ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น หลังอิหร่านอ้างโจมตีเรือน้ำมัน



ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น หลังอิหร่านอ้างโจมตีเรือน้ำมัน

ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น หลังอิหร่านอ้างว่าได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ด้านนักเก็งกำไรทุ่มเดิมพันราคาน้ำมัน WTI ของสหรัฐ

ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นในวันศุกร์ (31 ก.ค.69) หลังจากอิหร่านอ้างว่าได้ทำการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำที่กำลังเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส West Texas Intermediate (WTI) ล่วงหน้า ปรับตัวขึ้นมากกว่า 1% ปิดที่ 84.67 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์ Brent ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงระดับสากล ปรับตัวขึ้นมากกว่า 1% เช่นกัน ปิดที่ 90.12 ดอลลาร์

โดยในรอบสัปดาห์ ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงไปมากกว่า 5% หลังจากการเทขายในวันจันทร์เนื่องจากความหวังว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะผ่อนคลายลง


อิหร่านอ้างโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน

กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ระบุว่า ได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันดังกล่าวขณะกำลังพยายามแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซภายใต้การคุ้มกันของกองทัพสหรัฐ ตามรายงานของสื่อรัฐบาล PressTV นอกจากนี้ สื่อของรัฐยังระบุอีกว่า มีเรือบรรทุกน้ำมันอีก 4 ลำที่ต้องหันหลังกลับหลังจากเกิดการโจมตี

อย่างไรก็ตาม องค์กรความมั่นคงทางทะเลของสหรัฐ และอังกฤษ ซึ่งทำหน้าที่เฝ้าระวังการจราจรทางเรือในตะวันออกกลาง ยังไม่ได้ออกมายืนยันเหตุโจมตีดังกล่าว

ไมค์ เวิร์ธ (Mike Wirth) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  ของบริษัท Chevron ให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นบีซี เมื่อวันศุกร์ว่า ภัยคุกคามต่ออุปทานน้ำมันในภูมิภาคได้ขยายวงกว้างเกินกว่าช่องแคบฮอร์มุซแล้ว ในขณะเดียวกัน ปริมาณน้ำมันสำรองทั่วโลกก็กำลังลดลงเรื่อยๆ

กลุ่มฮูตี ในเยเมน ซึ่งเป็นพันธมิตรของอิหร่าน ได้ประกาศปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบียเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในทะเลแดง นอกจากนี้ การโจมตีด้วยโดรนยังส่งผลให้เรือขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) 2 ลำได้รับความเสียหายที่ท่าเรือดาเมียตตา (Damietta) ริมฝั่งเมดิเตอร์เรเนียนของอียิปต์ในสัปดาห์นี้ โดยยังไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างความรับผิดชอบ

"สถานการณ์กำลังตึงเครียด และผมเกรงว่าจะเป็นเช่นนี้ต่อไป" เวิร์ธ กล่าวกับ เบคกี ควิก  ผู้สื่อข่าวซีเอ็นบีซี "เวลาของเรากำลังจะหมดลง ทุกวันที่ผ่านไป สถานการณ์ยิ่งรับมือได้ยากขึ้น"

ดาร์เรน วูดส์ (Darren Woods) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท Exxon ให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นบีซี ว่า ช่องแคบฮอร์มุซจำเป็นต้องเปิดอีกครั้ง เนื่องจากโลกต้องการน้ำมันจากตะวันออกกลางที่ถูกระงับไว้ในภูมิภาคจากสงคราม

"นี่คือเส้นเลือดใหญ่ของการจัดหาพลังงานของโลกที่ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในทุกๆ แห่ง ดังนั้นในที่สุดแล้วน้ำมันเหล่านั้นจะต้องไหลเวียนได้อีกครั้ง" วูดส์ กล่าวกับรายการ "Squawk Box" ของซีเอ็นบีซี "คำถามเดียวในตอนนี้คือ จะใช้เวลานานเท่าใดในการหาข้อยกเว้นหรือทางออก เพื่อให้ช่องแคบเปิดออกและกระบวนการผลิตในตะวันออกกลางกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ"

ทั้งนี้ กำไรของทั้ง Exxon และ Chevron พุ่งสูงขึ้นในไตรมาสที่สองตามราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีเรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตีเพิ่มเติมในทะเลดำสัปดาห์นี้ เนื่องจากยูเครนทำการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานของรัสเซีย การโจมตีดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการส่งออกผ่านท่อส่งน้ำมันแคสเปียน (Caspian Pipeline) ซึ่งคาซัคสถานต้องพึ่งพาในการขนส่งน้ำมันไปยังตลาดโลก


เตือนสมรภูมิรบน้ำมัน 6 จุดกระทบหนัก

แดน เยอร์กิน (Dan Yergin) รองประธาน S&P Global กล่าวว่า อ่าวเปอร์เซีย, ทะเลแดง, ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน, ทะเลดำ, ทะเลบอลติก และทะเลแคสเปียน ได้กลายเป็นสมรภูมิของสงครามน้ำมันไปแล้วทั้งหมด

