พระปกเกล้าโพล ชี้ 31.7% เสนอเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ค้านลดผู้ผ่านเกณฑ์
.
.
พระปกเกล้าโพล เผยผลสำรวจ ประชาชนส่วนใหญ่อยากให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดินหน้าต่อ ขณะที่ 31.7% เสนอเพิ่มวงเงินให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ
.
เมื่อวันที่ 31 ก.ค.2569 สถาบันพระปกเกล้า KPI Poll เผยผลสำรวจเรื่อง “มุมมองประชาชนต่อบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและทิศทางในอนาคต” สำรวจ ระหว่างวันที่ 25-28 ก.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญ ดังนี้
.
1. เกณฑ์ในการคัดกรองผู้สมควรได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่เป็นปัญหามากที่สุดคือเรื่องใด 24.4% ระบุว่า เกณฑ์ไม่มีรถยนต์ หรือมีรถจักรยานยนต์ขนาดไม่เกิน 300 ซีซี ไม่เกิน 1 คัน เป็นปัญหามากที่สุด รองลงมา 15.0% เกณฑ์รายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี
.
ขณะที่ 14.6% เห็นว่าเกณฑ์โดยรวมชัดเจนและเหมาะสมแล้ว และ 10.4% เกณฑ์การกู้เงินจากสถาบันการเงินไม่เกิน 100,000 บาท ส่วนเกณฑ์ ตัวเลือกอื่น ๆ มีสัดส่วนต่ำกว่า 10%
.
สะท้อนมุมมองว่า การมีทรัพย์สินบางประเภท อาจไม่ได้หมายถึงการมีรายได้เพียงพอเสมอไป เพราะยานพาหนะอาจเป็นสิ่งจำเป็นต่อการประกอบอาชีพหรือการเดินทาง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ระบบขนส่งสาธารณะยังไม่ครอบคลุม บางส่วนเห็นว่าเกณฑ์โดยรวมมีความเหมาะสมแล้ว สะท้อนว่า โจทย์ใหญ่อาจไม่ใช่การเปลี่ยนเกณฑ์ทั้งหมด แต่การคัดกรองควรพิจารณาสถานะทางเศรษฐกิจตามจริงอย่างรอบด้าน
.
2. คนกว่าครึ่งไม่เห็นด้วยกับจำนวนผู้ผ่านเกณฑ์ที่ลดลง แต่ความเห็นของแต่ละภาคยังเสียงแตก โดย53.1% ไม่เห็นด้วยกับผลการคัดกรองที่มีผู้ผ่านเกณฑ์ลดลง เพราะทำให้คนที่เคยได้หรืออาจมีคุณสมบัติต้องเสียสิทธิ หลุดจากระบบสวัสดิการ ขณะที่ 40.6% เห็นด้วย เพราะจะได้ใช้งบประมาณให้ตรงกับผู้ที่มีคุณสมบัติและมีความจำเป็นมากขึ้น และ 6.4% ไม่มีความเห็น
.
สัดส่วนที่มากที่สุดของแต่ละภาคคือคนกรุงเทพฯ 72.3% เห็นด้วยกับผลการคัดกรอง รองลงมา คือ ภาคใต้ 48.4%และ ภาคตะวันออก 42.3% ขณะที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 68.7% ไม่เห็นด้วยกับผลการคัดกรอง รแงลงมาคือ ภาคเหนือ 52.0% และภาคกลาง 50.2%
.
สะท้อนว่า คนส่วนหนึ่งยังมีข้อกังวลต่อผลการคัดกรองและจำนวนผู้ผ่านเกณฑ์ ขณะที่ความคิดเห็นที่แตกต่างกันระหว่างภูมิภาคแสดงให้เห็นว่า การยอมรับผลการคัดกรองยังไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน จึงควรสื่อสารหลักเกณฑ์ เหตุผล และข้อมูลที่ใช้ประกอบการพิจารณาให้ชัดเจน เพื่อสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนในแต่ละพื้นที่
.
