งตั้งให้ท่านเป็น “พระอุปัชฌาย์พ่วง” เมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๐ ซึ่งขณะนั้นท่านมีพรรษาได้เพียง ๔๐ พรรษาเท่านั้น สมัยนั้นพระอุปัชฌาย์มิใช่จะตั้งกันได้ง่าย ๆ เพราะช่วงนั้นบางขุนเทียนมีพระอุปัชฌาย์เพียงรูปเดียวคือ “หลวงปู่เอี่ยม” หรือ “เจ้าคุณเฒ่าวัดหนัง” ต่อมาจึงมี “หลวงพ่อพ่วง” เพิ่มอีกเป็น ๒ รูป
ประวัติวัดกกและวัตถุมงคล
ตั้งอยู่ที่แขวงจอมทอง เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ เป็นวัดเก่าแก่มาแต่โบราณตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เล่ากันว่าสร้างโดย “เสนากก, เสนาเทพศักดิ์, เสนาเทพราช” ซึ่งทั้งสามเสนานี้เป็นผู้มีจิตอันเป็นกุศล จึงทำการสร้างวัดกกขึ้นเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา
ส่วนเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ในวัตถุมงคลของหลวงพ่อพ่วงนั้น เป็นที่กล่าวขานกันอย่างมากในสมัยนั้นถึงเรื่องมหาอุดคงกระพันและทางด้านเมตตามหานิยม ผู้ที่ได้ครอบครองต่างมีประสบการณ์อย่างมากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งวัตถุมงคลของหลวงพ่อพ่วง วัดกก ท่านได้สร้างไว้มีหลายอย่างมีรายละเอียดดังนี้
๑.ในสมัยแรกๆ ท่านได้สร้างตะกรุด ลูกอม ผ้ายันต์แจกให้แก่ศิษย์ไว้คุ้มครองตัว
๒.ปี พ.ศ.๒๔๗๐ ท่านได้สร้างพระเนื้อผงใบลานเป็นพระพิมพ์สมาธินั่งบัว ปัจจุบันไม่ค่อยมีใหัพบเห็น
๓.ปี พ.ศ.๒๔๗๓ สร้างพระเครื่องเนื้อดินเผาผสมผงมวลสาร ซึ่งมีทั้งหมด ๒๔ พิมพ์ทรง
๔.ปี พ.ศ.๒๔๗๘ ท่านได้สร้างพระเหรียญหล่อเนื้อเมฆพัด เป็นรูปท่านนั่ง มีทั้งแบบรูปไข่และทรงกลมปัจจุบันหาชมได้ยากมาก
อภินิหารของหลวงพ่อพ่วง
๑.เปลี่ยนหมอรักษาแม่
คุณปู่เยื้อน บุญฟัก ท่านเคยเป็นลูกศิษย์ที่คอยติดตามรับใช้หลวงพ่อพ่วงได้เล่าว่า ครั้งหนึ่งคุณแม่ของแกเองชื่อนางแปลก ป่วยหนักจึงนำตัวไปรักษาที่ “บ้านหมอไหม” ย่านบางมด นานหลายวันอาการกลับทรุดลงไม่ดีขึ้นเลย หลวงพ่อพ่วงท่านจึงทักว่า “ต้องเปลี่ยนหมอที่รักษาคุณแม่ใหม่แล้วจะหายไม่งั้นแม่แกตายแน่” เมื่อได้ยินเช่นนั้น ปู่เยื้อนรีบไปรับแม่จากบ้านหมอไหม โดยอุ้มลงเรือพาไปหา “หมออ่ำ ปากคลองบางกระแนะ” ซึ่งพอไปถึง หมออ่ำก็ทำการรักษาไม่นานอาการก็ดีขึ้นจนหายเป็นปกติ ตั้งแต่นั้นมา ปู่เยื้อนจึงเพิ่มความเคารพนับถือหลวงพ่อพ่วงมากขึ้นอีกและมักบอกใครต่อใครว่า “หลวงพ่อพ่วงท่านแน่จริง ไม่ต้องถามอะไรเลย ท่านก็ล่วงรู้ได้แจ่มแจ้งเหมือนตาเห็น”
