สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวพันทิปที่น่ารักทุกคน
วันนี้ผมมีเรื่องใกล้ตัวมากๆ ที่เชื่อว่าหลายคนต้องเคยเจอ หรือกำลังเจออยู่แน่ๆ มาเล่าให้ฟังครับ นั่นก็คือ “อาการหมดไฟจากการทำงาน” หรือที่เรียกเท่ๆ ว่า Burnout นั่นเอง
ลองนึกภาพตามนะครับว่าวันจันทร์ที่ควรจะสดใส กลายเป็นวันจองเวรที่เราไม่อยากตื่นไปทำงาน ไม่มีความสุขกับการทำในสิ่งที่เคยชอบ รู้สึกเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ ทั้งๆ ที่ก็นอนมาแล้วนะ บางทีนอนเยอะกว่าเดิมด้วยซ้ำ หรือบางครั้งเราก็กลายเป็นคนขี้หงุดหงิดง่าย มองโลกในแง่ร้ายกับเรื่องงานไปซะหมด
อาการเหล่านี้มันไม่ใช่แค่ “ขี้เกียจ” หรือ “ไม่อยากทำงาน” ธรรมดานะครับ แต่มันคือสัญญาณเตือนจากร่างกายและจิตใจของเราที่บอกว่า “พอแล้ว! ไม่ไหวแล้ว!” ถ้าเราปล่อยทิ้งไว้เรื่อยๆ มันจะส่งผลเสียต่อสุขภาพกาย สุขภาพใจ และความสัมพันธ์กับคนรอบข้างได้เลยนะครับ
5. อย่าเก็บไว้คนเดียว (Don't Keep It To Yourself)
ระบายความรู้สึกออกมาบ้างครับ ลองคุยกับเพื่อนสนิท ครอบครัว หรือคนที่เราไว้ใจ ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะมีมุมมอง หรือคำแนะนำดีๆ ที่เราไม่เคยคิดถึงก็ได้ครับ ถ้ามันหนักหนาสาหัสจริงๆ การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก็ไม่ใช่เรื่องน่าอายเลยนะครับ
6. ส่องกระจกดูงาน (Mirror the Work)
ลองกลับมาทบทวนดูครับว่างานที่เราทำอยู่ตอนนี้ มันยังตอบโจทย์ชีวิต ตอบโจทย์ความสุขของเราอยู่ไหม? หรือมันเป็นแค่ความจำเป็นเท่านั้น? บางทีการปรับเปลี่ยนหน้าที่ ปรับเปลี่ยนทีม หรือแม้กระทั่งมองหางานใหม่ อาจจะเป็นทางออกที่เราต้องกล้าตัดสินใจก็ได้ครับ (อันนี้อาจจะต้องคิดหนักนิดนึงนะ)
7. หนีไปพักบ้าง (Escape for a Break)
ลางานไปพักร้อนบ้างครับ! ไม่จำเป็นต้องไปต่างประเทศ ขอแค่ได้เปลี่ยนบรรยากาศ ไปเที่ยวใกล้ๆ บ้าน นอนโง่ๆ อยู่บ้านสัก 2-3 วัน ก็ช่วยให้เราได้ชาร์จแบตให้เต็มที่แล้วครับ เพราะบางทีการถอยออกมาหนึ่งก้าว ทำให้เราเห็นภาพอะไรได้ชัดเจนขึ้นครับ
สุดท้ายนี้ ผมอยากจะบอกว่าชีวิตเรามีค่ามากกว่าการเป็นโรบอททำงานนะครับ ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมีความสุขและมีชีวิตที่ดีได้ การดูแลสุขภาพใจของเราก็สำคัญไม่แพ้สุขภาพกายเลยครับ อย่าปล่อยให้ Burnout มันมาพรากความสุขและความสดใสไปจากเรานะครับ
ถ้าเพื่อนๆ มีวิธีเด็ดๆ แก้ Burnout นอกจากนี้ ก็มาแชร์กันในคอมเมนต์ได้เลยนะครับ ผมจะรออ่านเลยครับ!
ขอบคุณที่อ่านจนจบนะครับ ขอให้ทุกคนกลับมามีไฟในการใช้ชีวิตอีกครั้งครับ!
