นิมิตและลำดับของสมาธิ
การเจริญฌาน คือ การอบรมจิตให้สงบ ตั้งมั่น และบริสุทธิ์ผ่องใส เปรียบเหมือนการกรองน้ำที่ขุ่นให้กลับใสสะอาดดังเดิม
ธรรมชาติของน้ำย่อมใสสะอาดอยู่แต่เดิม ที่กลายเป็นน้ำขุ่นก็เพราะมีสิ่งอื่นเข้ามาเจือปนภายหลัง ฉันใด จิตใจก็มีธรรมชาติรู้และผ่องใสอยู่ตามสมควร แต่กลับเศร้าหมองเพราะอุปกิเลสเข้ามาครอบงำ ฉันนั้น
พระพุทธองค์ตรัสว่า
“จิตนี้ผ่องใส แต่เศร้าหมองเพราะอุปกิเลสที่จรมา”
การทำจิตให้สงบและผ่องใสจึงมิใช่การสร้างธรรมชาติใหม่ขึ้นมา หากเป็นการชำระสิ่งเศร้าหมองที่เข้ามาปกคลุมจิต ให้สงบลงชั่วคราวด้วยกำลังของสมาธิ
เครื่องมือที่ใช้ฝึกและชำระจิตเรียกว่า กรรมฐาน ซึ่งตามแนวคัมภีร์จำแนกไว้ ๔๐ ประการ ผู้ปฏิบัติควรเลือกกรรมฐานที่เหมาะกับอุปนิสัย สภาพจิต และกิเลสที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนั้น
บางครั้งอาจใช้กรรมฐานเพียงอย่างเดียวเป็นหลัก บางครั้งอาจใช้อีกบทหนึ่งเข้าช่วยแก้อารมณ์ที่รบกวน เช่น
* ใช้เมตตาภาวนาเมื่อเกิดพยาบาท
* ใช้อสุภกรรมฐานเมื่อกามราคะรุนแรง
* ใช้พุทธานุสติเมื่อจิตหดหู่หรือขาดศรัทธา
* ใช้มรณสติเมื่อเกิดความประมาท
* ใช้อานาปานสติเมื่อจิตฟุ้งซ่านและต้องการความสงบ
กรรมฐานที่นำมาเป็นอารมณ์ของจิต เมื่อฝึกไปตามลำดับจะปรากฏในลักษณะที่ต่างกัน ท่านเรียกว่า นิมิต
คำว่า “นิมิต” ในที่นี้มิได้หมายถึงภาพลึกลับหรือประสบการณ์เหนือธรรมชาติเสมอไป แต่หมายถึงเครื่องหมายหรือสภาวะที่จิตกำหนดรู้ ซึ่งแสดงถึงความก้าวหน้าของสมาธิ
นิมิตในการอบรมจิตแบ่งออกเป็น ๓ ระยะ ได้แก่
๑. บริกรรมนิมิต
๒. อุคคหนิมิต
๓. ปฏิภาคนิมิต
แต่ละระยะสัมพันธ์กับกำลังสมาธิที่ลึกซึ้งขึ้นตามลำดับ
๑. บริกรรมนิมิต
บริกรรมนิมิต คือ อารมณ์กรรมฐานในระยะเริ่มต้น ซึ่งผู้ปฏิบัติกำลังนำมาใช้ฝึกจิต
ตัวอย่างเช่น
* ดวงกสิณที่มองเห็นด้วยตา
* ลมหายใจที่กำลังรู้สึกอยู่
* คำบริกรรม “พุท–โธ”
* พระพุทธคุณที่กำลังระลึกถึง
* อาการของกายที่กำลังพิจารณา
ในระยะนี้ จิตยังไม่ตั้งมั่น อารมณ์กรรมฐานปรากฏได้เพียงชั่วคราว แล้วจิตก็เผลอไปคิดเรื่องอื่น ผู้ปฏิบัติต้องคอยตั้งสติและนำจิตกลับมาเริ่มต้นใหม่อยู่บ่อย ๆ
เปรียบเหมือนการจุดตะเกียงในที่มีลม เปลวไฟติดขึ้นแล้วสั่นไหวหรือดับลง ต้องคอยจุดและป้องกันลมอยู่เสมอ
สมาธิในระยะนี้เรียกว่า ขณิกสมาธิ คือสมาธิที่เกิดขึ้นชั่วขณะ
แม้จะยังไม่มั่นคง แต่ขณิกสมาธิก็มีความสำคัญ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของการฝึกให้จิตรู้จักหยุดจากความฟุ้งซ่าน และกลับมาอยู่กับอารมณ์เดียว
ลักษณะของขณิกสมาธิ
ผู้ปฏิบัติอาจสังเกตได้ว่า
* จิตอยู่กับอารมณ์กรรมฐานได้เป็นช่วงสั้น ๆ