๒.กุญแจล็อกแต่ท่านก็เข้าได้
ครั้งหนึ่ง “พระอรุณ อรุโณ” สมัยเด็กก็บวชอยู่ที่วัดกก จึงได้เป็นลูกศิษย์ของ หลวงพ่อพ่วง พระอรุณท่านเล่าว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านได้รับกิจนิมนต์ไปสวดมนต์ฉันเพลที่บ้านญาติโยมซึ่งเขาเอาเรือมารับท่าน พอท่านลงจากกุฏิไปแล้ว ลูกศิษย์ก็ออกจากกุฏิใส่กุญแจเรียบร้อยแต่ลูกศิษย์ดันลืมลูกกุญแจไว้ในกุฏิ เมื่อหลวงพ่อพ่วงท่านกลับจากกิจนิมนต์จึงเข้ากุฏิไม่ได้แต่ท่านก็มิได้ว่ากล่าวใด ๆ สั่งให้ลูกศิษย์ไปหิ้วของที่ท่าน้ำ พอลูกศิษย์หิ้วของกลับมาเสร็จ ก็พบว่าหลวงพ่อพ่วงเข้าไปอยู่ในกุฏิเรียบร้อยแล้วโดยที่ประตูกุฏิยังคงปิดอยู่เช่นเดิม ซึ่งเรื่องนี้สร้างความสงสัยให้กับ พระอรุณ อรุโณ เป็นอย่างยิ่งแต่ก็ไม่กล้าถามเพราะทราบดีอยู่ก่อนแล้วว่า หลวงพ่อมีวิชาอาคมเข้มขลังมาก
๓.หยั่งรู้ชะตาผู้อื่นได้
หลวงพ่อน้อม อดีตเจ้าอาวาสวัดกกเล่าว่า ในสมัยที่หลวงพ่อพ่วงท่านสร้างพระเนื้อดิน ในปี พ.ศ.๒๔๗๓ นั้น นายจง พึ่งพรหม ซึ่งบังเอิญเดินผ่านมา หลวงพ่อจึงเรียกแล้วบอกว่า ให้ไปดูนายตู้ พึ่งพรหม น้องชายของนายจงที่บ้านซิว่ายังอยู่ดีหรือ นายจงได้ยินดังนั้นจึงรีบไปดูปรากฏว่า นายตู้น้องชายของเขากำลังเจ็บไข้ไม่สบาย พอวันรุ่งขึ้นนายตู้ก็เสียชีวิตลง ภายหลังหลวงพ่อพ่วงค่อยบอกกับนายจงว่า “เขาหมดอายุแล้ว” ซึ่งเรื่องนี้ หลวงพ่อน้อม เล่าว่าได้ยินมากับหูของท่านเอง จึงแสดงว่าหลวงพ่อพ่วงมีอภิญญาญาณหรือญาณวิเศษหยั่งรู้กาลชะตาของคนอื่นได้
๔.อภินิหารฝนตกไม่เปียก
คุณทวดกรับ คนเก่าคนแก่ที่คนละแวกวัดกกให้ความนับถือมากๆ ได้เล่าให้ฟังว่า เมื่อครั้งที่ หลวงพ่อพ่วง กลับจากกิจนิมนต์จากในวังใกล้จะถึงวัดแล้วเกิดพายุฝนวันนั้นฝนตกแรงมาก พอมาถึงหน้าวัด นายทหารที่มาส่งได้บอกกับหลวงพ่อว่า “หลวงพ่อครับ ผมลืมเอาร่มมาด้วย ไว้ฝนหยุดตกก่อนแล้วค่อยไปครับ” หลวงพ่อพ่วง ท่านเอ่ยขึ้นว่า “ไม่เป็นไรฉันไม่เปียกหรอก” ว่าแล้วท่านก็ก้าวเท้าขึ้นจากเรือมุ่งหน้าเดินเข้าวัด โดยมีนายทหารและคณะเดินตามมาส่ง ขณะที่เดินไปที่วัดนั้นฝนตกหนักและแรงมากจนเเทบมองไม่เห็นทางเลยทีเดียว พอมาถึงกุฏิ ทุกคนที่มาส่งถึงกับตะลึงเมื่อพบว่าตามตัวของหลวงพ่อไม่เปียกน้ำฝนแม้แต่หยดเดียว อีกทั้งสบงจีวรแม้แต่ย่ามสะพายก็ยังไม่เปียกฝนเช่นกัน
