JJNY : ชี้ 31.7% เสนอเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการ│‘นันทนา’ตอกกลับ‘ศุภชัย’│“ภคมน”ทวงคืบหน้าโกงสอบ│สเปนส่งทหารรับคลื่นผู้อพยพ

พระปกเกล้าโพล ชี้ 31.7% เสนอเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ค้านลดผู้ผ่านเกณฑ์
.

.
พระปกเกล้าโพล เผยผลสำรวจ ประชาชนส่วนใหญ่อยากให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดินหน้าต่อ ขณะที่ 31.7% เสนอเพิ่มวงเงินให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ
.
เมื่อวันที่ 31 ก.ค.2569 สถาบันพระปกเกล้า KPI Poll เผยผลสำรวจเรื่อง “มุมมองประชาชนต่อบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและทิศทางในอนาคต” สำรวจ ระหว่างวันที่ 25-28 ก.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญ ดังนี้
.
1. เกณฑ์ในการคัดกรองผู้สมควรได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่เป็นปัญหามากที่สุดคือเรื่องใด 24.4% ระบุว่า เกณฑ์ไม่มีรถยนต์ หรือมีรถจักรยานยนต์ขนาดไม่เกิน 300 ซีซี ไม่เกิน 1 คัน เป็นปัญหามากที่สุด รองลงมา 15.0% เกณฑ์รายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี
.
ขณะที่ 14.6% เห็นว่าเกณฑ์โดยรวมชัดเจนและเหมาะสมแล้ว และ 10.4% เกณฑ์การกู้เงินจากสถาบันการเงินไม่เกิน 100,000 บาท ส่วนเกณฑ์ ตัวเลือกอื่น ๆ มีสัดส่วนต่ำกว่า 10%
.
สะท้อนมุมมองว่า การมีทรัพย์สินบางประเภท อาจไม่ได้หมายถึงการมีรายได้เพียงพอเสมอไป เพราะยานพาหนะอาจเป็นสิ่งจำเป็นต่อการประกอบอาชีพหรือการเดินทาง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ระบบขนส่งสาธารณะยังไม่ครอบคลุม บางส่วนเห็นว่าเกณฑ์โดยรวมมีความเหมาะสมแล้ว สะท้อนว่า โจทย์ใหญ่อาจไม่ใช่การเปลี่ยนเกณฑ์ทั้งหมด แต่การคัดกรองควรพิจารณาสถานะทางเศรษฐกิจตามจริงอย่างรอบด้าน
.
2. คนกว่าครึ่งไม่เห็นด้วยกับจำนวนผู้ผ่านเกณฑ์ที่ลดลง แต่ความเห็นของแต่ละภาคยังเสียงแตก โดย53.1% ไม่เห็นด้วยกับผลการคัดกรองที่มีผู้ผ่านเกณฑ์ลดลง เพราะทำให้คนที่เคยได้หรืออาจมีคุณสมบัติต้องเสียสิทธิ หลุดจากระบบสวัสดิการ ขณะที่ 40.6% เห็นด้วย เพราะจะได้ใช้งบประมาณให้ตรงกับผู้ที่มีคุณสมบัติและมีความจำเป็นมากขึ้น และ 6.4% ไม่มีความเห็น
.
สัดส่วนที่มากที่สุดของแต่ละภาคคือคนกรุงเทพฯ 72.3% เห็นด้วยกับผลการคัดกรอง รองลงมา คือ ภาคใต้ 48.4%และ ภาคตะวันออก 42.3% ขณะที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 68.7% ไม่เห็นด้วยกับผลการคัดกรอง รแงลงมาคือ ภาคเหนือ 52.0% และภาคกลาง 50.2%
.
สะท้อนว่า คนส่วนหนึ่งยังมีข้อกังวลต่อผลการคัดกรองและจำนวนผู้ผ่านเกณฑ์ ขณะที่ความคิดเห็นที่แตกต่างกันระหว่างภูมิภาคแสดงให้เห็นว่า การยอมรับผลการคัดกรองยังไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน จึงควรสื่อสารหลักเกณฑ์ เหตุผล และข้อมูลที่ใช้ประกอบการพิจารณาให้ชัดเจน เพื่อสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนในแต่ละพื้นที่
.
