บทปรารภ: รอยยิ้มแห่งปัญญาใต้ร่มเงาไม้
ในยามเช้าที่ลมแล้งพัดผ่านกิ่งก้านของต้นอโศก ใบไม้ร่วงหล่นสู่พื้นดินทีละใบ...
มนุษย์เราส่วนใหญ่มองดูความเปลี่ยนแปลงนั้นแล้วตระหนกตกใจ ถอนหายใจยาวพลางรำพึงว่า
"โลกนี้หนอช่างเต็มไปด้วยความไม่เที่ยง สับสน และวุ่นวาย"
แต่ในทางพระพุทธศาสนา พระบรมศาสดามิได้ทรงพาเราหลบหนีโลกด้วยความหดหู่
หากทรงชวนเรามา
"มองดูโลกตามความเป็นจริง" เพื่อให้จิตใจฉลาด รู้ทัน และเป็นอิสระอยู่เหนือโลก
คำว่า
"โลก" (Loka) ในภาษาสันสฤตและบาลี มีรากศัพท์มาจาก
ลุชฺ (Luj)
แปลว่า
แตกสลาย พังทลาย รุดหน้าไปสู่ความเสื่อม
หรือมาจาก
โลจฺ (Loc) แปลว่า
การมองเห็น การปรากฏ หรือสิ่งที่ถูกรับรู้
ดังนั้น คำว่า "โลก" ในทางธรรม จึงมิได้หมายถึงเพียงก้อนหิน ผืนดิน ผืนฟ้า
หรือจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลที่อยู่ภายนอกเท่านั้น
หากแต่หมายถึง
"สภาวะแห่งความแตกดับ" และ
"พื้นที่แห่งการรับรู้"
ที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของมนุษย์เราเองในทุกๆ ขณะจิต
พระพุทธพจน์: สมิทธิสูตรที่ ๔
(ว่าด้วยการบัญญัติคำว่า "โลก")
ครั้งนั้น ท่านพระสมิทธิ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า:
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า โลก โลก ดังนี้
ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ พระเจ้าข้า จึงเป็นโลก หรือเป็นการบัญญัติว่าโลก?”
พระผู้มีพระภาคผู้ทรงเป็นประทีปแห่งโลก ตรัสตอบด้วยพระสุรเสียงอันแจ่มใสและเปี่ยมด้วยพระมหาการุณยภาพว่า:
“ดูกรสมิทธิ... จักษุ รูป จักษุวิญญาณ
และธรรมที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุวิญญาณ มีอยู่ ณ ที่ใด... โลก หรือการบัญญัติว่าโลก ก็มีอยู่ ณ ที่นั้น
โสต เสียง โสตวิญญาณ และธรรมที่จะพึงรู้แจ้งด้วยโสตวิญญาณ มีอยู่ ณ ที่ใด...
ฆานะ กลิ่น ฆานวิญญาณ และธรรมที่จะพึงรู้แจ้งด้วยฆานวิญญาณ มีอยู่ ณ ที่ใด...
ชิวหา รส ชิวหาวิญญาณ และธรรมที่จะพึงรู้แจ้งด้วยชิวหาวิญญาณ มีอยู่ ณ ที่ใด...
กาย โผฏฐัพพะ กายวิญญาณ และธรรมที่จะพึงรู้แจ้งด้วยกายวิญญาณ มีอยู่ ณ ที่ใด...
ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ และธรรมที่จะพึงรู้แจ้งด้วยมโนวิญญาณ มีอยู่ ณ ที่ใด...
โลก หรือการบัญญัติว่าโลก ก็มีอยู่ ณ ที่นั้น
ดูกรสมิทธิ... จักษุ รูป จักษุวิญญาณ และธรรมที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุวิญญาณ ไม่มี
ณ ที่ใด... โลก หรือการบัญญัติว่าโลก ก็ไม่มี ณ ที่นั้น...
(ตลอดถึง)
ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ และธรรมที่จะพึงรู้แจ้งด้วยมโนวิญญาณ ไม่มี
ณ ที่ใด... โลก หรือการบัญญัติว่าโลก ก็ไม่มี ณ ที่นั้น”
ถอดรหัสธรรม: โลกที่แท้จริง อยู่ที่ไหน?
ลองหลับตาลงสักครู่หนึ่ง... ผืนฟ้าอันกว้างใหญ่ ดอกไม้ที่เคยสวยงาม
เสียงนกที่เคยร้องไห้ หรือแม้แต่คนรอบข้างที่เรารักและห่วงใย หายไปไหน?