๕.เรียกเรือถอยหลังทวนน้ำกลับมาได้
สมัยก่อนนั้นการเดินทางต่างๆก็จะใช้เรือเป็นพาหนะในการเดินทาง หลังจากทำวัตรเช้าเสร็จ หลวงพ่อกำลังเดินทางไปกิจนิมนต์ต่อ พอมาถึงท่าน้ำหน้าวัด ปรากฎว่าเรือที่ผูกไว้กับเสาเกิดเชือกขาด เรือจึงลอยแล่นไปตามกระแสน้ำเชี่ยวจนเกือบลับสายตา หลวงพ่อท่านยืนนิ่งหลับตาสักพัก ท่านก็พูดขึ้นว่า “กลับมา” จากนั้น เรือที่ลอยไปตามน้ำไหลเชี่ยวจนสุดลับสายตากลับแล่นถอยหลังทวนน้ำกลับมาจอดที่เดิมอย่างน่าอัศจรรย์
๖.หลวงพ่อพ่วงเดินเหนือผิวน้ำได้
หลวงพ่อมิ่ง วัดกก ท่านเล่าว่า ครั้งหนึ่งนั้นในเวลาค่ำมากเเล้วในฤดูฝน หลวงพ่อมิ่ง ท่านนึกขึ้นมาได้ว่า ท่านลืมเก็บผ้าสบงกับจีวรที่ตากไว้ ฝนก็เริ่มจะลงเม็ดมากขึ้นเรื่อย ๆ ท่านจึงรีบออกจากกุฏิอย่างรวดเร็ว พอเดินมาถึงสระน้ำหน้าโบสถ์ ท่านก็เห็น หลวงพ่อพ่วง กำลังเดินเหนือผิวน้ำเดินจากฝั่งหนึ่งข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง ไปเก็บสบงกับจีวรที่ท่านตากไว้เหมือนกัน พอหลวงพ่อพ่วงท่านเก็บสบงและจีวรเสร็จ ท่านก็เดินเหนือผิวน้ำกลับมาอีกรอบก่อนเดินลับหายเข้าไปในกุฎิ
๗.ทิพยจักขุญาณ (ตาทิพย์)
ครั้งหนึ่ง เมื่อเสร็จสิ้นถวายกิจจากในวัง หลวงพ่อพ่วง ท่านกราบลาหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง เพราะเดินทางกลับด้วยเรือคนละลำ หลวงพ่อพ่วงท่านขอตัวกลับก่อน ส่วนหลวงปู่เอี่ยมยังคงอยู่ถวายกิจอื่นต่อ หลังจากกราบลาหลวงปู่เอี่ยมเรียบร้อยแล้ว หลวงพ่อพ่วงท่านเอ่ยบอกนายทหารที่รับหน้าที่ไปส่งหลวงปู่เอี่ยม ให้เปลี่ยนเรือลำใหม่ด้วย เพราะเรือที่จะไปส่งรั่วเกรงว่าจะไปไม่ถึง นายทหารผู้นั้นจึงรีบสั่งให้ลูกน้อง ไปตรวจเรือทันที เมื่อตรวจดูจนทั่วปรากฏว่า เรือลำนั้นมีรอยรั่วจริงๆ ภายหลังพอหลวงปู่เอี่ยมทราบเรื่อง ท่านถึงกับเอ่ยขึ้นว่า “ท่านพ่วงนี้สิเก่งจริง”
ศีลาจารวัตรอันงดงามของหลวงพ่อพ่วง