3. การแจ้งเหตุผลให้ชัด-เชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เรื่องสำคัญที่อยากให้ปรับปรุงในการทบทวนสิทธิ 27.7% ต้องการให้แจ้งเหตุผลที่ไม่ผ่านเกณฑ์และข้อมูลที่นำมาใช้พิจารณา รองลงมา 25.1% ต้องการให้หน่วยงานประสานแก้ไขข้อมูลระหว่างกันแทนการให้ประชาชนติดต่อหลายแห่ง
.
19.4% ต้องการให้มีเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้พิการ และกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ, 17.2% ต้องการให้มีช่องทางเดียวสำหรับตรวจสอบและแก้ไขข้อมูล, 5.6% ต้องการให้กำหนดระยะเวลาพิจารณาและวันทราบผลที่ชัดเจน และ 5.1% ไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็น
.
จะเห็นว่ามากกว่าครึ่งให้ความสำคัญกับสองเรื่องหลักรวมกัน คือ การแจ้งเหตุผลและข้อมูลที่ใช้พิจารณา กับการเชื่อมโยงและแก้ไขข้อมูลระหว่างหน่วยงาน สะท้อนว่า โจทย์สำคัญไม่ได้อยู่ที่หลักเกณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงประสบการณ์ของประชาชนเมื่อต้องตรวจสอบหรือขอทบทวนสิทธิด้วย
.
4. “เพิ่มความช่วยเหลือ-คัดกรองให้แม่นยำ” สองโจทย์หลักของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในอนาคต
31.7% เสนอให้เพิ่มวงเงินหรือความช่วยเหลือให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ รองลงมา 29.1% ต้องการให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์และฐานข้อมูลเพื่อคัดกรองผู้มีสิทธิได้แม่นยำขึ้น, 15.3% เห็นว่า ควรดำเนินนโยบายควบคู่กับการส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้
.
8.7% เสนอให้ปรับเปลี่ยนเป็นระบบสวัสดิการรูปแบบอื่นที่เหมาะสม, 8.5% เห็นว่าควรให้ความช่วยเหลือตามความเหมาะสมโดยคำนึงถึงความสามารถทางการคลัง, 2.2% เห็นว่าควรยกเลิกนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และ 4.5% ไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็น
.
สัดส่วนที่มากที่สุดของแต่ละภาค ภาคกลาง 44.0% และ ภาคใต้ 37.2% ให้ความสำคัญกับการเพิ่มวงเงินหรือความช่วยเหลือมากที่สุด ขณะที่ ภาคเหนือ 38.5% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 33.9% กรุงเทพฯ 29.4% และ ภาคตะวันออก 26.2% ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงหลักเกณฑ์และฐานข้อมูลเพื่อให้คัดกรองผู้มีสิทธิได้แม่นยำขึ้นมากที่สุด
.
สะท้อนว่า คนส่วนใหญ่ยังเห็นความสำคัญของมาตรการช่วยเหลือ แต่ต้องการให้รัฐปรับปรุงทั้งระดับความช่วยเหลือและระบบบริหารจัดการ นอกจากนี้ นโยบายในอนาคตอาจต้องคำนึงถึงบริบทพื้นที่ บางภาคให้ความสำคัญกับการเพิ่มวงเงินหรือความช่วยเหลือ ขณะที่บางภาคให้ความสำคัญกับการปรับปรุงหลักเกณฑ์และฐานข้อมูลให้คัดกรองได้แม่นยำขึ้น
.
.
‘นันทนา’ ตอกกลับ ‘ศุภชัย’ เดือดร้อนแทน สว.สีน้ำเงินทำไม ฟาดแรง! ทำตัวเป็นหมาหางด้วน
.
“นันทนา” ตอกกลับ “ศุภชัย” ออกอาการเดือดร้อนแทน สว.สีน้ำเงินทำไม! ซัดทำตัวเป็น "หมาหางด้วน" ตัวเองชั่วแล้วลากคนอื่นชั่วตาม ลั่น 300 คนลงขันจ่ายเองไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอก ชี้ตาราง CCTV มหัศจรรย์ดึงเลขเป๊ะ 1 ในพันล้าน "โกงยึดประเทศ" ของจริง
.