3. การแจ้งเหตุผลให้ชัด-เชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เรื่องสำคัญที่อยากให้ปรับปรุงในการทบทวนสิทธิ 27.7% ต้องการให้แจ้งเหตุผลที่ไม่ผ่านเกณฑ์และข้อมูลที่นำมาใช้พิจารณา รองลงมา 25.1% ต้องการให้หน่วยงานประสานแก้ไขข้อมูลระหว่างกันแทนการให้ประชาชนติดต่อหลายแห่ง
.
19.4% ต้องการให้มีเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้พิการ และกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ, 17.2% ต้องการให้มีช่องทางเดียวสำหรับตรวจสอบและแก้ไขข้อมูล, 5.6% ต้องการให้กำหนดระยะเวลาพิจารณาและวันทราบผลที่ชัดเจน และ 5.1% ไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็น
.
จะเห็นว่ามากกว่าครึ่งให้ความสำคัญกับสองเรื่องหลักรวมกัน คือ การแจ้งเหตุผลและข้อมูลที่ใช้พิจารณา กับการเชื่อมโยงและแก้ไขข้อมูลระหว่างหน่วยงาน สะท้อนว่า โจทย์สำคัญไม่ได้อยู่ที่หลักเกณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงประสบการณ์ของประชาชนเมื่อต้องตรวจสอบหรือขอทบทวนสิทธิด้วย
.
4. “เพิ่มความช่วยเหลือ-คัดกรองให้แม่นยำ” สองโจทย์หลักของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในอนาคต
31.7% เสนอให้เพิ่มวงเงินหรือความช่วยเหลือให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ รองลงมา 29.1% ต้องการให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์และฐานข้อมูลเพื่อคัดกรองผู้มีสิทธิได้แม่นยำขึ้น, 15.3% เห็นว่า ควรดำเนินนโยบายควบคู่กับการส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้
.
8.7% เสนอให้ปรับเปลี่ยนเป็นระบบสวัสดิการรูปแบบอื่นที่เหมาะสม, 8.5% เห็นว่าควรให้ความช่วยเหลือตามความเหมาะสมโดยคำนึงถึงความสามารถทางการคลัง, 2.2% เห็นว่าควรยกเลิกนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และ 4.5% ไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็น
.
สัดส่วนที่มากที่สุดของแต่ละภาค ภาคกลาง 44.0% และ ภาคใต้ 37.2% ให้ความสำคัญกับการเพิ่มวงเงินหรือความช่วยเหลือมากที่สุด ขณะที่ ภาคเหนือ 38.5% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 33.9% กรุงเทพฯ 29.4% และ ภาคตะวันออก 26.2% ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงหลักเกณฑ์และฐานข้อมูลเพื่อให้คัดกรองผู้มีสิทธิได้แม่นยำขึ้นมากที่สุด
.
สะท้อนว่า คนส่วนใหญ่ยังเห็นความสำคัญของมาตรการช่วยเหลือ แต่ต้องการให้รัฐปรับปรุงทั้งระดับความช่วยเหลือและระบบบริหารจัดการ นอกจากนี้ นโยบายในอนาคตอาจต้องคำนึงถึงบริบทพื้นที่ บางภาคให้ความสำคัญกับการเพิ่มวงเงินหรือความช่วยเหลือ ขณะที่บางภาคให้ความสำคัญกับการปรับปรุงหลักเกณฑ์และฐานข้อมูลให้คัดกรองได้แม่นยำขึ้น
.

.
‘นันทนา’ ตอกกลับ ‘ศุภชัย’ เดือดร้อนแทน สว.สีน้ำเงินทำไม ฟาดแรง! ทำตัวเป็นหมาหางด้วน
.
“นันทนา” ตอกกลับ “ศุภชัย” ออกอาการเดือดร้อนแทน สว.สีน้ำเงินทำไม! ซัดทำตัวเป็น "หมาหางด้วน" ตัวเองชั่วแล้วลากคนอื่นชั่วตาม ลั่น 300 คนลงขันจ่ายเองไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอก ชี้ตาราง CCTV มหัศจรรย์ดึงเลขเป๊ะ 1 ในพันล้าน "โกงยึดประเทศ" ของจริง
.