“คุณปู่เยื้อน บุญฟัก” ท่านได้เล่าให้ฟังว่า คราวหนึ่งหลวงพ่อพ่วง ไปงานสวดสดับปกรณ์ (สวดในงานพระบรมศพในพระราชสำนัก) รัชกาลที่ ๕ ทรงถวายเงินที่ห่อด้วยผ้าให้ท่านโดยที่ หลวงพ่อพ่วง ไม่รู้ว่าในห่อผ้านั้นเป็นเงินจึงหยิบมาแต่เมื่อมารู้ภายหลังว่าเป็นเงินทอง ท่านจึงรีบยกเงินห่อนั้นให้ “ปู่เยื้อน” ซึ่งขณะนั้นยังเป็นเด็กที่คอยติดตามรับใช้หลวงพ่อพ่วง ปู่เยื้อนยังเล่าเพิ่มเติมอีกว่า หลวงพ่อพ่วงเป็นผู้ไม่ติดในโทสะ ไม่เคยโกรธหรือดุด่าว่าใครเลยแต่ท่านมีตบะแรงกล้าทุกคนเห็นจึงเกรงในบารมีของท่าน แม้แต่รสชาติอาหารท่านก็ไม่หลงใหลยึดติด ตลอดชีวิตสมณะของหลวงพ่อพ่วงท่านฉันแต่อาหารเจ ไม่ฉันเนื้อสัตว์เลย
มรณภาพ
หลวงพ่อพ่วงท่านมรณภาพเมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๐ สิริอายุ ๘๐ปี ๖๐ พรรษา
หลวงพ่อพ่วงวัดกก ประวัติของหลวงพ่อและวัตถุมงคลของท่านอย่างละเอียด ฉบับแก้ไขคำผิดและเรียบเรียงใหม่แล้วครับ
ประวัติหลวงพ่อพ่วงวัดกก
หลวงพ่อพ่วง วัดกก พระเกจิอาจารย์ที่มีวิชาอาคมแก่กล้าแห่งบางขุนเทียน ผู้ถ่ายทอดวิชาอาคมให้แก่หลวงพ่อไปล่ วัดกำแพง แม้แต่หลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง (พระอาจารย์ของในหลวงร.๕)ยังยกย่อง
หลวงพ่อพ่วง วัดกก ท่านเกิดเมื่อปีราว พ.ศ.๒๔๐๐ ที่ตำบลแสมดำ อำเภอบางขุนเทียน บิดาชื่อ “นายพุ่ม” มารดาชื่อ “นางพุ่ม พุ่มพยุง” และมีน้องชายชื่อ “รอด” น้องชายของหลวงพ่อพ่วงหลังจากอุปสมบทแล้วก็ได้รับแต่งตั้งเป็น “เจ้าอาวาสวัดแสมดำ” ชาวบ้านมักเรียกท่านว่า “หลวงพ่อรอด”
ในสมัยวัยเยาว์ ด.ช.พ่วง เป็นเด็กว่านอนสอนง่ายไม่เคยเกเรให้พ่อแม่ได้รำคาญใจเลยแม้แต่นิดเดียว โดยนิสัยส่วนตัวนั้นเป็นเด็กชอบคิดชอบสังเกตมีจิตใจโอบอ้อมอารีย์ มีใจเมตตาสูงมากไม่ว่าจะกับคนหรือแม้แต่กับสัตว์ต่าง ๆ
ในชีวิตวัยเด็กของท่านก็ต่างจากเด็กทั่วไป ท่านชอบช่วยเหลืองานบิดามารดามาตลอดและชอบศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ ด้วยจิตใจที่ใฝ่เรียนใฝ่รู้ ท่านจึงขอบิดามารดาบรรพชาเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ ๘ ขวบเพื่อบวชเรียนเขียนอ่าน ด.ช.พ่วง เป็นเด็กฉลาดหัวไวความจำดีเป็นเลิศ จึงสามารถร่ำเรียนเขียนอ่านได้อย่างแตกฉาน และเมื่อท่านอายุครบบวชท่านก็ได้อุปสมบทพระที่วัดกกซึ่งเป็นวัดที่อยู่ใกล้ ๆ บ้านของท่าน โดยมี “หลวงพ่อวัดหัวกระบือ” เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อคง วัดกก เป็นคู่สวดได้รับฉายาว่า “ธมฺโชติ” หมายถึง “ผู้มีธรรมอันสว่างไสวเข้าใจธรรมได้กระจ่างแจ้ง”
หลังจากอุปสมบทแล้วท่านได้ศึกษาทางวิปัสสนา กับ “หลวงพ่อคง” และพระอุปัชฌาย์ของท่านที่ “วัดหัวกระบือ” อยู่หลายพรรษา