วานนี้ 30 ก.ค.69 นางสาวนันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอ ถึงกรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ระบุว่าจะร้องเรียน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ตรวจสอบกลุ่ม สว.ประชาชน หรือ สว.ส้ม เรื่องการนัดประชุม 300 คนที่เมืองทองธานีว่าเข้าข่ายฮั้วเลือก สว. หรือไม่
.
โดย ดร.นันทนา ย้อนถามว่า ขอให้ย้อนกลับไปตั้งแต่วันเลือก สว. ระดับประเทศ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2567 ตนเคยให้สัมภาษณ์หลังเดินออกจากห้องเลือกตั้งที่เมืองทองธานีแล้วว่า มีปรากฏการณ์ผิดปกติเกิดขึ้น มีคะแนนมาเป็นก้อนใหญ่ๆ 70-80 คะแนน ในขณะที่ผู้สมัครคนอื่นๆ ได้เพียง 20-30 คะแนน ซึ่งหลังจากนั้นก็มีหลักฐานทยอยออกมาเรื่อย ๆ ทั้งเรื่องโพย การจ้างวาน โทรศัพท์ นัดหมาย จัดขบวนรถยนต์ เสื้อสีเดียวกัน หรือการถือแฟ้มดำ ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ว่ามีกระบวนการเช่นนั้นเกิดขึ้นจริง
.
นางสาวนันทนา กล่าวถึงภาพตารางวิเคราะห์บัตรลงคะแนนจากกล้องวงจรปิดว่า ยิ่งชัดเจนมากขึ้น รอบเช้ามีตัวเลขผู้สมัคร 1-148 คน ให้เลือกมา 10 คน ลองให้คน 2 คนเลือกเลข 10 ตัวจาก 150 ตัวเลข เชื่อว่าไม่มีทางเลือกตรงกัน และการจะเลือกให้ตรงกัน 10 ลำดับเป๊ะ ตั้งแต่บ็อกซ์ที่ 1 ถึงบ็อกซ์ที่ 10 มีโอกาสเกิดขึ้นได้เพียง 1 ในหลายพันล้าน แต่กลับพบว่ามีผู้สมัครประมาณ 60-70 คน ที่เลือกเลขตรงกันและเรียงลำดับเหมือนกันเป๊ะ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปกติอย่างแรง และขอถามกลับไปยังนายศุภชัยว่า หากไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับ สว.สีน้ำเงิน จะออกมาเดือดร้อนทำไม หรือจริงๆ แล้วมีความสัมพันธ์ผูกพันกันมาตั้งแต่ต้นตามที่มีหลักฐานปรากฏ
.
“ดิฉันเริ่มเห็นแล้วว่า การออกมาทำเหมือนหมาหางด้วน ที่พยายามจะบอกว่าถ้าฉันชั่ว คนอื่นก็ชั่วเหมือนกัน ทำชั่วทั่วมุมแบบที่ฉันทำ ซึ่งดิฉันคิดว่าประชาชนเขามีตา และเห็นอยู่ว่าหลักฐานการฮั้วมันชัดเจนขนาดไหน” นางสาวนันทนา กล่าว
.
เมื่อถามถึงกรณีการจัดประชุมผู้สมัคร สว.ประชาชน 300 คนที่เมืองทองธานี นางสาวนันทนา ชี้แจงว่า เรื่องนี้สื่อมวลชนรายงานข่าวทุกสื่อ และเจ้าหน้าที่ กกต. ก็ไปสังเกตการณ์ในพื้นที่ ไม่มีอะไรที่หลบๆ ซ่อนๆ หรือทำลับๆ ล่อๆ เป็นสิ่งที่ประชาชนรับรู้มาตั้งแต่ต้น จุดเริ่มต้นเกิดจากการรวมตัวผ่านเว็บไซต์ Senate67 ของกลุ่มไอลอว์ (iLaw) ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้สมัครเข้ามาแนะนำตัวและแสดงแนวคิดเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะ กกต. ไม่ได้จัดทำระบบแนะนำตัวกลางให้ ผู้สมัครที่มีอุดมการณ์สอดคล้องกันเรื่องอยากแก้รัฐธรรมนูญจึงมาเจอกันในชุมชนเสมือนแห่งนี้ และนัดหมายมาแนะนำตัวกันอย่างเปิดเผย
.
