วันนี้ชาวเกาหลีใต้ทุกข์ที่สุด
เมื่อการลงทุนมิใช่การออม
แต่เป็นการเดิมพันครั้งสุดท้ายของชีวิต
ในประเทศอื่น คนมีเงินเหลือก็เอาไปฝากธนาคาร ซื้อพันธบัตร ซื้อหุ้น หรือเก็บไว้เป็นทุนการศึกษาของลูก การลงทุนจึงมีความหมายคล้ายกับการปลูกต้นไม้ คือค่อย ๆ รดน้ำ พรวนดิน แล้วนั่งรอวันที่มันออกดอกออกผล
แต่ในเกาหลีใต้ทุกวันนี้ การลงทุนของคนจำนวนไม่น้อยมิได้เหมือนการปลูกต้นไม้
หากคล้ายกับการเอาบ้านไปจำนอง
แล้วซื้อสลากใบสุดท้าย
เพราะเชื่อว่าถ้าใบนี้ไม่ถูกรางวัล ชีวิตทั้งชีวิตก็คงไม่มีโอกาสได้ตั้งตัวอีกต่อไป
……….
เมื่อดัชนี KOSPI พุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยกระแสปัญญาประดิษฐ์และหุ้นเซมิคอนดักเตอร์
คนเกาหลีใต้ตั้งแต่นักศึกษา มนุษย์เงินเดือน แม่บ้าน ไปจนถึงผู้เกษียณ ต่างพากันเข้าแถวซื้อความหวัง
หุ้นซึ่งแต่เดิมเป็นเรื่องของนักลงทุน จึงกลายเป็นเรื่องสนทนาประจำโต๊ะอาหาร ประจำรถไฟใต้ดิน และประจำห้องทำงาน
จำนวนชาวเกาหลีใต้ถือหุ้นเพิ่มจากประมาณ 6 ล้านคนในปี 2562
เป็นมากกว่า 14.5 ล้านคนเมื่อสิ้นปี 2568
ขณะที่บัญชีซื้อขายหุ้นที่ยังใช้งานอยู่มีมากกว่า 105 ล้านบัญชีในเดือนพฤษภาคม 2569
ประเทศที่มีประชากรราว 50 ล้านคนจึงมีบัญชีหุ้นมากกว่าจำนวนประชากรถึงสองเท่าเศษ
…………..
เหตุที่คนเกาหลีใต้แห่กันเข้าตลาดหุ้นนั้น มิใช่เพราะคนทั้งประเทศเกิดมีความรู้เรื่องงบดุลพร้อมกันในคืนเดียว
แต่เพราะ KOSPI เคยพุ่งขึ้นถึงราว 200% ภายในหนึ่งปี
กลายเป็นตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
คนที่ยังไม่ได้ซื้อจึงมิได้รู้สึกเพียงว่าพลาดกำไร หากรู้สึกว่าตนกำลังถูกขบวนรถแห่งความมั่งคั่งทิ้งไว้ข้างหลัง
………..
ความรู้สึกเช่นนี้ฝรั่งเรียกว่า FOMO แต่คนไทยอาจเรียกง่าย ๆ ว่า กลัวคนอื่นรวยก่อน
สำหรับคนหนุ่มสาวเกาหลีใต้ ความกลัวนี้ยิ่งรุนแรง
เพราะราคาที่อยู่อาศัยวิ่งเร็วกว่ารายได้
ขณะที่ความเชื่อในหนทางดั้งเดิม
“เรียนให้ดี ทำงานให้หนัก ประหยัดอดออม แล้วซื้อบ้าน”
กำลังเลือนหาย
ตลาดหุ้นจึงมิใช่เพียงสถานที่ลงทุน หากกลายเป็นบันไดไม่กี่ตัวที่เหลืออยู่สำหรับปีนออกจากฐานะเดิม
………..
ครั้นเห็นประชาชนกระตือรือร้น รัฐบาลก็ช่วยเปิดประตูให้กว้างขึ้น
…………
พฤษภาคม 2569
เกาหลีใต้อนุญาตให้มี ETF แบบทวีคูณซึ่งผูกกับหุ้นรายตัว เช่น Samsung Electronics และ SK Hynix
ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ให้ผลตอบแทนเป็นสองเท่าของการเคลื่อนไหวรายวัน
……….
แต่เมื่อหุ้นลง ความเสียหายก็เพิ่มเป็นทวีคูณเช่นเดียวกัน
………..