* ยังมีความคิดแทรกอยู่มาก
* เผลอบ่อย แต่เริ่มรู้ตัวเร็วขึ้น
* ความสงบเกิดขึ้นชั่วคราวแล้วหายไป
* ยังต้องอาศัยความพยายามอย่างมากในการประคองจิต
ไม่ควรดูหมิ่นสมาธิระดับนี้ เพราะการฝึกนำจิตกลับมาแต่ละครั้ง คือการเพิ่มกำลังให้สติและสมาธิโดยตรง
๒. อุคคหนิมิต
เมื่อฝึกต่อเนื่อง อารมณ์กรรมฐานจะปรากฏชัดขึ้นและติดอยู่ในใจได้นานกว่าเดิม เรียกว่า อุคคหนิมิต แปลว่า นิมิตที่จิตเรียนรู้หรือยกขึ้นได้
หากเป็นกสิณ ผู้ปฏิบัติอาจหลับตาแล้วระลึกเห็นภาพของดวงกสิณได้ โดยไม่ต้องมองวัตถุจริงตลอดเวลา
หากเป็นอานาปานสติ ลมหายใจหรือจุดสัมผัสของลมหายใจอาจปรากฏชัด ละเอียด และต่อเนื่อง จิตไม่ต้องออกแรงค้นหามากเหมือนระยะแรก
หากเป็นกรรมฐานที่ไม่ใช่รูป เช่น พุทธานุสติหรือเมตตาภาวนา ความหมายและอารมณ์ของกรรมฐานจะตั้งอยู่ในใจอย่างต่อเนื่อง ไม่เลือนหายง่าย
ในระยะนี้ สติและสัมปชัญญะมีกำลังมากขึ้น จิตไม่ตกจากอารมณ์กรรมฐานง่าย และนิวรณ์ถูกกดระงับลงมาก องค์ฌานเริ่มปรากฏ แต่ยังไม่มั่นคงเต็มที่
สมาธิระดับนี้เรียกว่า อุปจารสมาธิ คือสมาธิที่เข้าใกล้ฌาน หรืออยู่ในเขตใกล้เคียงอัปปนาสมาธิ
เปรียบเหมือนผู้เดินทางมาถึงประตูเมืองแล้ว แม้ยังไม่ได้เข้าไปอยู่ภายในเมืองอย่างสมบูรณ์ แต่ก็พ้นจากทางกันดารและเข้าใกล้จุดหมายมากแล้ว
ลักษณะของอุปจารสมาธิ
ผู้ปฏิบัติอาจสังเกตได้ว่า
* จิตอยู่กับอารมณ์กรรมฐานได้นานขึ้น
* ความคิดรบกวนลดลงอย่างชัดเจน
* ปีติ ความสุข และความเบากายเบาใจอาจเกิดขึ้น
* นิวรณ์สงบลงชั่วคราว
* จิตมีความสว่าง ผ่องใส หรือรู้สึกว่าตั้งมั่นมากขึ้น
* อารมณ์กรรมฐานปรากฏชัดโดยไม่ต้องบังคับมาก
อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้มิใช่หลักตัดสินเพียงอย่างเดียว ผู้ปฏิบัติไม่ควรรีบด่วนสำคัญว่าตนได้ฌาน เพราะอุปจารสมาธิยังมีโอกาสเสื่อมและถอยกลับได้ง่ายกว่าอัปปนาสมาธิ
๓. ปฏิภาคนิมิต
เมื่อสมาธิแก่กล้ายิ่งขึ้น อารมณ์กรรมฐานจะปรากฏอย่างบริสุทธิ์ ชัดเจน และละเอียดกว่าวัตถุเดิม เรียกว่า ปฏิภาคนิมิต
คำว่า “ปฏิภาค” หมายถึง สิ่งที่เป็นภาพแทนหรือเครื่องหมายภายในของอารมณ์กรรมฐาน มิใช่วัตถุภายนอกที่ใช้เพ่งในระยะแรก
หากเป็นกสิณ ปฏิภาคนิมิตอาจปรากฏสว่าง สะอาด และเรียบเสมอกว่าวัตถุกสิณจริง ไม่มีรอยตำหนิ สีด่าง หรือความหยาบอย่างวัตถุภายนอก
เปรียบเหมือนภาพสะท้อนในกระจกที่ได้รับการขัดจนใสสะอาด หรือเหมือนพระจันทร์ที่พ้นจากเมฆ
ส่วนกรรมฐานบางประเภทซึ่งมิได้มีรูปเป็นอารมณ์ อาจไม่ปรากฏเป็นภาพให้เห็น แต่จะปรากฏเป็นความชัดเจนและความตั้งมั่นของจิตต่ออารมณ์นั้นโดยตรง
ดังนั้น ไม่ควรเข้าใจว่า ผู้ปฏิบัติทุกคนหรือกรรมฐานทุกชนิดจะต้องเห็นภาพสว่าง รูปทรง หรือสีต่าง ๆ เหมือนกันทั้งหมด ลักษณะของนิมิตย่อมแตกต่างกันตามกรรมฐานและอุปนิสัยของแต่ละบุคคล