นางสาวนันทนา ย้ำถึงเรื่องค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมว่า “พวกเราไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอก มาสมัคร สว. ต้องจ่ายค่าสมัคร 2,500 บาทด้วยเงินตัวเอง ค่าเช่าห้องประชุมเราก็รวมตัวลงขันช่วยกันจ่าย เราไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอกขนาดที่จะต้องให้ใครเอารถมารับส่ง ซื้อเสื้อสีเดียวกันให้ ซื้อแฟ้มให้ หรือพาไปพักโรงแรมไหน พวกเราจ่ายเงินลงขันกันเอง จัดการตัวเอง พาตัวเองมาสถานที่ประชุม ซื้อเสื้อผ้าใส่เอง ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาจ่ายเงินให้ อย่าไปคิดว่าคนอื่นจะทำเรื่องชั่วๆ เหมือนตัวเอง”
.
นางสาวนันทนา กล่าวอีกว่า วันดังกล่าวไม่มีการแจกอาหารหรือน้ำดื่ม ใครหิวน้ำก็ต้องวิ่งออกไปซื้อเอง ไม่มีการอำนวยความสะดวกใดๆ ทั้งสิ้น เพราะทุกคนมาด้วยจิตอาสาและยอมเสียสละเพื่อเข้ามาขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การที่นายศุภชัยพยายามนำเรื่องนี้มากล่าวหา จึงเป็นวิธีคิดของคนที่เคยทำพฤติกรรมแบบนั้นแล้วคิดว่าคนอื่นจะทำเหมือนกัน ซึ่งหากตนเองทำอะไรผิดจริงก็คงไม่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะขนาดตนเพียงแค่พูดว่า “คนขายหมูใช้เสียงข้างมาก ลากไปลงมติ 130 เสียง” ก็ยังโดนเสียงข้างมากของ สว.สีน้ำเงิน ลงมติว่าฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงมาแล้ว
.
ส่วนกรณีที่นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. ตั้งข้อสังเกตเรื่องการแต่งตั้งอดีตผู้สมัคร สว. มาเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ช่วย สว. ว่าอาจเป็นใบเสร็จการต่างตอบแทนนั้น นางสาวนันทนา ชี้แจงว่า ในส่วนของตนไม่ได้มีการแต่งตั้งอดีตผู้สมัคร สว. เข้ามาทำหน้าที่ แต่การแต่งตั้งผู้ช่วย สว. ตามกติกาต้องเลือกคนที่มีความรู้ความสามารถเพราะระบุคุณวุฒิขั้นต่ำไว้ที่ปริญญาตรี แต่สิ่งที่ต้องไปตรวจสอบคือ กลุ่มคนที่นำอดีตผู้สมัครมาเป็นผู้ช่วย แล้วพอกระทรวงโอนเงินเดือนให้ 2 เดือน กลับมีการโอนเงินคืนกลับไปให้คนบางกลุ่ม ซึ่งนั่นคือกระบวนการเส้นเงินในการตอบแทนโหวตเตอร์และเป็นการโกงเลือก สว. อีกรูปแบบหนึ่ง
.
