สอบถามเรื่อง การไปแลกเปลี่ยน และทุนแลกเปลี่ยน

เคยทราบมาว่า “การเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน สามารถเป็นได้แค่ครั้งเดียว ถ้าเคยไปแลกเปลี่ยน ไม่ว่าไปกับโครงการไหนประเทศไหนแล้ว จะไม่สามารถมาสมัครอีกครั้งได้” ค่ะ เลยเกิดข้อสงสัยว่า

1. การไปแลกเปลี่ยนระยะสั้น(หลักสัปดาห์/เดือน) กับระยะยาว(1ปี) จะถือว่านับเป็น 1 ครั้ง เท่ากันไหมคะ (เพราะดูจากการความยากง่ายของโครงการนึงแล้ว ระยะสั้นจะสอบแค่สัมภาษณ์รอบเดียว ส่วนระยาวต้องมีการไปสอบรอบนึง และสอบสัมภาษณ์อีกครั้งนึง ซึ่งดูจริงจังกว่ามาก)

2. มีการแยกระหว่างทุนที่เป็นของรัฐกับไม่ใช่รัฐไหมคะ เช่น หากเคยไปแลกเปลี่ยนกับโครงการนึงแล้ว จะยังสมัคร odos ที่เป็นของรัฐได้ไหมคะ

3. อยากรู้จักทุนแลกเปลี่ยนมากขึ้นค่ะ ปัจจุบันอยู่ม.4 โรงเรียนไม่ค่อยมีประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับทุนพวกนี้เลย ที่ทราบมาก็เคยทราบจากม.ต้นที่รร.เก่า
อยากทราบว่ามีโครงการไหน ที่มีทุนให้บ้างคะ (เคยเห็นบางโครงการผ่านตามา ดูมีการแข่งขันพอสมควร แต่ยังต้องออกเองเป็นจำนวนเยอะประมาณนึงด้วย เลยยังไม่กล้าสมัครค่ะ)
แก้ไขข้อความเมื่อ

คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 7
แลกเปลี่ยนมีหลายแบบค่ะ เราต้องดูเงื่อนไขของที่นั้นๆ แต่ทั่วไปถ้าเราเคยไปของโครงการ A แล้ว มักจะสอบเพื่อขอโครงการ A ซ้ำอีกไม่ได้ แต่สามารถไปโครงการ B C D ได้ปกตินะคะ กรณีที่เคยได้ทุนแล้วไปแลกเปลี่ยนเสร็จแล้วนะ ถ้าแค่สอบเฉยๆ ยังไม่ไปเราสอบซ้ำกี่รอบก็ได้ ที่เหลือขอแยกเป็นประเด็นๆ

1.เราอยู่ชั้นม.4 ไประยะสั้น หรือระยะยาว ถ้าไป 2 ครั้งทั้ง 2 แบบก็นับว่า 2 ครั้ง มันคนละโครงการกันเราไปได้ทีละอัน ถ้าไปแลกเปลี่ยนช่วงมัธยมแนะนำเป็นไปโครงการเดียวจะดีกว่าค่ะ ให้ดีไปแบบยาว 1 ปี หรืออย่างน้อยสัก 1 เทอมก็ได้ ที่ไปเรียนร่วมกับเด็กที่นู้นเลย ไม่ใช่แค่แลกเปลี่ยนเหมือนไปสำรวจไปเที่ยว เราจะได้ประสบการณ์ครบจริงๆ เพราะได้เรียนเหมือนที่เด็กต่างชาติเรียนค่ะ ถ้ากลับมาเรียนไทยต่อจะมีทั้งแบบที่โอนหน่วยกิตไม่ต้องซ้ำชั้นที่เราขาด กับซ้ำชั้นที่เราขาดไป เช่น ไปแลกเปลี่ยนตอนม.5 ก็ต้องกลับมาเรียนม.5ที่ไทยอีกรอบ จะจบช้ากว่าเพื่อน 1 ปี แต่ส่วนตัวต่อให้จบช้าก็คุ้มนะ ถ้าได้ไปเรียนแลกเปลี่ยนแต่เด็ก