หลวงพ่อคง วัดกก ท่านนี้เป็นพระที่เก่งกล้าในทางวิทยาคมสูงมากและท่านก็ได้ถ่ายทอดวิทยาคมต่าง ๆ ให้แก่หลวงพ่อพ่วงจนหมดสิ้น นอกจากนี้ หลวงพ่อพ่วง ท่านยังได้ออกธุดงค์ไปตามสถานที่ต่าง ๆ เพื่อศึกษาวิปัสสนากรรมฐานและยังได้ศึกษาสรรพวิชาต่าง ๆ จากพระอาจารย์อีกหลายท่าน เนื่องจากไม่ได้บันทึกไว้จึงทำให้ไม่ทราบแน่ชัดว่าท่านได้เดินทางไปศึกษากับพระอาจารย์ท่านใดบ้าง
หลวงพ่อพ่วง เมื่อท่านออกธุดงค์แต่ละครั้ง มักไปในสถานที่ไกล ๆ เป็นเวลานาน เมื่อท่านได้ทราบข่าวว่าหลวงพ่อคงท่านมรณภาพลง จึงได้กลับมาอยู่ที่วัดกก ซึ่งในตอนนั้น หลวงพ่อดิษเป็นเจ้าอาวาสปกครองอยู่ ต่อมาอีกไม่นานนักหลวงพ่อดิษ ท่านก็ลาสิกขาบทออกไป ชาวบ้านและกรรมการวัดได้เห็นพ้องต้องกันว่า หลวงพ่อพ่วงท่านเป็นพระที่ชาวบ้านเคารพเลื่อมใสและศรัทธาในตัวท่านมาก จึงได้พร้อมใจกันอาราธนาให้ท่านรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดกกสืบแทน หลังจากท่านได้ขึ้นเป็นเจ้าอาวาสแล้วท่านก็ได้พัฒนาวัดกกให้มีความเจริญรุ่งเรืองสืบมา
หลวงพ่อพ่วง เป็นพระเถระที่สงบเงียบไม่ค่อยพูด จึงไม่มีใครกล้าคุยกับท่านมากนัก เพราะคิดว่าท่านดุแต่โดยแท้จริงท่านเป็นพระที่มีเมตตามาก คนใกล้ชิดจะทราบดี
หลวงพ่อพ่วง วัดกก ท่านนี้ยังเป็นพระกรรมวาจาจารย์และพระอาจารย์ของหลวงพ่อไปล่ วัดกำแพง หลวงพ่อไปล่ได้เรียนวิชาอาคมจากหลวงพ่อพ่วงหลากหลายแขนงทั้งคงกะพันชาตรีและเมตตามหานิยม หลวงพ่อพ่วงท่านเป็นพระอาจารย์ที่หลวงพ่อไปล่ให้ความเคารพนับถือมาก
ต่อมาทางคณะสงฆ์ได้พิจารณาเห็นว่า “หลวงพ่อพ่วง” เป็นพระเถระที่มีความรอบรู้ในทุก ๆ ด้าน เป็นพระที่ชาวบ้านเคารพนับถือมีพุทธาคมเก่งเกล้ามีศีลาจารวัตรดียิ่งสามารถปกครองพระให้มีระเบียบเรียบร้อย จึงแต่งตั้งให้ท่านเป็น “พระอุปัชฌาย์พ่วง” เมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๐ ซึ่งขณะนั้นท่านมีพรรษาได้เพียง ๔๐ พรรษาเท่านั้น สมัยนั้นพระอุปัชฌาย์มิใช่จะตั้งกันได้ง่าย ๆ เพราะช่วงนั้นบางขุนเทียนมีพระอุปัชฌาย์เพียงรูปเดียวคือ “หลวงปู่เอี่ยม” หรือ “เจ้าคุณเฒ่าวัดหนัง” ต่อมาจึงมี “หลวงพ่อพ่วง” เพิ่มอีกเป็น ๒ รูป
ประวัติวัดกกและวัตถุมงคล
