สรุปผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทย โดยเปรียบเทียบกรณีการวางเงินลงทุนเริ่มต้น 1,000,000 บาท ตั้งแต่ต้นปี (5 มกราคม 2569) จนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม (31 กรกฎาคม 2569) เป็นระยะเวลาทั้งหมด 7 เดือน (คำนวณจากส่วนต่างราคาหุ้น ไม่รวมเงินปันผล ค่าธรรมเนียม และภาษี)
สถิติผลตอบแทนการลงทุนหุ้นธนาคาร 1 ล้านบาท ในเวลา 7 เดือน
หากเราย้อนกลับไปเมื่อต้นปีด้วยเงินงบประมาณ 1,000,000 บาท แล้วนำไปเข้าซื้อหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทย เมื่อเวลาผ่านไปเพียง 7 เดือน ผลตอบแทนของแต่ละธนาคารมีความแตกต่างกันอย่างน่าสนใจ โดยทุกธนาคารสามารถสร้างผลตอบแทนเป็นบวกได้ทั้งหมด ดังนี้
🔴อันดับที่ 1: ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP)
นับเป็นหุ้นธนาคารที่สร้างผลตอบแทนได้สูงที่สุดในกลุ่ม โดยราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 68.75 บาท มาอยู่ที่ 111.00 บาท ส่งผลให้เงินลงทุน 1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 1,614,545 บาท สร้างกำไรสูงถึง 614,545 บาท คิดเป็นผลตอบแทน +61.45%
🔴 อันดับที่ 2: ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY)
ราคาหุ้นขยับขึ้นจาก 26.25 บาท เป็น 40.50 บาท มูลค่าเงินลงทุนเติบโตเป็น 1,542,857 บาท ได้รับกำไร 542,857 บาท คิดเป็นผลตอบแทน +54.29%
🔴 อันดับที่ 3: ธนาคารกรุงไทย (KTB)
ราคาหุ้นเติบโตจาก 28.75 บาท สู่ระดับ 44.25 บาท ทำให้เงินลงทุนขยับขึ้นเป็น 1,539,130 บาท คิดเป็นกำไร 539,130 บาท หรือผลตอบแทน +53.91%
🔴อันดับที่ 4: ธนาคารไทยเครดิต (CREDIT)
ราคาหุ้นปรับเพิ่มจาก 15.40 บาท มาอยู่ที่ 23.70 บาท ดันมูลค่าพอร์ตลงทุนเพิ่มเป็น 1,538,961 บาท สร้างกำไร 538,961 บาท คิดเป็นผลตอบแทน +53.90%
🔴 อันดับที่ 5: ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB)
ราคาหุ้นไต่ระดับจาก 2.06 บาท มาเป็น 3.06 บาท ทำให้เงินลงทุนเติบโตสู่ 1,485,437 บาท ได้รับกำไร 485,437 บาท คิดเป็นผลตอบแทน +48.54%
🔴 อันดับที่ 6: แอล เอช ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (LHFG)
ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นจาก 0.90 บาท ไปยัง 1.26 บาท เพิ่มมูลค่าเงินลงทุนเป็น 1,400,000 บาท เกิดเป็นกำไรสุทธิ 400,000 บาท คิดเป็นผลตอบแทน +40.00%
🔴อันดับที่ 7: ธนาคารกสิกรไทย (KBANK)
ราคาหุ้นขยับขึ้นจาก 194.50 บาท มาอยู่ที่ 244.00 บาท ส่งผลให้มูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 1,254,499 บาท รับกำไรไป 254,499 บาท คิดเป็นผลตอบแทน +25.45%
🔴 อันดับที่ 8: ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO)
ราคาหุ้นปรับขึ้นจาก 111.00 บาท สู่ 128.50 บาท ทำให้เงินลงทุนเติบโตเป็น 1,157,658 บาท สร้างกำไร 157,658 บาท คิดเป็นผลตอบแทน +15.77%
🔴อันดับที่ 9: ธนาคารกรุงเทพ (BBL)
ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 172.00 บาท เป็น 191.50 บาท เพิ่มมูลค่าพอร์ตเป็น 1,113,372 บาท มีกำไร 113,372 บาท คิดเป็นผลตอบแทน +11.34%
🔴 อันดับที่ 10: เอสซีบี เอกซ์ (SCB)
ราคาหุ้นปรับขึ้นจาก 142.00 บาท มาอยู่ที่ 153.00 บาท ทำให้เงินลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 1,077,465 บาท โดยได้รับกำไร 77,465 บาท คิดเป็นผลตอบแทน +7.75%
✔️ข้อสังเกตและบทสรุปภาพรวม
จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า การลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ตลอด 7 เดือนที่ผ่านมา ให้ผลตอบแทนที่เป็นบวกครบทุกตัว โดยธนาคารขนาดกลางและขนาดเล็ก เช่น KKP, BAY, KTB และ CREDIT สามารถทำผลงานราคาหุ้นพุ่งสูงอย่างโดดเด่น ให้ผลตอบแทนเกินกว่า 50% ในขณะที่ธนาคารขนาดใหญ่อย่าง KBANK, BBL และ SCB แม้จะให้ผลตอบแทนในเปอร์เซ็นต์ที่น้อยกว่า แต่ก็ยังสามารถสร้างการเติบโตของเงินทุนได้ในระดับ 7.75% ถึง 25.45% อย่างมั่นคง