"ปัญหาใหญ่คือผลิตภัณฑ์น้ำมันแปรรูป" เยอร์กิน กล่าวกับรายการ "Squawk Box" ของซีเอ็นบีซี โดยจากการประเมินของ S&P พบว่ากำลังการกลั่นประมาณ 6 ล้านบาร์เรลต่อวันไม่สามารถใช้งานได้ รัสเซียได้ระงับการส่งออกน้ำมันดีเซลเนื่องจากการโจมตีของยูเครนต่อระบบการกลั่นของตน ขณะที่การส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันจากตะวันออกกลางก็ถูกระงับเนื่องจากการหยุดชะงักของแล่นเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเช่นกัน

"สิ่งนี้กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งหมด" เยอร์กิน กล่าว "มันส่งผลกระทบไปถึงเกษตรกรในบราซิลที่ต้องเผชิญกับราคาน้ำมันดีเซลที่สูงขึ้น นั่นคือจุดที่เกิดความวุ่นวายอยู่ในขณะนี้"


กองทุนเก็งกำไรเพิ่มการเดิมพันฝั่งขาขึ้นในตลาดน้ำมันด้วยอัตราเร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม

ขณะที่สำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า กองทุนเก็งกำไร หรือ เฮดจ์ฟันด์ (Hedge Funds) ได้เพิ่มการเดิมพันในฝั่งขาขึ้นของน้ำมันสหรัฐ ด้วยอัตราเร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม เนื่องจากปัญหาการหยุดชะงักของอุปทานตั้งแต่อิหร่านไปจนถึงทะเลแดงและทะเลดำ หนุนให้ความต้องการน้ำมันดิบของสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง

ข้อมูลรายสัปดาห์จากคณะกรรมการกำกับดูแลการซื้อขายสัญญาสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าของสหรัฐอเมริกา (CFTC) เกี่ยวกับสัญญาซื้อขายล่วงหน้าและออปชัน แสดงให้เห็นว่าผู้จัดการกองทุนได้เพิ่มสถานะซื้อสุทธิ (Net-long positions) ในน้ำมันดิบ West Texas Intermediate ขึ้น 21,402 สัญญา สู่ระดับ 108,307 สัญญา ในสัปดาห์ที่สิ้นสุด ณ วันที่ 28 กรกฎาคม ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งใหญ่ที่สุดในรอบประมาณ 4 เดือน ทำให้กลุ่มนักเก็งกำไรถือครองสถานะมุมมองบวกต่อน้ำมันสหรัฐ สูงที่สุดนับตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน

การเพิ่มขึ้นของการเดิมพันฝั่งขาขึ้น ไม่ได้เกิดจากสงครามอิหร่านเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับแรงหนุนจากการโจมตีครั้งใหม่ของกลุ่มกบฏฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ต่อการขนส่งน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบียผ่านทะเลแดง เส้นทางนี้ได้กลายเป็นทางเลือกที่สำคัญมากขึ้นสำหรับการส่งออกของซาอุดีอาระเบีย เนื่องจากความสับสนวุ่นวายในช่องแคบฮอร์มุซยังคงยืดเยื้อ

นอกจากนี้ การโจมตีครั้งใหม่ต่อเรือบรรทุกน้ำมันที่กำลังบรรทุกน้ำมันดิบ ณ สถานีขนถ่ายของ Caspian Pipeline Consortium บนชายฝั่งทะเลดำของรัสเซีย ซึ่งเป็นช่องทางส่งออกน้ำมันส่วนใหญ่ของคาซัคสถาน ได้ยิ่งเพิ่มความกังวลด้านอุปทานมากขึ้นไปอีก

ความเสี่ยงเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเร่งให้มีการดึงน้ำมันดิบจากสหรัฐ ไปใช้ในต่างประเทศมากขึ้น การส่งออกน้ำมันดิบของสหรัฐ ยังคงอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับสถิติในอดีต โดยบรรดาผู้ค้าคาดการณ์ว่าการขนส่งจะปรับตัวสูงขึ้นอีก เนื่องจากผู้ซื้อในต่างประเทศพยายามหาน้ำมันมาทดแทนอุปทานโลกที่หยุดชะงักไป

ด้านนักเก็งกำไรยังคงรักษาสถานะขาขึ้นในน้ำมันดิบ Brent ไว้ค่อนข้างคงที่ โดยสถานะซื้อสุทธิลดลงเล็กน้อย 6,948 สัญญา มาอยู่ที่ 185,083 สัญญา ตามข้อมูลสัญญาซื้อขายล่วงหน้าและออปชันของตลาด ICE Futures Europe

ตลาดน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงส่งสัญญาณความตึงตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยกระตุ้นการเดิมพันในฝั่งขาขึ้น โดยสถานะซื้อสุทธิในน้ำมันเบนซินของสหรัฐ เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 4 เดือน ขณะที่การเดิมพันฝั่งซื้อเพียงอย่างเดียว (Long-only bets) ในน้ำมันดีเซลของสหรัฐ อยู่ในระดับสูงสุดในรอบเกือบ 5 เดือน  


ที่มา

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่