ตั้งอยู่ที่แขวงจอมทอง เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ เป็นวัดเก่าแก่มาแต่โบราณตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เล่ากันว่าสร้างโดย “เสนากก, เสนาเทพศักดิ์, เสนาเทพราช” ซึ่งทั้งสามเสนานี้เป็นผู้มีจิตอันเป็นกุศล จึงทำการสร้างวัดกกขึ้นเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา
ส่วนเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ในวัตถุมงคลของหลวงพ่อพ่วงนั้น เป็นที่กล่าวขานกันอย่างมากในสมัยนั้นถึงเรื่องมหาอุดคงกระพันและทางด้านเมตตามหานิยม ผู้ที่ได้ครอบครองต่างมีประสบการณ์อย่างมากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งวัตถุมงคลของหลวงพ่อพ่วง วัดกก ท่านได้สร้างไว้มีหลายอย่างมีรายละเอียดดังนี้
๑.ในสมัยแรกๆ ท่านได้สร้างตะกรุด ลูกอม ผ้ายันต์แจกให้แก่ศิษย์ไว้คุ้มครองตัว
๒.ปี พ.ศ.๒๔๗๐ ท่านได้สร้างพระเนื้อผงใบลานเป็นพระพิมพ์สมาธินั่งบัว ปัจจุบันไม่ค่อยมีใหัพบเห็น
๓.ปี พ.ศ.๒๔๗๓ สร้างพระเครื่องเนื้อดินเผาผสมผงมวลสาร ซึ่งมีทั้งหมด ๒๔ พิมพ์ทรง
๔.ปี พ.ศ.๒๔๗๘ ท่านได้สร้างพระเหรียญหล่อเนื้อเมฆพัด เป็นรูปท่านนั่ง มีทั้งแบบรูปไข่และทรงกลมปัจจุบันหาชมได้ยากมาก
อภินิหารของหลวงพ่อพ่วง
๑.เปลี่ยนหมอรักษาแม่
คุณปู่เยื้อน บุญฟัก ท่านเคยเป็นลูกศิษย์ที่คอยติดตามรับใช้หลวงพ่อพ่วงได้เล่าว่า ครั้งหนึ่งคุณแม่ของแกเองชื่อนางแปลก ป่วยหนักจึงนำตัวไปรักษาที่ “บ้านหมอไหม” ย่านบางมด นานหลายวันอาการกลับทรุดลงไม่ดีขึ้นเลย หลวงพ่อพ่วงท่านจึงทักว่า “ต้องเปลี่ยนหมอที่รักษาคุณแม่ใหม่แล้วจะหายไม่งั้นแม่แกตายแน่” เมื่อได้ยินเช่นนั้น ปู่เยื้อนรีบไปรับแม่จากบ้านหมอไหม โดยอุ้มลงเรือพาไปหา “หมออ่ำ ปากคลองบางกระแนะ” ซึ่งพอไปถึง หมออ่ำก็ทำการรักษาไม่นานอาการก็ดีขึ้นจนหายเป็นปกติ ตั้งแต่นั้นมา ปู่เยื้อนจึงเพิ่มความเคารพนับถือหลวงพ่อพ่วงมากขึ้นอีกและมักบอกใครต่อใครว่า “หลวงพ่อพ่วงท่านแน่จริง ไม่ต้องถามอะไรเลย ท่านก็ล่วงรู้ได้แจ่มแจ้งเหมือนตาเห็น”
๒.กุญแจล็อกแต่ท่านก็เข้าได้