คำตอบคือ
"โลกภายนอก" ทั้งหมดไม่ได้ถูกสร้างขึ้นหรือดำรงอยู่ได้ด้วยตัวมันเองอย่างเป็นอิสระ
แต่โลกจะเกิดขึ้นมาได้ ก็ต่อเมื่อมี
"การประจวบกันของธรรมะ 3 ประการ" คือ:
- ทวาร/อายตนะภายใน (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)
- อารมณ์/อายตนะภายนอก (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เรื่องราวทางใจ)
- วิญญาณ/ความรู้แจ้ง (การเห็น การได้ยิน การรับรู้ทางใจ)
เมื่อ ธรรมะ 3 สภาพนี้ประจวบกัน ท่านเรียกว่า
"ผัสสะ"... และ
ณ จุดที่ผัสสะเกิดขึ้นนั่นเอง
"โลก" ก็ได้ถูกให้กำเนิดขึ้นแล้วในใจของเรา!
หากปราศจากความรู้สึกรับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจแล้ว
คำว่า "โลก" จะมีความหมายอะไรแก่ใครได้เล่า?
จักรวาลอันกว้างใหญ่หมื่นแสนโคจร ก็ไร้ความหมายสิ้นเชิงสำหรับผู้ที่ปราศจากอายตนะและการรับรู้
ความถอดถอนและทางสว่าง: จากโลกิยะ สู่ โลกุตตระ
ความทุกข์ของมนุษย์ไม่ได้เกิดจากการมีอยู่ของก้อนหิน ต้นไม้
หรือผู้คนรอบข้าง... แต่เกิดจากการที่เรา
"ปรุงแต่งโลกภายใน" ขึ้นมาด้วยตัณหาและอวิชชา
เมื่อตาเห็นรูปที่ชอบ เราก็ดึงโลกแห่งความยินดีเข้ามาครอบครอง เมื่อหูได้ยินเสียงที่ไม่ชอบ
เราก็สร้างโลกแห่งความโกรธและความเคียดแค้นขึ้นมาเผาผลาญตนเอง
พระพุทธองค์ทรงชี้ให้ท่านพระสมิทธิเห็นความจริงอันสุขุมลุ่มลึกว่า:
โลกมีความเสื่อมเป็นธรรมดา (ลุชฺชนฏฺเฐน โลโก):
สิ่งใดเกิดขึ้นจากการประจวบกัน สิ่งนั้นย่อมตกอยู่ภายใต้กฎแห่งความไม่เที่ยง
ดับสลาย และไม่อาจยึดถือเป็นตัวตนที่แท้จริงได้
การดับโลก คือ การดับที่ความลุ่มหลง:
เมื่อจักษุ รูป และจักษุวิญญาณ ไม่ได้รับการปรุงแต่งด้วยความยึดติดถือมั่น (อุปาทาน)
โลกแห่งความทุกข์ย่อมถอนตัวออกไปจากใจในทันที
"ผู้ใดมองเห็นโลกเป็นเพียงความประจวบกันของสภาวธรรม...
ผู้นั้นย่อมไม่ยึดมั่นในโลก และเมื่อไม่ยึดมั่นในโลก ย่อมข้ามพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง"
บทสรุป: สัมผัสโลกด้วยปัญญา
การศึกษาพระสูตรนี้ มิใช่เพื่อให้เราปฏิเสธโลกภายนอก
หรือทำตนเป็นผู้เย็นชาไร้ความรู้สึก หากแต่เพื่อให้เรา
"รับรู้โลกด้วยปัญญา"
เมื่อตาเห็นรูป... รู้ว่ามีเพียงรูปและการรับรู้เกิดขึ้น
เมื่อหูฟังเสียง... รู้ว่ามีเพียงเสียงและผัสสะที่ผ่านไป
ไม่ปล่อยให้ "ฉันทะ" ที่ประกอบด้วยตัณหา เข้าไปถักทอเป็นพันธนาการผูกมัดจิตใจ
เมื่อเข้าใจเช่นนี้แล้ว มนุษย์เราจะสามารถเดินอยู่บนผืนโลกใบนี้ได้อย่างสงบเย็น
เหมือนหยดน้ำบนใบบัว... แม้จะสัมผัสอยู่กับโลก แต่มิได้เปียกปอนไปด้วยความทุกข์ของโลกเลยแม้แต่น้อย.