นางสาวนันทนา ยืนยันว่าไม่รู้สึกหวั่นไหวหากจะถูกฟ้องร้องหรือถูกยื่นเรื่องให้ กกต. ตรวจสอบ เพราะตนเองไม่ได้โกงเข้ามา และพร้อมให้กระบวนการตรวจสอบดำเนินการไปตามกฎหมาย ยินดีให้ กกต. ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเป็นผู้พิจารณา เนื่องจาก กกต. มีหน้าที่เพียงหาเหตุอันควรเชื่อว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นเท่านั้น
JJNY : ชี้ 31.7% เสนอเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการ│‘นันทนา’ตอกกลับ‘ศุภชัย’│“ภคมน”ทวงคืบหน้าโกงสอบ│สเปนส่งทหารรับคลื่นผู้อพยพ
วานนี้ 30 ก.ค.69 นางสาวนันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอ ถึงกรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ระบุว่าจะร้องเรียน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ตรวจสอบกลุ่ม สว.ประชาชน หรือ สว.ส้ม เรื่องการนัดประชุม 300 คนที่เมืองทองธานีว่าเข้าข่ายฮั้วเลือก สว. หรือไม่
โดย ดร.นันทนา ย้อนถามว่า ขอให้ย้อนกลับไปตั้งแต่วันเลือก สว. ระดับประเทศ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2567 ตนเคยให้สัมภาษณ์หลังเดินออกจากห้องเลือกตั้งที่เมืองทองธานีแล้วว่า มีปรากฏการณ์ผิดปกติเกิดขึ้น มีคะแนนมาเป็นก้อนใหญ่ๆ 70-80 คะแนน ในขณะที่ผู้สมัครคนอื่นๆ ได้เพียง 20-30 คะแนน ซึ่งหลังจากนั้นก็มีหลักฐานทยอยออกมาเรื่อย ๆ ทั้งเรื่องโพย การจ้างวาน โทรศัพท์ นัดหมาย จัดขบวนรถยนต์ เสื้อสีเดียวกัน หรือการถือแฟ้มดำ ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ว่ามีกระบวนการเช่นนั้นเกิดขึ้นจริง
.
นางสาวนันทนา กล่าวถึงภาพตารางวิเคราะห์บัตรลงคะแนนจากกล้องวงจรปิดว่า ยิ่งชัดเจนมากขึ้น รอบเช้ามีตัวเลขผู้สมัคร 1-148 คน ให้เลือกมา 10 คน ลองให้คน 2 คนเลือกเลข 10 ตัวจาก 150 ตัวเลข เชื่อว่าไม่มีทางเลือกตรงกัน และการจะเลือกให้ตรงกัน 10 ลำดับเป๊ะ ตั้งแต่บ็อกซ์ที่ 1 ถึงบ็อกซ์ที่ 10 มีโอกาสเกิดขึ้นได้เพียง 1 ในหลายพันล้าน แต่กลับพบว่ามีผู้สมัครประมาณ 60-70 คน ที่เลือกเลขตรงกันและเรียงลำดับเหมือนกันเป๊ะ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปกติอย่างแรง และขอถามกลับไปยังนายศุภชัยว่า หากไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับ สว.สีน้ำเงิน จะออกมาเดือดร้อนทำไม หรือจริงๆ แล้วมีความสัมพันธ์ผูกพันกันมาตั้งแต่ต้นตามที่มีหลักฐานปรากฏ
.
“ดิฉันเริ่มเห็นแล้วว่า การออกมาทำเหมือนหมาหางด้วน ที่พยายามจะบอกว่าถ้าฉันชั่ว คนอื่นก็ชั่วเหมือนกัน ทำชั่วทั่วมุมแบบที่ฉันทำ ซึ่งดิฉันคิดว่าประชาชนเขามีตา และเห็นอยู่ว่าหลักฐานการฮั้วมันชัดเจนขนาดไหน” นางสาวนันทนา กล่าว
.
เมื่อถามถึงกรณีการจัดประชุมผู้สมัคร สว.ประชาชน 300 คนที่เมืองทองธานี นางสาวนันทนา ชี้แจงว่า เรื่องนี้สื่อมวลชนรายงานข่าวทุกสื่อ และเจ้าหน้าที่ กกต. ก็ไปสังเกตการณ์ในพื้นที่ ไม่มีอะไรที่หลบๆ ซ่อนๆ หรือทำลับๆ ล่อๆ เป็นสิ่งที่ประชาชนรับรู้มาตั้งแต่ต้น จุดเริ่มต้นเกิดจากการรวมตัวผ่านเว็บไซต์ Senate67 ของกลุ่มไอลอว์ (iLaw) ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้สมัครเข้ามาแนะนำตัวและแสดงแนวคิดเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะ กกต. ไม่ได้จัดทำระบบแนะนำตัวกลางให้ ผู้สมัครที่มีอุดมการณ์สอดคล้องกันเรื่องอยากแก้รัฐธรรมนูญจึงมาเจอกันในชุมชนเสมือนแห่งนี้ และนัดหมายมาแนะนำตัวกันอย่างเปิดเผย
.