ครั้งหนึ่ง “พระอรุณ อรุโณ” สมัยเด็กก็บวชอยู่ที่วัดกก จึงได้เป็นลูกศิษย์ของ หลวงพ่อพ่วง พระอรุณท่านเล่าว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านได้รับกิจนิมนต์ไปสวดมนต์ฉันเพลที่บ้านญาติโยมซึ่งเขาเอาเรือมารับท่าน พอท่านลงจากกุฏิไปแล้ว ลูกศิษย์ก็ออกจากกุฏิใส่กุญแจเรียบร้อยแต่ลูกศิษย์ดันลืมลูกกุญแจไว้ในกุฏิ เมื่อหลวงพ่อพ่วงท่านกลับจากกิจนิมนต์จึงเข้ากุฏิไม่ได้แต่ท่านก็มิได้ว่ากล่าวใด ๆ สั่งให้ลูกศิษย์ไปหิ้วของที่ท่าน้ำ พอลูกศิษย์หิ้วของกลับมาเสร็จ ก็พบว่าหลวงพ่อพ่วงเข้าไปอยู่ในกุฏิเรียบร้อยแล้วโดยที่ประตูกุฏิยังคงปิดอยู่เช่นเดิม ซึ่งเรื่องนี้สร้างความสงสัยให้กับ พระอรุณ อรุโณ เป็นอย่างยิ่งแต่ก็ไม่กล้าถามเพราะทราบดีอยู่ก่อนแล้วว่า หลวงพ่อมีวิชาอาคมเข้มขลังมาก
๓.หยั่งรู้ชะตาผู้อื่นได้
หลวงพ่อน้อม อดีตเจ้าอาวาสวัดกกเล่าว่า ในสมัยที่หลวงพ่อพ่วงท่านสร้างพระเนื้อดิน ในปี พ.ศ.๒๔๗๓ นั้น นายจง พึ่งพรหม ซึ่งบังเอิญเดินผ่านมา หลวงพ่อจึงเรียกแล้วบอกว่า ให้ไปดูนายตู้ พึ่งพรหม น้องชายของนายจงที่บ้านซิว่ายังอยู่ดีหรือ นายจงได้ยินดังนั้นจึงรีบไปดูปรากฏว่า นายตู้น้องชายของเขากำลังเจ็บไข้ไม่สบาย พอวันรุ่งขึ้นนายตู้ก็เสียชีวิตลง ภายหลังหลวงพ่อพ่วงค่อยบอกกับนายจงว่า “เขาหมดอายุแล้ว” ซึ่งเรื่องนี้ หลวงพ่อน้อม เล่าว่าได้ยินมากับหูของท่านเอง จึงแสดงว่าหลวงพ่อพ่วงมีอภิญญาญาณหรือญาณวิเศษหยั่งรู้กาลชะตาของคนอื่นได้
๔.อภินิหารฝนตกไม่เปียก
คุณทวดกรับ คนเก่าคนแก่ที่คนละแวกวัดกกให้ความนับถือมากๆ ได้เล่าให้ฟังว่า เมื่อครั้งที่ หลวงพ่อพ่วง กลับจากกิจนิมนต์จากในวังใกล้จะถึงวัดแล้วเกิดพายุฝนวันนั้นฝนตกแรงมาก พอมาถึงหน้าวัด นายทหารที่มาส่งได้บอกกับหลวงพ่อว่า “หลวงพ่อครับ ผมลืมเอาร่มมาด้วย ไว้ฝนหยุดตกก่อนแล้วค่อยไปครับ” หลวงพ่อพ่วง ท่านเอ่ยขึ้นว่า “ไม่เป็นไรฉันไม่เปียกหรอก” ว่าแล้วท่านก็ก้าวเท้าขึ้นจากเรือมุ่งหน้าเดินเข้าวัด โดยมีนายทหารและคณะเดินตามมาส่ง ขณะที่เดินไปที่วัดนั้นฝนตกหนักและแรงมากจนเเทบมองไม่เห็นทางเลยทีเดียว พอมาถึงกุฏิ ทุกคนที่มาส่งถึงกับตะลึงเมื่อพบว่าตามตัวของหลวงพ่อไม่เปียกน้ำฝนแม้แต่หยดเดียว อีกทั้งสบงจีวรแม้แต่ย่ามสะพายก็ยังไม่เปียกฝนเช่นกัน
๕.เรียกเรือถอยหลังทวนน้ำกลับมาได้
สมัยก่อนนั้นการเดินทางต่างๆก็จะใช้เรือเป็นพาหนะในการเดินทาง หลังจากทำวัตรเช้าเสร็จ หลวงพ่อกำลังเดินทางไปกิจนิมนต์ต่อ พอมาถึงท่าน้ำหน้าวัด ปรากฎว่าเรือที่ผูกไว้กับเสาเกิดเชือกขาด เรือจึงลอยแล่นไปตามกระแสน้ำเชี่ยวจนเกือบลับสายตา หลวงพ่อท่านยืนนิ่งหลับตาสักพัก ท่านก็พูดขึ้นว่า “กลับมา” จากนั้น เรือที่ลอยไปตามน้ำไหลเชี่ยวจนสุดลับสายตากลับแล่นถอยหลังทวนน้ำกลับมาจอดที่เดิมอย่างน่าอัศจรรย์