เมื่อปฏิภาคนิมิตมั่นคงและองค์ฌานมีกำลังบริบูรณ์ จิตย่อมแนบแน่นอยู่กับอารมณ์ ไม่ซัดส่ายไปสู่อารมณ์อื่น สมาธิระดับนี้เรียกว่า อัปปนาสมาธิ คือสมาธิที่จิตแนบสนิทเข้าสู่อารมณ์
อัปปนาสมาธิจัดเป็นสมาธิระดับฌานโดยแท้
อัปปนาสมาธิ
คำว่า อัปปนา หมายถึง การแนบแน่นหรือการตั้งจิตลงในอารมณ์อย่างเต็มที่
เมื่อจิตเข้าสู่อัปปนาสมาธิ นิวรณ์ทั้ง ๕ ย่อมถูกข่มไว้ องค์ฌานปรากฏมีกำลัง และจิตตั้งมั่นต่อเนื่องโดยไม่ถูกรบกวนจากอารมณ์ภายนอกตามปกติ
ในปฐมฌาน องค์ฌาน ๕ ได้แก่
๑. วิตก
๒. วิจาร
๓. ปีติ
๔. สุข
๕. เอกัคคตา
องค์ฌานเหล่านี้มิได้เกิดขึ้นอย่างกระจัดกระจาย แต่ทำหน้าที่ร่วมกันประคองจิตให้อยู่ในอารมณ์เดียวอย่างแนบแน่น
จิตที่เข้าสู่อัปปนาสมาธิอาจดำรงอยู่ในฌานตามระยะเวลาที่ผู้ปฏิบัติมีกำลังและความชำนาญ เมื่อกำลังฌานสิ้นสุดหรือผู้ปฏิบัติออกจากฌาน จิตจึงกลับมารับรู้อารมณ์ตามปกติ
อย่างไรก็ตาม การออกจากฌานมิใช่การ “ตกสู่อารมณ์ธรรมดา” ด้วยความเสื่อมเสมอไป หากผู้ปฏิบัติมีความชำนาญ ก็สามารถตั้งใจเข้า ตั้งใจอยู่ และตั้งใจออกจากฌานได้ตามสมควร
นิมิตกับสมาธิทั้ง ๓ ระดับ
นิมิตทั้ง ๓ ระยะสัมพันธ์กับสมาธิ ๓ ระดับโดยสรุป ดังนี้
บริกรรมนิมิต
สัมพันธ์กับ ขณิกสมาธิ
อารมณ์กรรมฐานยังไม่มั่นคง จิตตั้งอยู่ได้เพียงชั่วคราวและต้องคอยนำกลับมาใหม่
อุคคหนิมิต
สัมพันธ์กับ อุปจารสมาธิ
อารมณ์กรรมฐานปรากฏชัดและตั้งอยู่ได้นาน จิตเข้าใกล้เขตฌาน นิวรณ์สงบลงมาก
ปฏิภาคนิมิต
เป็นอารมณ์ที่เกื้อกูลต่อ อัปปนาสมาธิ
จิตแนบแน่นอยู่กับอารมณ์ องค์ฌานมีกำลังบริบูรณ์ และเข้าสู่ฌานอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม การแบ่งเช่นนี้เป็นหลักอธิบายตามแนวคัมภีร์กรรมฐาน โดยเฉพาะกรรมฐานประเภทกสิณ มิได้หมายความว่ากรรมฐานทุกชนิดต้องปรากฏนิมิตครบทั้งสามแบบในลักษณะเดียวกัน
กรรมฐานบางประเภทสามารถนำไปสู่อุปจารสมาธิ แต่ไม่ถึงอัปปนาสมาธิ ขณะที่บางประเภทสามารถนำไปสู่อัปปนาฌานได้ จึงควรศึกษาคุณสมบัติของกรรมฐานแต่ละบทให้ชัดเจน
ข้อควรเข้าใจเกี่ยวกับนิมิต
นิมิตเป็นเพียงเครื่องหมายของสมาธิ มิใช่จุดหมายสูงสุดของการปฏิบัติ
ผู้ปฏิบัติอาจพบภาพ แสง สี ความรู้สึกเบา ความชุ่มชื่น หรืออาการแปลกต่าง ๆ ได้ แต่ไม่ควรหลงยินดี หวาดกลัว หรือรีบตีความว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรืออำนาจพิเศษ
ควรพิจารณาว่า
* จิตสงบจากนิวรณ์มากขึ้นหรือไม่
* สติมั่นคงขึ้นหรือไม่
* จิตอยู่กับกรรมฐานได้นานขึ้นหรือไม่
* ความโลภ โกรธ หลง ลดลงหรือไม่
* หลังออกจากสมาธิ จิตมีความอ่อนโยนและสำรวมขึ้นหรือไม่