หมดไฟในร่าง? 7 สเต็ปกู้ชีวิตจาก Burnout ให้กลับมาเปรี้ยวซ่าส์ ไม่ใช่ซอมบี้ออฟฟิศครับ!
วันนี้ผมมีเรื่องใกล้ตัวมากๆ ที่เชื่อว่าหลายคนต้องเคยเจอ หรือกำลังเจออยู่แน่ๆ มาเล่าให้ฟังครับ นั่นก็คือ “อาการหมดไฟจากการทำงาน” หรือที่เรียกเท่ๆ ว่า Burnout นั่นเอง
ลองนึกภาพตามนะครับว่าวันจันทร์ที่ควรจะสดใส กลายเป็นวันจองเวรที่เราไม่อยากตื่นไปทำงาน ไม่มีความสุขกับการทำในสิ่งที่เคยชอบ รู้สึกเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ ทั้งๆ ที่ก็นอนมาแล้วนะ บางทีนอนเยอะกว่าเดิมด้วยซ้ำ หรือบางครั้งเราก็กลายเป็นคนขี้หงุดหงิดง่าย มองโลกในแง่ร้ายกับเรื่องงานไปซะหมด
อาการเหล่านี้มันไม่ใช่แค่ “ขี้เกียจ” หรือ “ไม่อยากทำงาน” ธรรมดานะครับ แต่มันคือสัญญาณเตือนจากร่างกายและจิตใจของเราที่บอกว่า “พอแล้ว! ไม่ไหวแล้ว!” ถ้าเราปล่อยทิ้งไว้เรื่อยๆ มันจะส่งผลเสียต่อสุขภาพกาย สุขภาพใจ และความสัมพันธ์กับคนรอบข้างได้เลยนะครับ
5. อย่าเก็บไว้คนเดียว (Don't Keep It To Yourself)
ระบายความรู้สึกออกมาบ้างครับ ลองคุยกับเพื่อนสนิท ครอบครัว หรือคนที่เราไว้ใจ ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะมีมุมมอง หรือคำแนะนำดีๆ ที่เราไม่เคยคิดถึงก็ได้ครับ ถ้ามันหนักหนาสาหัสจริงๆ การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก็ไม่ใช่เรื่องน่าอายเลยนะครับ
6. ส่องกระจกดูงาน (Mirror the Work)
ลองกลับมาทบทวนดูครับว่างานที่เราทำอยู่ตอนนี้ มันยังตอบโจทย์ชีวิต ตอบโจทย์ความสุขของเราอยู่ไหม? หรือมันเป็นแค่ความจำเป็นเท่านั้น? บางทีการปรับเปลี่ยนหน้าที่ ปรับเปลี่ยนทีม หรือแม้กระทั่งมองหางานใหม่ อาจจะเป็นทางออกที่เราต้องกล้าตัดสินใจก็ได้ครับ (อันนี้อาจจะต้องคิดหนักนิดนึงนะ)
7. หนีไปพักบ้าง (Escape for a Break)
ลางานไปพักร้อนบ้างครับ! ไม่จำเป็นต้องไปต่างประเทศ ขอแค่ได้เปลี่ยนบรรยากาศ ไปเที่ยวใกล้ๆ บ้าน นอนโง่ๆ อยู่บ้านสัก 2-3 วัน ก็ช่วยให้เราได้ชาร์จแบตให้เต็มที่แล้วครับ เพราะบางทีการถอยออกมาหนึ่งก้าว ทำให้เราเห็นภาพอะไรได้ชัดเจนขึ้นครับ
สุดท้ายนี้ ผมอยากจะบอกว่าชีวิตเรามีค่ามากกว่าการเป็นโรบอททำงานนะครับ ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมีความสุขและมีชีวิตที่ดีได้ การดูแลสุขภาพใจของเราก็สำคัญไม่แพ้สุขภาพกายเลยครับ อย่าปล่อยให้ Burnout มันมาพรากความสุขและความสดใสไปจากเรานะครับ
ถ้าเพื่อนๆ มีวิธีเด็ดๆ แก้ Burnout นอกจากนี้ ก็มาแชร์กันในคอมเมนต์ได้เลยนะครับ ผมจะรออ่านเลยครับ!
ขอบคุณที่อ่านจนจบนะครับ ขอให้ทุกคนกลับมามีไฟในการใช้ชีวิตอีกครั้งครับ!