แผลลึก Carry Trade: วงจรขนเงินออกจากญี่ปุ่น ที่กำลังส่งแรงสะเทือนไปทั่วโลก



ช่วงที่ผ่านมา หลายคนอาจจะได้ยินข่าวว่า "เงินเยนอ่อนค่าหนักที่สุดในรอบ 40 ปี" จนธนาคารกลางญี่ปุ่นต้องออกมากว้านซื้อเงินเยนคืนครั้งใหญ่ ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องภายในประเทศของญี่ปุ่นใช่ไหมครับ?
แต่เบื้องหลังเรื่องนี้กลับกลายเป็น "เกมการเงินระดับโลก" ที่ส่งผลกระทบไปถึงกระเป๋าสตางค์ของรัฐบาลสหรัฐฯ แบบเต็มๆ ชนิดที่วอชิงตันต้องนั่งไม่ติดเก้าอี้

ผมจะเล่าให้ฟังแบบง่ายที่สุด ให้เห็นภาพชัดๆ โดยไม่ต้องเปิดตำราเศรษฐศาสตร์ครับ

1. ต้นเหตุ: เงินเยนกลายเป็นของที่ไม่มีใครอยากถือ
ลองจินตนาการว่า มีธนาคารสองแห่ง
• ธนาคารอเมริกา ให้ดอกเบี้ยฝากเงินสูงมาก (เช่น 5%)
• ธนาคารญี่ปุ่น ให้ดอกเบี้ยแทบจะ 0%
ถ้าเป็นคุณ คุณจะเอาเงินไปฝากไว้ที่ไหนครับ? แน่นอนว่าเกือบทุกคนก็ต้องอยากเอาเงินไปฝากที่อเมริกา ผลที่ตามมาคือ นักลงทุนทั่วโลกพากันขนเงินเยนไปแลกเป็นเงินดอลลาร์ เพื่อเอาไปฝากกินดอกเบี้ยแพงๆ ในอเมริกา
พฤติกรรมนี้เรียกว่า Carry Trade หรืออธิบายง่ายๆ คือ "ยืมเงินดอกเบี้ยถูกๆ จากญี่ปุ่น ไปปล่อยกู้กินดอกเบี้ยแพงๆ ในอเมริกา" เมื่อคนแห่ขายเงินเยนทิ้งเพื่อไปซื้อดอลลาร์ เงินเยนเลยราคาตกวูบลงเรื่อยๆ จนอ่อนค่าลงหนักที่สุดในรอบ 40 ปี

2. ญี่ปุ่นสู้กลับ: อยากดันราคาเยนขึ้น แต่ดันไม่มีเครื่องพิมพ์ดอลลาร์
พอเงินเยนอ่อนค่าหนัก ของนำเข้าในญี่ปุ่นก็แพงขึ้น รัฐบาลญี่ปุ่นเลยยอมไม่ได้ ต้องเข้ามา "อุ้มเงินเยน"
กลไกการอุ้มราคาไม่มีอะไรซับซ้อนครับ อยากให้เงินเยนแพงขึ้น ญี่ปุ่นก็แค่ออกไป "กว้านซื้อเงินเยนกลับคืนมา" ในตลาด แต่ปัญหาคือ การจะซื้อเงินเยนได้ คุณต้องเอา "เงินดอลลาร์" ไปแลกซื้อ
คำถามคือ ญี่ปุ่นเอาเงินดอลลาร์มหาศาลมาจากไหน ในเมื่อตัวเองพิมพ์เงินดอลลาร์เองไม่ได้?
คำตอบคือ ญี่ปุ่นต้องขนเอา "กระปุกออมสิน" ที่เก็บสะสมไว้มาเทขายครับ ซึ่งกระปุกออมสินก้อนใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นก็คือ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (อธิบายง่ายๆ มันคือ "ใบสัญญายืมเงิน" ที่รัฐบาลอเมริกาติดหนี้ญี่ปุ่นไว้) ญี่ปุ่นถือใบหนี้นี้ไว้เยอะที่สุดในโลก เรียกว่าเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของอเมริกาเลยก็ว่าได้

3. ผลกระทบ: โดนตบหัวที่โตเกียว แต่ไปเจ็บที่วอชิงตัน
พอญี่ปุ่นจำเป็นต้องใช้เงินดอลลาร์ด่วนๆ เพื่อเอาไปอุ้มเงินเยน สิ่งที่ญี่ปุ่นทำคือ "กว้านเอาพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เทขายลงตลาดแบบมหาศาล"
และนี่คือจุดที่ส่งแรงกระเทือนไปถึงอเมริกาครับ
1. เมื่อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ถูกเทขายออกมาล้นตลาด (อุปทานเกิน) ราคาของมันก็ร่วงลงทันที
2. เมื่อราคาพันธบัตรร่วง สิ่งที่พุ่งสวนทางขึ้นไปทันทีคือ "อัตราผลตอบแทน" (Yield) หรือดอกเบี้ยที่รัฐบาลอเมริกาต้องจ่าย
3. พูดง่ายๆ คือ พอไม่มีใครอยากซื้อใบหนี้ของอเมริกา รัฐบาลอเมริกาก็ต้องยอม "จ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้น" เพื่อจูงใจให้คนยอมมาซื้อ
ผลลัพธ์คือ รัฐบาลอเมริกามีต้นทุนการกู้ยืมและภาระหนี้สินพุ่งสูงขึ้นทันที เพียงเพราะญี่ปุ่นจำเป็นต้องเทขายหนี้อเมริกาเพื่อเอาเงินสดมาอุ้มบ้านตัวเอง

4. ทำไมวิธีนี้ถึงแก้ปัญหาได้แค่ "ซื้อเวลา"?
การที่ญี่ปุ่นเอาเงินสำรองมาอุ้มเงินเยนด้วยวิธีนี้ เหมือนกับการใช้ถังน้ำเล็กๆ คอยตักน้ำออกจากเรือที่กำลังมีรูรั่วครับ
ตราบใดที่ ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย ระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นยังห่างกันเยอะเหมือนเดิม นักลงทุนก็ยังมองว่า "การขายเงินเยนไปถือดอลลาร์" คุ้มค่าอยู่ดี แรงกดดันที่ทำให้เงินเยนอ่อนค่าก็ยังคงอยู่ไม่หายไปไหน
การแทรกแซงตลาดเงินด้วยการขายพันธบัตรอเมริกา จึงเป็นเพียงมาตรการชะลอความผันผวนชั่วคราว เพื่อซื้อเวลาเท่านั้น จนกว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเริ่มลดดอกเบี้ยลง หรือธนาคารกลางญี่ปุ่นจะยอมขึ้นดอกเบี้ยตาม เพื่อให้ช่องว่างดอกเบี้ยแคบลงจริงๆ เงินเยนถึงจะกลับมาเสถียรได้อย่างยั่งยืนครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่