นางสาวนันทนา ย้ำถึงเรื่องค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมว่า “พวกเราไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอก มาสมัคร สว. ต้องจ่ายค่าสมัคร 2,500 บาทด้วยเงินตัวเอง ค่าเช่าห้องประชุมเราก็รวมตัวลงขันช่วยกันจ่าย เราไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอกขนาดที่จะต้องให้ใครเอารถมารับส่ง ซื้อเสื้อสีเดียวกันให้ ซื้อแฟ้มให้ หรือพาไปพักโรงแรมไหน พวกเราจ่ายเงินลงขันกันเอง จัดการตัวเอง พาตัวเองมาสถานที่ประชุม ซื้อเสื้อผ้าใส่เอง ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาจ่ายเงินให้ อย่าไปคิดว่าคนอื่นจะทำเรื่องชั่วๆ เหมือนตัวเอง”
.
นางสาวนันทนา กล่าวอีกว่า วันดังกล่าวไม่มีการแจกอาหารหรือน้ำดื่ม ใครหิวน้ำก็ต้องวิ่งออกไปซื้อเอง ไม่มีการอำนวยความสะดวกใดๆ ทั้งสิ้น เพราะทุกคนมาด้วยจิตอาสาและยอมเสียสละเพื่อเข้ามาขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การที่นายศุภชัยพยายามนำเรื่องนี้มากล่าวหา จึงเป็นวิธีคิดของคนที่เคยทำพฤติกรรมแบบนั้นแล้วคิดว่าคนอื่นจะทำเหมือนกัน ซึ่งหากตนเองทำอะไรผิดจริงก็คงไม่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะขนาดตนเพียงแค่พูดว่า “คนขายหมูใช้เสียงข้างมาก ลากไปลงมติ 130 เสียง” ก็ยังโดนเสียงข้างมากของ สว.สีน้ำเงิน ลงมติว่าฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงมาแล้ว
.
ส่วนกรณีที่นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. ตั้งข้อสังเกตเรื่องการแต่งตั้งอดีตผู้สมัคร สว. มาเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ช่วย สว. ว่าอาจเป็นใบเสร็จการต่างตอบแทนนั้น นางสาวนันทนา ชี้แจงว่า ในส่วนของตนไม่ได้มีการแต่งตั้งอดีตผู้สมัคร สว. เข้ามาทำหน้าที่ แต่การแต่งตั้งผู้ช่วย สว. ตามกติกาต้องเลือกคนที่มีความรู้ความสามารถเพราะระบุคุณวุฒิขั้นต่ำไว้ที่ปริญญาตรี แต่สิ่งที่ต้องไปตรวจสอบคือ กลุ่มคนที่นำอดีตผู้สมัครมาเป็นผู้ช่วย แล้วพอกระทรวงโอนเงินเดือนให้ 2 เดือน กลับมีการโอนเงินคืนกลับไปให้คนบางกลุ่ม ซึ่งนั่นคือกระบวนการเส้นเงินในการตอบแทนโหวตเตอร์และเป็นการโกงเลือก สว. อีกรูปแบบหนึ่ง
.
นางสาวนันทนา ยืนยันว่าไม่รู้สึกหวั่นไหวหากจะถูกฟ้องร้องหรือถูกยื่นเรื่องให้ กกต. ตรวจสอบ เพราะตนเองไม่ได้โกงเข้ามา และพร้อมให้กระบวนการตรวจสอบดำเนินการไปตามกฎหมาย ยินดีให้ กกต. ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเป็นผู้พิจารณา เนื่องจาก กกต. มีหน้าที่เพียงหาเหตุอันควรเชื่อว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นเท่านั้น