ธรรมพิจารณา: โลกิยสัจจะ และ โลกุตตรปัญญา
ในยามเช้าที่ลมแล้งพัดผ่านกิ่งก้านของต้นอโศก ใบไม้ร่วงหล่นสู่พื้นดินทีละใบ...
มนุษย์เราส่วนใหญ่มองดูความเปลี่ยนแปลงนั้นแล้วตระหนกตกใจ ถอนหายใจยาวพลางรำพึงว่า
"โลกนี้หนอช่างเต็มไปด้วยความไม่เที่ยง สับสน และวุ่นวาย"
แต่ในทางพระพุทธศาสนา พระบรมศาสดามิได้ทรงพาเราหลบหนีโลกด้วยความหดหู่
หากทรงชวนเรามา "มองดูโลกตามความเป็นจริง" เพื่อให้จิตใจฉลาด รู้ทัน และเป็นอิสระอยู่เหนือโลก
คำว่า "โลก" (Loka) ในภาษาสันสฤตและบาลี มีรากศัพท์มาจาก ลุชฺ (Luj)
แปลว่า แตกสลาย พังทลาย รุดหน้าไปสู่ความเสื่อม
หรือมาจาก โลจฺ (Loc) แปลว่า การมองเห็น การปรากฏ หรือสิ่งที่ถูกรับรู้
ดังนั้น คำว่า "โลก" ในทางธรรม จึงมิได้หมายถึงเพียงก้อนหิน ผืนดิน ผืนฟ้า
หรือจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลที่อยู่ภายนอกเท่านั้น
หากแต่หมายถึง "สภาวะแห่งความแตกดับ" และ "พื้นที่แห่งการรับรู้"
ที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของมนุษย์เราเองในทุกๆ ขณะจิต
พระพุทธพจน์: สมิทธิสูตรที่ ๔
(ว่าด้วยการบัญญัติคำว่า "โลก")
ครั้งนั้น ท่านพระสมิทธิ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า:
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า โลก โลก ดังนี้
ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ พระเจ้าข้า จึงเป็นโลก หรือเป็นการบัญญัติว่าโลก?”
พระผู้มีพระภาคผู้ทรงเป็นประทีปแห่งโลก ตรัสตอบด้วยพระสุรเสียงอันแจ่มใสและเปี่ยมด้วยพระมหาการุณยภาพว่า:
“ดูกรสมิทธิ... จักษุ รูป จักษุวิญญาณ
และธรรมที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุวิญญาณ มีอยู่ ณ ที่ใด... โลก หรือการบัญญัติว่าโลก ก็มีอยู่ ณ ที่นั้น
โสต เสียง โสตวิญญาณ และธรรมที่จะพึงรู้แจ้งด้วยโสตวิญญาณ มีอยู่ ณ ที่ใด...
ฆานะ กลิ่น ฆานวิญญาณ และธรรมที่จะพึงรู้แจ้งด้วยฆานวิญญาณ มีอยู่ ณ ที่ใด...
ชิวหา รส ชิวหาวิญญาณ และธรรมที่จะพึงรู้แจ้งด้วยชิวหาวิญญาณ มีอยู่ ณ ที่ใด...
กาย โผฏฐัพพะ กายวิญญาณ และธรรมที่จะพึงรู้แจ้งด้วยกายวิญญาณ มีอยู่ ณ ที่ใด...
ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ และธรรมที่จะพึงรู้แจ้งด้วยมโนวิญญาณ มีอยู่ ณ ที่ใด...
โลก หรือการบัญญัติว่าโลก ก็มีอยู่ ณ ที่นั้น
ดูกรสมิทธิ... จักษุ รูป จักษุวิญญาณ และธรรมที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุวิญญาณ ไม่มี
ณ ที่ใด... โลก หรือการบัญญัติว่าโลก ก็ไม่มี ณ ที่นั้น...
(ตลอดถึง)
ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ และธรรมที่จะพึงรู้แจ้งด้วยมโนวิญญาณ ไม่มี
ณ ที่ใด... โลก หรือการบัญญัติว่าโลก ก็ไม่มี ณ ที่นั้น”
ถอดรหัสธรรม: โลกที่แท้จริง อยู่ที่ไหน?
ลองหลับตาลงสักครู่หนึ่ง... ผืนฟ้าอันกว้างใหญ่ ดอกไม้ที่เคยสวยงาม
เสียงนกที่เคยร้องไห้ หรือแม้แต่คนรอบข้างที่เรารักและห่วงใย หายไปไหน?