หากนิมิตเกิดขึ้นแต่ทำให้หลงตื่นเต้น ยึดติด หรือสำคัญตน ก็อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาจิตได้
นิมิตที่เป็นประโยชน์ต้องเกื้อกูลให้จิตสงบ ตั้งมั่น และปราศจากนิวรณ์ มิใช่ทำให้จิตฟุ้งซ่านหรือเกิดความทะนงตน
ผู้เข้าสู่ขั้นฌาน
เมื่อผู้ปฏิบัติอบรมจิตจนบรรลุอัปปนาสมาธิ จิตแนบแน่นอยู่กับอารมณ์กรรมฐาน และองค์ฌานปรากฏบริบูรณ์แล้ว จึงชื่อว่าเข้าสู่ขั้นของฌาน
บุคคลผู้สามารถเข้าสู่และดำรงอยู่ในฌาน เรียกว่า ฌายีบุคคล คือผู้เพ่งหรือผู้มีฌาน
อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงฌานครั้งหนึ่งยังมิได้หมายความว่ามีความชำนาญโดยสมบูรณ์ ผู้ปฏิบัติควรฝึกให้เกิดวสี คือความชำนาญในการ
* นึกถึงฌาน
* เข้าฌาน
* ดำรงฌาน
* ออกจากฌาน
* และพิจารณาองค์ฌาน
เมื่อมีความชำนาญแล้ว จิตจึงสามารถเข้าสู่สมาธิได้รวดเร็ว ตั้งอยู่ได้นาน และออกจากสมาธิได้ตามเวลาที่กำหนด
สมาธิทำให้กิเลสสงบอย่างไร
ฌานและสมาธิสามารถข่มนิวรณ์และกิเลสให้สงบได้ แต่เป็นการสงบด้วยอำนาจที่เรียกว่า วิกขัมภนปหาน คือการละด้วยการข่มไว้
เปรียบเหมือนหินก้อนใหญ่ทับหญ้าไว้ หญ้ายังมีรากอยู่ แต่ไม่สามารถงอกขึ้นมาได้ตราบเท่าที่ก้อนหินยังทับอยู่
เมื่อออกจากสมาธิ หากยังไม่ได้เจริญปัญญาจนถอนรากกิเลส กิเลสก็อาจกลับเกิดขึ้นได้อีก
ดังนั้น สมาธิจึงมีหน้าที่สำคัญในการทำจิตให้สงบ สะอาด และมีกำลัง ส่วนปัญญามีหน้าที่เห็นความจริงของรูปนามตามไตรลักษณ์ และถอนความยึดถือออกจากจิต
สมาธิและปัญญาจึงควรเกื้อกูลกัน
* สมาธิทำให้จิตตั้งมั่น
* ปัญญาทำให้จิตรู้แจ้ง
* สมาธิข่มกิเลส
* ปัญญาละกิเลส
* สมาธิทำให้จิตพร้อมแก่การงาน
* ปัญญานำจิตไปสู่ความหลุดพ้น
สรุป
การเจริญฌาน คือการฝึกจิตให้สงบ ตั้งมั่น และผ่องใส โดยอาศัยกรรมฐานเป็นเครื่องอบรมจิต
เมื่อฝึกไปตามลำดับ อารมณ์กรรมฐานอาจปรากฏในรูปของนิมิต ๓ ระยะ ได้แก่
* บริกรรมนิมิต อารมณ์กรรมฐานในระยะเริ่มต้น สัมพันธ์กับขณิกสมาธิ
* อุคคหนิมิต อารมณ์กรรมฐานที่ติดอยู่ในใจและชัดเจนขึ้น สัมพันธ์กับอุปจารสมาธิ
* ปฏิภาคนิมิต อารมณ์ภายในที่บริสุทธิ์และละเอียด เกื้อกูลต่ออัปปนาสมาธิ
เมื่อจิตเข้าสู่อัปปนาสมาธิ องค์ฌานย่อมปรากฏบริบูรณ์ จิตแนบแน่นอยู่กับอารมณ์ และผู้ปฏิบัติจึงชื่อว่าเข้าสู่ขั้นของฌาน
แต่นิมิตและฌานมิใช่จุดหมายสุดท้าย หากเป็นเครื่องฝึกจิตให้สงบ มีกำลัง และพร้อมสำหรับการเจริญปัญญา
ผู้ปฏิบัติจึงไม่ควรติดอยู่เพียงความสุข ความสงบ หรือภาพนิมิต แต่ควรใช้จิตที่ตั้งมั่นนั้นพิจารณาความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความไม่ใช่ตัวตน เพื่อก้าวจากความสงบไปสู่ความรู้แจ้งและความหลุดพ้นต่อไป