๖.หลวงพ่อพ่วงเดินเหนือผิวน้ำได้
หลวงพ่อมิ่ง วัดกก ท่านเล่าว่า ครั้งหนึ่งนั้นในเวลาค่ำมากเเล้วในฤดูฝน หลวงพ่อมิ่ง ท่านนึกขึ้นมาได้ว่า ท่านลืมเก็บผ้าสบงกับจีวรที่ตากไว้ ฝนก็เริ่มจะลงเม็ดมากขึ้นเรื่อย ๆ ท่านจึงรีบออกจากกุฏิอย่างรวดเร็ว พอเดินมาถึงสระน้ำหน้าโบสถ์ ท่านก็เห็น หลวงพ่อพ่วง กำลังเดินเหนือผิวน้ำเดินจากฝั่งหนึ่งข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง ไปเก็บสบงกับจีวรที่ท่านตากไว้เหมือนกัน พอหลวงพ่อพ่วงท่านเก็บสบงและจีวรเสร็จ ท่านก็เดินเหนือผิวน้ำกลับมาอีกรอบก่อนเดินลับหายเข้าไปในกุฎิ
๗.ทิพยจักขุญาณ (ตาทิพย์)
ครั้งหนึ่ง เมื่อเสร็จสิ้นถวายกิจจากในวัง หลวงพ่อพ่วง ท่านกราบลาหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง เพราะเดินทางกลับด้วยเรือคนละลำ หลวงพ่อพ่วงท่านขอตัวกลับก่อน ส่วนหลวงปู่เอี่ยมยังคงอยู่ถวายกิจอื่นต่อ หลังจากกราบลาหลวงปู่เอี่ยมเรียบร้อยแล้ว หลวงพ่อพ่วงท่านเอ่ยบอกนายทหารที่รับหน้าที่ไปส่งหลวงปู่เอี่ยม ให้เปลี่ยนเรือลำใหม่ด้วย เพราะเรือที่จะไปส่งรั่วเกรงว่าจะไปไม่ถึง นายทหารผู้นั้นจึงรีบสั่งให้ลูกน้อง ไปตรวจเรือทันที เมื่อตรวจดูจนทั่วปรากฏว่า เรือลำนั้นมีรอยรั่วจริงๆ ภายหลังพอหลวงปู่เอี่ยมทราบเรื่อง ท่านถึงกับเอ่ยขึ้นว่า “ท่านพ่วงนี้สิเก่งจริง”
ศีลาจารวัตรอันงดงามของหลวงพ่อพ่วง
“คุณปู่เยื้อน บุญฟัก” ท่านได้เล่าให้ฟังว่า คราวหนึ่งหลวงพ่อพ่วง ไปงานสวดสดับปกรณ์ (สวดในงานพระบรมศพในพระราชสำนัก) รัชกาลที่ ๕ ทรงถวายเงินที่ห่อด้วยผ้าให้ท่านโดยที่ หลวงพ่อพ่วง ไม่รู้ว่าในห่อผ้านั้นเป็นเงินจึงหยิบมาแต่เมื่อมารู้ภายหลังว่าเป็นเงินทอง ท่านจึงรีบยกเงินห่อนั้นให้ “ปู่เยื้อน” ซึ่งขณะนั้นยังเป็นเด็กที่คอยติดตามรับใช้หลวงพ่อพ่วง ปู่เยื้อนยังเล่าเพิ่มเติมอีกว่า หลวงพ่อพ่วงเป็นผู้ไม่ติดในโทสะ ไม่เคยโกรธหรือดุด่าว่าใครเลยแต่ท่านมีตบะแรงกล้าทุกคนเห็นจึงเกรงในบารมีของท่าน แม้แต่รสชาติอาหารท่านก็ไม่หลงใหลยึดติด ตลอดชีวิตสมณะของหลวงพ่อพ่วงท่านฉันแต่อาหารเจ ไม่ฉันเนื้อสัตว์เลย
มรณภาพ
หลวงพ่อพ่วงท่านมรณภาพเมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๐ สิริอายุ ๘๐ปี ๖๐ พรรษา