2.เดี่ยวนี้โครงการมีเยอะมากค่ะ ทั้งรัฐไม่รัฐ แต่คิดว่าไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สำคัญคือเราต้องดูเงื่อนไขแต่ละโครงการเพราะมันไม่เหมือนกัน สมัครสอบอะไรไปตามแต่ละโครงการได้เลยค่ะ ค่าสมัครสอบเดี่ยวนี้ก็ไม่ได้แพงมาก ลองสอบได้

3.ข้อมูลทางออนไลน์มีเยอะเราไม่ต้องกังวล ลองหาข้อมูลตามเพจเด็กเเลกเปลี่ยนต่างๆ ส่วนใหญ่ทางโครงการจะคอยแนะนำและดูแลเราให้อยู่แล้ว ยิ่งฝั่งเอกชนจะดูแลดีเพราะเขาต้องการเด็กและมีคนแสตนบาย โครงการเเลกเปลี่ยนดังๆก็อย่างเช่น AFS YES GoUni Bewise บลาๆๆ เยอะมาก ยิ่งดังหรือทุนเยอะการแข่งขันก็ยิ่งสูง ถ้าเอาการเเข่งขันไม่สูงแนะนำให้ลองพวกโครงการแลกเปลี่ยนที่พึ่งเปิดใหม่หรือโครงการที่ไม่ดังมาก เพราะคนสอบจะน้อย แต่ก็ต้องเลือกที่น่าเชื่อถือนะ อย่างล่าสุดเห็นมีโครงการใหม่ของทาง Set Exchange พึ่งเปิด เรารู้จักกับพี่ที่ทำงานที่นั้น เขาก็ส่งเด็กไปต่างประเทศหลายคนละ แค่พึ่งมาแยกโครงการใหม่ เผื่อว่าเราจะลองดูที่แข่งขันไม่สูง ที่นี้ก็น่าสนใจ

4.เพิ่มเติมให้ ทุนมักจะลดหลั่นลงมาตามคะแนนสอบเรา สอบได้เยอะลำดับสูงก็ยิ่งได้ทุนสูง แต่ใดๆเราก็ต้องมีเงินเผื่อสำหรับใช้จ่ายอยู่กิน คำว่า 100% ไม่มีจริง ยังไงเราก็ต้องออกสักบาทไม่มากก็น้อย คือเขาก็ให้ทุนเรา 100% จริงๆ อย่างน้อยค่าโครงการไม่ต้องจ่ายละ แต่หลายคนชอบคิดว่าทุน 100% จะไม่ต้องจ่ายอะไรเลยแม้แต่ค่ากิน ค่าอยู่ ค่าใช้จ่าย ค่าทุกอย่างจุกจิก ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ อย่างน้อยก็ค่าครีมเวลาไปอยู่ที่นู้นเราก็ต้องออกเองบ้างแหละ ซึ่งราคาไม่เหมือนไทยหรอก คิดว่าน่าจะพอจะนึกภาพออก ค่าใบรับรองแพทย์นู้นนี้อีก แต่ทุนเดี่ยวนี้มีเยอะ บางทีให้หลายเเสน ซึ่งก็ประหยัดไปได้มากๆแล้ว ทุน 100% นี้การแข่งขันสูงลิ่ว ได้ทุนสมทบสักแสนก็เก่งมากๆแล้วค่ะ เช็คราคาที่ต้องจ่ายแล้วพิจารณาดูก่อนว่าโอเคไหม

ใดๆ พี่ว่าถ้าเรามีความฝัน สอบไปเลยค่ะ ค่าสมัครเดี่ยวนี้ไม่แพง อย่างน้อยเราได้ลองทำไม่ต้องมานั่งติดค้างในใจทีหลัง แถมได้ฝึกภาษาด้วย ได้ลองชาเล้นตัวเองดูว่าเราอยู่ระดับไหน ถ้าสอบได้ทุนแล้วเช็คค่าใช้จ่ายหลังหักทุนแล้วเราไม่ไหวค่อยถอยออกมายังทันไม่น่าเกลียดค่ะ มันมีช่วงเวลาที่เราต้องเลือกว่าจะยืนยันรับสิทธิ์ไหมหรือไม่รับอยู่แล้ว อย่างน้อยถ้าวันนี้เรายังไม่พร้อมจะไป วันข้างหน้าความพยามของเรา ความรู้ทางภาษา ประสบการณ์ที่น้องไปสอบ มันจะบ่มเพาะน้องให้เก่งขึ้นแน่นอนค่ะ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่