นิมิตและลำดับของสมาธิ
การเจริญฌาน คือ การอบรมจิตให้สงบ ตั้งมั่น และบริสุทธิ์ผ่องใส เปรียบเหมือนการกรองน้ำที่ขุ่นให้กลับใสสะอาดดังเดิม
ธรรมชาติของน้ำย่อมใสสะอาดอยู่แต่เดิม ที่กลายเป็นน้ำขุ่นก็เพราะมีสิ่งอื่นเข้ามาเจือปนภายหลัง ฉันใด จิตใจก็มีธรรมชาติรู้และผ่องใสอยู่ตามสมควร แต่กลับเศร้าหมองเพราะอุปกิเลสเข้ามาครอบงำ ฉันนั้น
พระพุทธองค์ตรัสว่า
“จิตนี้ผ่องใส แต่เศร้าหมองเพราะอุปกิเลสที่จรมา”
การทำจิตให้สงบและผ่องใสจึงมิใช่การสร้างธรรมชาติใหม่ขึ้นมา หากเป็นการชำระสิ่งเศร้าหมองที่เข้ามาปกคลุมจิต ให้สงบลงชั่วคราวด้วยกำลังของสมาธิ
เครื่องมือที่ใช้ฝึกและชำระจิตเรียกว่า กรรมฐาน ซึ่งตามแนวคัมภีร์จำแนกไว้ ๔๐ ประการ ผู้ปฏิบัติควรเลือกกรรมฐานที่เหมาะกับอุปนิสัย สภาพจิต และกิเลสที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนั้น
บางครั้งอาจใช้กรรมฐานเพียงอย่างเดียวเป็นหลัก บางครั้งอาจใช้อีกบทหนึ่งเข้าช่วยแก้อารมณ์ที่รบกวน เช่น
* ใช้เมตตาภาวนาเมื่อเกิดพยาบาท
* ใช้อสุภกรรมฐานเมื่อกามราคะรุนแรง
* ใช้พุทธานุสติเมื่อจิตหดหู่หรือขาดศรัทธา
* ใช้มรณสติเมื่อเกิดความประมาท
* ใช้อานาปานสติเมื่อจิตฟุ้งซ่านและต้องการความสงบ
กรรมฐานที่นำมาเป็นอารมณ์ของจิต เมื่อฝึกไปตามลำดับจะปรากฏในลักษณะที่ต่างกัน ท่านเรียกว่า นิมิต
คำว่า “นิมิต” ในที่นี้มิได้หมายถึงภาพลึกลับหรือประสบการณ์เหนือธรรมชาติเสมอไป แต่หมายถึงเครื่องหมายหรือสภาวะที่จิตกำหนดรู้ ซึ่งแสดงถึงความก้าวหน้าของสมาธิ
นิมิตในการอบรมจิตแบ่งออกเป็น ๓ ระยะ ได้แก่
๑. บริกรรมนิมิต
๒. อุคคหนิมิต
๓. ปฏิภาคนิมิต
แต่ละระยะสัมพันธ์กับกำลังสมาธิที่ลึกซึ้งขึ้นตามลำดับ
๑. บริกรรมนิมิต
บริกรรมนิมิต คือ อารมณ์กรรมฐานในระยะเริ่มต้น ซึ่งผู้ปฏิบัติกำลังนำมาใช้ฝึกจิต
ตัวอย่างเช่น
* ดวงกสิณที่มองเห็นด้วยตา
* ลมหายใจที่กำลังรู้สึกอยู่
* คำบริกรรม “พุท–โธ”
* พระพุทธคุณที่กำลังระลึกถึง
* อาการของกายที่กำลังพิจารณา
ในระยะนี้ จิตยังไม่ตั้งมั่น อารมณ์กรรมฐานปรากฏได้เพียงชั่วคราว แล้วจิตก็เผลอไปคิดเรื่องอื่น ผู้ปฏิบัติต้องคอยตั้งสติและนำจิตกลับมาเริ่มต้นใหม่อยู่บ่อย ๆ
เปรียบเหมือนการจุดตะเกียงในที่มีลม เปลวไฟติดขึ้นแล้วสั่นไหวหรือดับลง ต้องคอยจุดและป้องกันลมอยู่เสมอ
สมาธิในระยะนี้เรียกว่า ขณิกสมาธิ คือสมาธิที่เกิดขึ้นชั่วขณะ
แม้จะยังไม่มั่นคง แต่ขณิกสมาธิก็มีความสำคัญ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของการฝึกให้จิตรู้จักหยุดจากความฟุ้งซ่าน และกลับมาอยู่กับอารมณ์เดียว
ลักษณะของขณิกสมาธิ
ผู้ปฏิบัติอาจสังเกตได้ว่า
* จิตอยู่กับอารมณ์กรรมฐานได้เป็นช่วงสั้น ๆ