(หมายเหตุ: ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและวิเคราะห์อย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน)
CR IG TidrhooTH
สรุปผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารไทย ถ้าลงทุนเริ่มต้น 1,000,000 บาท ตั้งแต่ต้นปี 2569
สถิติผลตอบแทนการลงทุนหุ้นธนาคาร 1 ล้านบาท ในเวลา 7 เดือน
หากเราย้อนกลับไปเมื่อต้นปีด้วยเงินงบประมาณ 1,000,000 บาท แล้วนำไปเข้าซื้อหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทย เมื่อเวลาผ่านไปเพียง 7 เดือน ผลตอบแทนของแต่ละธนาคารมีความแตกต่างกันอย่างน่าสนใจ โดยทุกธนาคารสามารถสร้างผลตอบแทนเป็นบวกได้ทั้งหมด ดังนี้
🔴อันดับที่ 1: ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP)
นับเป็นหุ้นธนาคารที่สร้างผลตอบแทนได้สูงที่สุดในกลุ่ม โดยราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 68.75 บาท มาอยู่ที่ 111.00 บาท ส่งผลให้เงินลงทุน 1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 1,614,545 บาท สร้างกำไรสูงถึง 614,545 บาท คิดเป็นผลตอบแทน +61.45%
🔴 อันดับที่ 2: ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY)
ราคาหุ้นขยับขึ้นจาก 26.25 บาท เป็น 40.50 บาท มูลค่าเงินลงทุนเติบโตเป็น 1,542,857 บาท ได้รับกำไร 542,857 บาท คิดเป็นผลตอบแทน +54.29%
🔴 อันดับที่ 3: ธนาคารกรุงไทย (KTB)
ราคาหุ้นเติบโตจาก 28.75 บาท สู่ระดับ 44.25 บาท ทำให้เงินลงทุนขยับขึ้นเป็น 1,539,130 บาท คิดเป็นกำไร 539,130 บาท หรือผลตอบแทน +53.91%
🔴อันดับที่ 4: ธนาคารไทยเครดิต (CREDIT)
ราคาหุ้นปรับเพิ่มจาก 15.40 บาท มาอยู่ที่ 23.70 บาท ดันมูลค่าพอร์ตลงทุนเพิ่มเป็น 1,538,961 บาท สร้างกำไร 538,961 บาท คิดเป็นผลตอบแทน +53.90%
🔴 อันดับที่ 5: ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB)
ราคาหุ้นไต่ระดับจาก 2.06 บาท มาเป็น 3.06 บาท ทำให้เงินลงทุนเติบโตสู่ 1,485,437 บาท ได้รับกำไร 485,437 บาท คิดเป็นผลตอบแทน +48.54%
🔴 อันดับที่ 6: แอล เอช ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (LHFG)
ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นจาก 0.90 บาท ไปยัง 1.26 บาท เพิ่มมูลค่าเงินลงทุนเป็น 1,400,000 บาท เกิดเป็นกำไรสุทธิ 400,000 บาท คิดเป็นผลตอบแทน +40.00%
🔴อันดับที่ 7: ธนาคารกสิกรไทย (KBANK)
ราคาหุ้นขยับขึ้นจาก 194.50 บาท มาอยู่ที่ 244.00 บาท ส่งผลให้มูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 1,254,499 บาท รับกำไรไป 254,499 บาท คิดเป็นผลตอบแทน +25.45%
🔴 อันดับที่ 8: ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO)
ราคาหุ้นปรับขึ้นจาก 111.00 บาท สู่ 128.50 บาท ทำให้เงินลงทุนเติบโตเป็น 1,157,658 บาท สร้างกำไร 157,658 บาท คิดเป็นผลตอบแทน +15.77%
🔴อันดับที่ 9: ธนาคารกรุงเทพ (BBL)
ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 172.00 บาท เป็น 191.50 บาท เพิ่มมูลค่าพอร์ตเป็น 1,113,372 บาท มีกำไร 113,372 บาท คิดเป็นผลตอบแทน +11.34%
🔴 อันดับที่ 10: เอสซีบี เอกซ์ (SCB)
ราคาหุ้นปรับขึ้นจาก 142.00 บาท มาอยู่ที่ 153.00 บาท ทำให้เงินลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 1,077,465 บาท โดยได้รับกำไร 77,465 บาท คิดเป็นผลตอบแทน +7.75%
✔️ข้อสังเกตและบทสรุปภาพรวม
จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า การลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ตลอด 7 เดือนที่ผ่านมา ให้ผลตอบแทนที่เป็นบวกครบทุกตัว โดยธนาคารขนาดกลางและขนาดเล็ก เช่น KKP, BAY, KTB และ CREDIT สามารถทำผลงานราคาหุ้นพุ่งสูงอย่างโดดเด่น ให้ผลตอบแทนเกินกว่า 50% ในขณะที่ธนาคารขนาดใหญ่อย่าง KBANK, BBL และ SCB แม้จะให้ผลตอบแทนในเปอร์เซ็นต์ที่น้อยกว่า แต่ก็ยังสามารถสร้างการเติบโตของเงินทุนได้ในระดับ 7.75% ถึง 25.45% อย่างมั่นคง
(หมายเหตุ: ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและวิเคราะห์อย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน)
CR IG TidrhooTH