วานนี้ 30 ก.ค.69 นางสาวนันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอ ถึงกรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ระบุว่าจะร้องเรียน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ตรวจสอบกลุ่ม สว.ประชาชน หรือ สว.ส้ม เรื่องการนัดประชุม 300 คนที่เมืองทองธานีว่าเข้าข่ายฮั้วเลือก สว. หรือไม่
.
โดย ดร.นันทนา ย้อนถามว่า ขอให้ย้อนกลับไปตั้งแต่วันเลือก สว. ระดับประเทศ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2567 ตนเคยให้สัมภาษณ์หลังเดินออกจากห้องเลือกตั้งที่เมืองทองธานีแล้วว่า มีปรากฏการณ์ผิดปกติเกิดขึ้น มีคะแนนมาเป็นก้อนใหญ่ๆ 70-80 คะแนน ในขณะที่ผู้สมัครคนอื่นๆ ได้เพียง 20-30 คะแนน ซึ่งหลังจากนั้นก็มีหลักฐานทยอยออกมาเรื่อย ๆ ทั้งเรื่องโพย การจ้างวาน โทรศัพท์ นัดหมาย จัดขบวนรถยนต์ เสื้อสีเดียวกัน หรือการถือแฟ้มดำ ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ว่ามีกระบวนการเช่นนั้นเกิดขึ้นจริง
.
นางสาวนันทนา กล่าวถึงภาพตารางวิเคราะห์บัตรลงคะแนนจากกล้องวงจรปิดว่า ยิ่งชัดเจนมากขึ้น รอบเช้ามีตัวเลขผู้สมัคร 1-148 คน ให้เลือกมา 10 คน ลองให้คน 2 คนเลือกเลข 10 ตัวจาก 150 ตัวเลข เชื่อว่าไม่มีทางเลือกตรงกัน และการจะเลือกให้ตรงกัน 10 ลำดับเป๊ะ ตั้งแต่บ็อกซ์ที่ 1 ถึงบ็อกซ์ที่ 10 มีโอกาสเกิดขึ้นได้เพียง 1 ในหลายพันล้าน แต่กลับพบว่ามีผู้สมัครประมาณ 60-70 คน ที่เลือกเลขตรงกันและเรียงลำดับเหมือนกันเป๊ะ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปกติอย่างแรง และขอถามกลับไปยังนายศุภชัยว่า หากไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับ สว.สีน้ำเงิน จะออกมาเดือดร้อนทำไม หรือจริงๆ แล้วมีความสัมพันธ์ผูกพันกันมาตั้งแต่ต้นตามที่มีหลักฐานปรากฏ
.
ดิฉันเริ่มเห็นแล้วว่า การออกมาทำเหมือนหมาหางด้วน ที่พยายามจะบอกว่าถ้าฉันชั่ว คนอื่นก็ชั่วเหมือนกัน ทำชั่วทั่วมุมแบบที่ฉันทำ ซึ่งดิฉันคิดว่าประชาชนเขามีตา และเห็นอยู่ว่าหลักฐานการฮั้วมันชัดเจนขนาดไหน” นางสาวนันทนา กล่าว
.
เมื่อถามถึงกรณีการจัดประชุมผู้สมัคร สว.ประชาชน 300 คนที่เมืองทองธานี นางสาวนันทนา ชี้แจงว่า เรื่องนี้สื่อมวลชนรายงานข่าวทุกสื่อ และเจ้าหน้าที่ กกต. ก็ไปสังเกตการณ์ในพื้นที่ ไม่มีอะไรที่หลบๆ ซ่อนๆ หรือทำลับๆ ล่อๆ เป็นสิ่งที่ประชาชนรับรู้มาตั้งแต่ต้น จุดเริ่มต้นเกิดจากการรวมตัวผ่านเว็บไซต์ Senate67 ของกลุ่มไอลอว์ (iLaw) ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้สมัครเข้ามาแนะนำตัวและแสดงแนวคิดเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะ กกต. ไม่ได้จัดทำระบบแนะนำตัวกลางให้ ผู้สมัครที่มีอุดมการณ์สอดคล้องกันเรื่องอยากแก้รัฐธรรมนูญจึงมาเจอกันในชุมชนเสมือนแห่งนี้ และนัดหมายมาแนะนำตัวกันอย่างเปิดเผย
.