* ยังมีความคิดแทรกอยู่มาก
* เผลอบ่อย แต่เริ่มรู้ตัวเร็วขึ้น
* ความสงบเกิดขึ้นชั่วคราวแล้วหายไป
* ยังต้องอาศัยความพยายามอย่างมากในการประคองจิต
ไม่ควรดูหมิ่นสมาธิระดับนี้ เพราะการฝึกนำจิตกลับมาแต่ละครั้ง คือการเพิ่มกำลังให้สติและสมาธิโดยตรง
๒. อุคคหนิมิต
เมื่อฝึกต่อเนื่อง อารมณ์กรรมฐานจะปรากฏชัดขึ้นและติดอยู่ในใจได้นานกว่าเดิม เรียกว่า อุคคหนิมิต แปลว่า นิมิตที่จิตเรียนรู้หรือยกขึ้นได้
หากเป็นกสิณ ผู้ปฏิบัติอาจหลับตาแล้วระลึกเห็นภาพของดวงกสิณได้ โดยไม่ต้องมองวัตถุจริงตลอดเวลา
หากเป็นอานาปานสติ ลมหายใจหรือจุดสัมผัสของลมหายใจอาจปรากฏชัด ละเอียด และต่อเนื่อง จิตไม่ต้องออกแรงค้นหามากเหมือนระยะแรก
หากเป็นกรรมฐานที่ไม่ใช่รูป เช่น พุทธานุสติหรือเมตตาภาวนา ความหมายและอารมณ์ของกรรมฐานจะตั้งอยู่ในใจอย่างต่อเนื่อง ไม่เลือนหายง่าย
ในระยะนี้ สติและสัมปชัญญะมีกำลังมากขึ้น จิตไม่ตกจากอารมณ์กรรมฐานง่าย และนิวรณ์ถูกกดระงับลงมาก องค์ฌานเริ่มปรากฏ แต่ยังไม่มั่นคงเต็มที่
สมาธิระดับนี้เรียกว่า อุปจารสมาธิ คือสมาธิที่เข้าใกล้ฌาน หรืออยู่ในเขตใกล้เคียงอัปปนาสมาธิ
เปรียบเหมือนผู้เดินทางมาถึงประตูเมืองแล้ว แม้ยังไม่ได้เข้าไปอยู่ภายในเมืองอย่างสมบูรณ์ แต่ก็พ้นจากทางกันดารและเข้าใกล้จุดหมายมากแล้ว
ลักษณะของอุปจารสมาธิ
ผู้ปฏิบัติอาจสังเกตได้ว่า
* จิตอยู่กับอารมณ์กรรมฐานได้นานขึ้น
* ความคิดรบกวนลดลงอย่างชัดเจน
* ปีติ ความสุข และความเบากายเบาใจอาจเกิดขึ้น
* นิวรณ์สงบลงชั่วคราว
* จิตมีความสว่าง ผ่องใส หรือรู้สึกว่าตั้งมั่นมากขึ้น
* อารมณ์กรรมฐานปรากฏชัดโดยไม่ต้องบังคับมาก
อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้มิใช่หลักตัดสินเพียงอย่างเดียว ผู้ปฏิบัติไม่ควรรีบด่วนสำคัญว่าตนได้ฌาน เพราะอุปจารสมาธิยังมีโอกาสเสื่อมและถอยกลับได้ง่ายกว่าอัปปนาสมาธิ
๓. ปฏิภาคนิมิต
เมื่อสมาธิแก่กล้ายิ่งขึ้น อารมณ์กรรมฐานจะปรากฏอย่างบริสุทธิ์ ชัดเจน และละเอียดกว่าวัตถุเดิม เรียกว่า ปฏิภาคนิมิต
คำว่า “ปฏิภาค” หมายถึง สิ่งที่เป็นภาพแทนหรือเครื่องหมายภายในของอารมณ์กรรมฐาน มิใช่วัตถุภายนอกที่ใช้เพ่งในระยะแรก
หากเป็นกสิณ ปฏิภาคนิมิตอาจปรากฏสว่าง สะอาด และเรียบเสมอกว่าวัตถุกสิณจริง ไม่มีรอยตำหนิ สีด่าง หรือความหยาบอย่างวัตถุภายนอก
เปรียบเหมือนภาพสะท้อนในกระจกที่ได้รับการขัดจนใสสะอาด หรือเหมือนพระจันทร์ที่พ้นจากเมฆ
ส่วนกรรมฐานบางประเภทซึ่งมิได้มีรูปเป็นอารมณ์ อาจไม่ปรากฏเป็นภาพให้เห็น แต่จะปรากฏเป็นความชัดเจนและความตั้งมั่นของจิตต่ออารมณ์นั้นโดยตรง
ดังนั้น ไม่ควรเข้าใจว่า ผู้ปฏิบัติทุกคนหรือกรรมฐานทุกชนิดจะต้องเห็นภาพสว่าง รูปทรง หรือสีต่าง ๆ เหมือนกันทั้งหมด ลักษณะของนิมิตย่อมแตกต่างกันตามกรรมฐานและอุปนิสัยของแต่ละบุคคล