คำตอบคือ "โลกภายนอก" ทั้งหมดไม่ได้ถูกสร้างขึ้นหรือดำรงอยู่ได้ด้วยตัวมันเองอย่างเป็นอิสระ
แต่โลกจะเกิดขึ้นมาได้ ก็ต่อเมื่อมี "การประจวบกันของธรรมะ 3 ประการ" คือ:
- ทวาร/อายตนะภายใน (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)
- อารมณ์/อายตนะภายนอก (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เรื่องราวทางใจ)
- วิญญาณ/ความรู้แจ้ง (การเห็น การได้ยิน การรับรู้ทางใจ)
เมื่อ ธรรมะ 3 สภาพนี้ประจวบกัน ท่านเรียกว่า "ผัสสะ"... และ
ณ จุดที่ผัสสะเกิดขึ้นนั่นเอง "โลก" ก็ได้ถูกให้กำเนิดขึ้นแล้วในใจของเรา!
หากปราศจากความรู้สึกรับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจแล้ว
คำว่า "โลก" จะมีความหมายอะไรแก่ใครได้เล่า?
จักรวาลอันกว้างใหญ่หมื่นแสนโคจร ก็ไร้ความหมายสิ้นเชิงสำหรับผู้ที่ปราศจากอายตนะและการรับรู้
ความถอดถอนและทางสว่าง: จากโลกิยะ สู่ โลกุตตระ
ความทุกข์ของมนุษย์ไม่ได้เกิดจากการมีอยู่ของก้อนหิน ต้นไม้
หรือผู้คนรอบข้าง... แต่เกิดจากการที่เรา "ปรุงแต่งโลกภายใน" ขึ้นมาด้วยตัณหาและอวิชชา
เมื่อตาเห็นรูปที่ชอบ เราก็ดึงโลกแห่งความยินดีเข้ามาครอบครอง เมื่อหูได้ยินเสียงที่ไม่ชอบ
เราก็สร้างโลกแห่งความโกรธและความเคียดแค้นขึ้นมาเผาผลาญตนเอง
พระพุทธองค์ทรงชี้ให้ท่านพระสมิทธิเห็นความจริงอันสุขุมลุ่มลึกว่า:
โลกมีความเสื่อมเป็นธรรมดา (ลุชฺชนฏฺเฐน โลโก):
สิ่งใดเกิดขึ้นจากการประจวบกัน สิ่งนั้นย่อมตกอยู่ภายใต้กฎแห่งความไม่เที่ยง
ดับสลาย และไม่อาจยึดถือเป็นตัวตนที่แท้จริงได้
การดับโลก คือ การดับที่ความลุ่มหลง:
เมื่อจักษุ รูป และจักษุวิญญาณ ไม่ได้รับการปรุงแต่งด้วยความยึดติดถือมั่น (อุปาทาน)
โลกแห่งความทุกข์ย่อมถอนตัวออกไปจากใจในทันที
"ผู้ใดมองเห็นโลกเป็นเพียงความประจวบกันของสภาวธรรม...
ผู้นั้นย่อมไม่ยึดมั่นในโลก และเมื่อไม่ยึดมั่นในโลก ย่อมข้ามพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง"
บทสรุป: สัมผัสโลกด้วยปัญญา
การศึกษาพระสูตรนี้ มิใช่เพื่อให้เราปฏิเสธโลกภายนอก
หรือทำตนเป็นผู้เย็นชาไร้ความรู้สึก หากแต่เพื่อให้เรา "รับรู้โลกด้วยปัญญา"
เมื่อตาเห็นรูป... รู้ว่ามีเพียงรูปและการรับรู้เกิดขึ้น
เมื่อหูฟังเสียง... รู้ว่ามีเพียงเสียงและผัสสะที่ผ่านไป
ไม่ปล่อยให้ "ฉันทะ" ที่ประกอบด้วยตัณหา เข้าไปถักทอเป็นพันธนาการผูกมัดจิตใจ
เมื่อเข้าใจเช่นนี้แล้ว มนุษย์เราจะสามารถเดินอยู่บนผืนโลกใบนี้ได้อย่างสงบเย็น
เหมือนหยดน้ำบนใบบัว... แม้จะสัมผัสอยู่กับโลก แต่มิได้เปียกปอนไปด้วยความทุกข์ของโลกเลยแม้แต่น้อย.