นางสาวนันทนา ย้ำถึงเรื่องค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมว่า “พวกเราไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอก มาสมัคร สว. ต้องจ่ายค่าสมัคร 2,500 บาทด้วยเงินตัวเอง ค่าเช่าห้องประชุมเราก็รวมตัวลงขันช่วยกันจ่าย เราไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอกขนาดที่จะต้องให้ใครเอารถมารับส่ง ซื้อเสื้อสีเดียวกันให้ ซื้อแฟ้มให้ หรือพาไปพักโรงแรมไหน พวกเราจ่ายเงินลงขันกันเอง จัดการตัวเอง พาตัวเองมาสถานที่ประชุม ซื้อเสื้อผ้าใส่เอง ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาจ่ายเงินให้ อย่าไปคิดว่าคนอื่นจะทำเรื่องชั่วๆ เหมือนตัวเอง
.
นางสาวนันทนา กล่าวอีกว่า วันดังกล่าวไม่มีการแจกอาหารหรือน้ำดื่ม ใครหิวน้ำก็ต้องวิ่งออกไปซื้อเอง ไม่มีการอำนวยความสะดวกใดๆ ทั้งสิ้น เพราะทุกคนมาด้วยจิตอาสาและยอมเสียสละเพื่อเข้ามาขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การที่นายศุภชัยพยายามนำเรื่องนี้มากล่าวหา จึงเป็นวิธีคิดของคนที่เคยทำพฤติกรรมแบบนั้นแล้วคิดว่าคนอื่นจะทำเหมือนกัน ซึ่งหากตนเองทำอะไรผิดจริงก็คงไม่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะขนาดตนเพียงแค่พูดว่า “คนขายหมูใช้เสียงข้างมาก ลากไปลงมติ 130 เสียง” ก็ยังโดนเสียงข้างมากของ สว.สีน้ำเงิน ลงมติว่าฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงมาแล้ว
.
ส่วนกรณีที่นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. ตั้งข้อสังเกตเรื่องการแต่งตั้งอดีตผู้สมัคร สว. มาเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ช่วย สว. ว่าอาจเป็นใบเสร็จการต่างตอบแทนนั้น นางสาวนันทนา ชี้แจงว่า ในส่วนของตนไม่ได้มีการแต่งตั้งอดีตผู้สมัคร สว. เข้ามาทำหน้าที่ แต่การแต่งตั้งผู้ช่วย สว. ตามกติกาต้องเลือกคนที่มีความรู้ความสามารถเพราะระบุคุณวุฒิขั้นต่ำไว้ที่ปริญญาตรี แต่สิ่งที่ต้องไปตรวจสอบคือ กลุ่มคนที่นำอดีตผู้สมัครมาเป็นผู้ช่วย แล้วพอกระทรวงโอนเงินเดือนให้ 2 เดือน กลับมีการโอนเงินคืนกลับไปให้คนบางกลุ่ม ซึ่งนั่นคือกระบวนการเส้นเงินในการตอบแทนโหวตเตอร์และเป็นการโกงเลือก สว. อีกรูปแบบหนึ่ง
.
นางสาวนันทนา ยืนยันว่าไม่รู้สึกหวั่นไหวหากจะถูกฟ้องร้องหรือถูกยื่นเรื่องให้ กกต. ตรวจสอบ เพราะตนเองไม่ได้โกงเข้ามา และพร้อมให้กระบวนการตรวจสอบดำเนินการไปตามกฎหมาย ยินดีให้ กกต. ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเป็นผู้พิจารณา เนื่องจาก กกต. มีหน้าที่เพียงหาเหตุอันควรเชื่อว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นเท่านั้น
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่