เมื่อปฏิภาคนิมิตมั่นคงและองค์ฌานมีกำลังบริบูรณ์ จิตย่อมแนบแน่นอยู่กับอารมณ์ ไม่ซัดส่ายไปสู่อารมณ์อื่น สมาธิระดับนี้เรียกว่า อัปปนาสมาธิ คือสมาธิที่จิตแนบสนิทเข้าสู่อารมณ์
อัปปนาสมาธิจัดเป็นสมาธิระดับฌานโดยแท้
อัปปนาสมาธิ
คำว่า อัปปนา หมายถึง การแนบแน่นหรือการตั้งจิตลงในอารมณ์อย่างเต็มที่
เมื่อจิตเข้าสู่อัปปนาสมาธิ นิวรณ์ทั้ง ๕ ย่อมถูกข่มไว้ องค์ฌานปรากฏมีกำลัง และจิตตั้งมั่นต่อเนื่องโดยไม่ถูกรบกวนจากอารมณ์ภายนอกตามปกติ
ในปฐมฌาน องค์ฌาน ๕ ได้แก่
๑. วิตก
๒. วิจาร
๓. ปีติ
๔. สุข
๕. เอกัคคตา
องค์ฌานเหล่านี้มิได้เกิดขึ้นอย่างกระจัดกระจาย แต่ทำหน้าที่ร่วมกันประคองจิตให้อยู่ในอารมณ์เดียวอย่างแนบแน่น
จิตที่เข้าสู่อัปปนาสมาธิอาจดำรงอยู่ในฌานตามระยะเวลาที่ผู้ปฏิบัติมีกำลังและความชำนาญ เมื่อกำลังฌานสิ้นสุดหรือผู้ปฏิบัติออกจากฌาน จิตจึงกลับมารับรู้อารมณ์ตามปกติ
อย่างไรก็ตาม การออกจากฌานมิใช่การ “ตกสู่อารมณ์ธรรมดา” ด้วยความเสื่อมเสมอไป หากผู้ปฏิบัติมีความชำนาญ ก็สามารถตั้งใจเข้า ตั้งใจอยู่ และตั้งใจออกจากฌานได้ตามสมควร
นิมิตกับสมาธิทั้ง ๓ ระดับ
นิมิตทั้ง ๓ ระยะสัมพันธ์กับสมาธิ ๓ ระดับโดยสรุป ดังนี้
บริกรรมนิมิต
สัมพันธ์กับ ขณิกสมาธิ
อารมณ์กรรมฐานยังไม่มั่นคง จิตตั้งอยู่ได้เพียงชั่วคราวและต้องคอยนำกลับมาใหม่
อุคคหนิมิต
สัมพันธ์กับ อุปจารสมาธิ
อารมณ์กรรมฐานปรากฏชัดและตั้งอยู่ได้นาน จิตเข้าใกล้เขตฌาน นิวรณ์สงบลงมาก
ปฏิภาคนิมิต
เป็นอารมณ์ที่เกื้อกูลต่อ อัปปนาสมาธิ
จิตแนบแน่นอยู่กับอารมณ์ องค์ฌานมีกำลังบริบูรณ์ และเข้าสู่ฌานอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม การแบ่งเช่นนี้เป็นหลักอธิบายตามแนวคัมภีร์กรรมฐาน โดยเฉพาะกรรมฐานประเภทกสิณ มิได้หมายความว่ากรรมฐานทุกชนิดต้องปรากฏนิมิตครบทั้งสามแบบในลักษณะเดียวกัน
กรรมฐานบางประเภทสามารถนำไปสู่อุปจารสมาธิ แต่ไม่ถึงอัปปนาสมาธิ ขณะที่บางประเภทสามารถนำไปสู่อัปปนาฌานได้ จึงควรศึกษาคุณสมบัติของกรรมฐานแต่ละบทให้ชัดเจน
ข้อควรเข้าใจเกี่ยวกับนิมิต
นิมิตเป็นเพียงเครื่องหมายของสมาธิ มิใช่จุดหมายสูงสุดของการปฏิบัติ
ผู้ปฏิบัติอาจพบภาพ แสง สี ความรู้สึกเบา ความชุ่มชื่น หรืออาการแปลกต่าง ๆ ได้ แต่ไม่ควรหลงยินดี หวาดกลัว หรือรีบตีความว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรืออำนาจพิเศษ
ควรพิจารณาว่า
* จิตสงบจากนิวรณ์มากขึ้นหรือไม่
* สติมั่นคงขึ้นหรือไม่
* จิตอยู่กับกรรมฐานได้นานขึ้นหรือไม่
* ความโลภ โกรธ หลง ลดลงหรือไม่
* หลังออกจากสมาธิ จิตมีความอ่อนโยนและสำรวมขึ้นหรือไม่
หากนิมิตเกิดขึ้นแต่ทำให้หลงตื่นเต้น ยึดติด หรือสำคัญตน ก็อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาจิตได้
นิมิตที่เป็นประโยชน์ต้องเกื้อกูลให้จิตสงบ ตั้งมั่น และปราศจากนิวรณ์ มิใช่ทำให้จิตฟุ้งซ่านหรือเกิดความทะนงตน
ผู้เข้าสู่ขั้นฌาน
เมื่อผู้ปฏิบัติอบรมจิตจนบรรลุอัปปนาสมาธิ จิตแนบแน่นอยู่กับอารมณ์กรรมฐาน และองค์ฌานปรากฏบริบูรณ์แล้ว จึงชื่อว่าเข้าสู่ขั้นของฌาน
บุคคลผู้สามารถเข้าสู่และดำรงอยู่ในฌาน เรียกว่า ฌายีบุคคล คือผู้เพ่งหรือผู้มีฌาน
อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงฌานครั้งหนึ่งยังมิได้หมายความว่ามีความชำนาญโดยสมบูรณ์ ผู้ปฏิบัติควรฝึกให้เกิดวสี คือความชำนาญในการ
* นึกถึงฌาน
* เข้าฌาน
* ดำรงฌาน
* ออกจากฌาน
* และพิจารณาองค์ฌาน
เมื่อมีความชำนาญแล้ว จิตจึงสามารถเข้าสู่สมาธิได้รวดเร็ว ตั้งอยู่ได้นาน และออกจากสมาธิได้ตามเวลาที่กำหนด
สมาธิทำให้กิเลสสงบอย่างไร
ฌานและสมาธิสามารถข่มนิวรณ์และกิเลสให้สงบได้ แต่เป็นการสงบด้วยอำนาจที่เรียกว่า วิกขัมภนปหาน คือการละด้วยการข่มไว้
เปรียบเหมือนหินก้อนใหญ่ทับหญ้าไว้ หญ้ายังมีรากอยู่ แต่ไม่สามารถงอกขึ้นมาได้ตราบเท่าที่ก้อนหินยังทับอยู่
เมื่อออกจากสมาธิ หากยังไม่ได้เจริญปัญญาจนถอนรากกิเลส กิเลสก็อาจกลับเกิดขึ้นได้อีก
ดังนั้น สมาธิจึงมีหน้าที่สำคัญในการทำจิตให้สงบ สะอาด และมีกำลัง ส่วนปัญญามีหน้าที่เห็นความจริงของรูปนามตามไตรลักษณ์ และถอนความยึดถือออกจากจิต
สมาธิและปัญญาจึงควรเกื้อกูลกัน
* สมาธิทำให้จิตตั้งมั่น
* ปัญญาทำให้จิตรู้แจ้ง
* สมาธิข่มกิเลส
* ปัญญาละกิเลส
* สมาธิทำให้จิตพร้อมแก่การงาน
* ปัญญานำจิตไปสู่ความหลุดพ้น
สรุป
การเจริญฌาน คือการฝึกจิตให้สงบ ตั้งมั่น และผ่องใส โดยอาศัยกรรมฐานเป็นเครื่องอบรมจิต
เมื่อฝึกไปตามลำดับ อารมณ์กรรมฐานอาจปรากฏในรูปของนิมิต ๓ ระยะ ได้แก่
* บริกรรมนิมิต อารมณ์กรรมฐานในระยะเริ่มต้น สัมพันธ์กับขณิกสมาธิ
* อุคคหนิมิต อารมณ์กรรมฐานที่ติดอยู่ในใจและชัดเจนขึ้น สัมพันธ์กับอุปจารสมาธิ
* ปฏิภาคนิมิต อารมณ์ภายในที่บริสุทธิ์และละเอียด เกื้อกูลต่ออัปปนาสมาธิ
เมื่อจิตเข้าสู่อัปปนาสมาธิ องค์ฌานย่อมปรากฏบริบูรณ์ จิตแนบแน่นอยู่กับอารมณ์ และผู้ปฏิบัติจึงชื่อว่าเข้าสู่ขั้นของฌาน
แต่นิมิตและฌานมิใช่จุดหมายสุดท้าย หากเป็นเครื่องฝึกจิตให้สงบ มีกำลัง และพร้อมสำหรับการเจริญปัญญา
ผู้ปฏิบัติจึงไม่ควรติดอยู่เพียงความสุข ความสงบ หรือภาพนิมิต แต่ควรใช้จิตที่ตั้งมั่นนั้นพิจารณาความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความไม่ใช่ตัวตน เพื่อก้าวจากความสงบไปสู่ความรู้แจ้งและความหลุดพ้นต่อไป