ภายในเวลาไม่นาน การลงทุนโดยใช้เงินกู้ของนักลงทุนรายย่อยพุ่งขึ้นแตะระดับสูงเป็นประวัติการณ์กว่า 60 ล้านล้านวอน
ผู้คนมากกว่า 350,000 คนเข้าอบรมเพื่อให้มีสิทธิซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านี้
บางคนมิได้ใช้เงินที่มีอยู่ แต่ใช้เงินเบิกเกินบัญชี เงินกู้ หรือวงเงินที่แอปซื้อขายหุ้นมอบให้เพียงแตะปุ่มเล็ก ๆ บนหน้าจอ
นักศึกษาชาวเกาหลีใต้วัย 24 ปีคนหนึ่งเคยนำเงินออม 20 ล้านวอนจากช่วงรับราชการทหาร ไปลงทุนโดยใช้วงเงินกู้ถึงห้าเท่า ไม่นานเงินก้อนนั้นเพิ่มเป็นเกือบ 300 ล้านวอน
แต่เมื่อตลาดกลับทิศ ทรัพย์สินที่ดูเหมือนจะเปลี่ยนชีวิตได้ก็สูญสลายภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ที่น่าคิดก็คือ แม้จะเสียหายหนัก เขายังตั้งใจว่าจะกลับมากู้เงินลงทุนอีกเมื่อมีทุนเพียงพอ
………..
นี่มิใช่ความโลภอย่างธรรมดา
หากเป็นความสิ้นหวังที่แต่งตัวเป็นความกล้า
………….
แล้ววันที่ดนตรีหยุดก็มาถึง
1.ความกังวลว่าการลงทุนด้าน AI ทั่วโลกอาจมากเกินไป
2.ผลประกอบการของ SK Hynix ซึ่งแม้กำไรเพิ่มขึ้นถึงหกเท่า แต่ยังต่ำกว่าความคาดหวัง
ทำให้นักลงทุนเริ่มขายหุ้นชิป Samsung Electronics และ SK Hynix ซึ่งรวมกันมีน้ำหนักมากกว่าครึ่งหนึ่งของตลาด KOSPI จึงลากดัชนีทั้งตลาดลงไปพร้อมกัน
……….
เมื่อหุ้นเริ่มตก
นักลงทุนที่ใช้เงินตนเองอาจยังนั่งรอได้
แต่นักลงทุนที่ใช้เงินกู้ไม่มีสิทธินั่งรอนาน
นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เริ่มบังคับขายทรัพย์สินเพื่อชำระหนี้
การขายทำให้ราคาตก
ราคาตกก่อให้เกิดการบังคับขายครั้งใหม่
วงจรเช่นนี้หมุนเร็วเสียจนตลาดหุ้นซึ่งเคยเป็นลิฟต์ขึ้นสวรรค์
กลายเป็นลิฟต์ที่สายสลิงขาด
………..
ภายในเวลาเดือนเศษ KOSPI สูญเสียมูลค่าเกือบ 40% จากจุดสูงสุด
เงินกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์
หรือ 67 ล้านล้านบาท
มากกว่างบประมาณที่ไทยใช้ทั้งประเทศในหนึ่งปี 18 เท่า
……….
เงิน 67 ล้านล้านบาทระเหยออกจากตลาด
………….
บริเวณหน้ารัฐสภาเกาหลีใต้มีผู้นำพวงหรีดราว 40 พวงไปวางประท้วง
บางข้อความกล่าวหารัฐบาลว่าเข่นฆ่านักลงทุนรายย่อย
ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต้องกล่าวขอโทษต่อรัฐสภาว่า
การนำผลิตภัณฑ์ ETF แบบทวีคูณมาใช้นั้นมิได้ผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบเพียงพอ
………..
รัฐบาลกำลังเร่งออกมาตรการจำกัดสัดส่วนการลงทุน เพิ่มเงินฝากขั้นต่ำ และเพิ่มต้นทุนการซื้อขาย
แต่ยากเหลือเกินที่จะปิดคอกในเวลาที่ม้าทั้งฝูงมิได้เพียงหลุดออกไปแล้ว
หากยังตกหน้าผาไปต่อหน้าต่อตาเจ้าของด้วย
…………….
เพราะความโลภ ทำให้ชาวเกาหลีใต้จำนวนไม่น้อยสิ้นเนื้อประดาตัว
เครดิต
ความทุกข์ของชาวเกาหลีใต้กับการลงทุนในหุ้น
เมื่อการลงทุนมิใช่การออม
แต่เป็นการเดิมพันครั้งสุดท้ายของชีวิต
ในประเทศอื่น คนมีเงินเหลือก็เอาไปฝากธนาคาร ซื้อพันธบัตร ซื้อหุ้น หรือเก็บไว้เป็นทุนการศึกษาของลูก การลงทุนจึงมีความหมายคล้ายกับการปลูกต้นไม้ คือค่อย ๆ รดน้ำ พรวนดิน แล้วนั่งรอวันที่มันออกดอกออกผล
แต่ในเกาหลีใต้ทุกวันนี้ การลงทุนของคนจำนวนไม่น้อยมิได้เหมือนการปลูกต้นไม้
หากคล้ายกับการเอาบ้านไปจำนอง
แล้วซื้อสลากใบสุดท้าย
เพราะเชื่อว่าถ้าใบนี้ไม่ถูกรางวัล ชีวิตทั้งชีวิตก็คงไม่มีโอกาสได้ตั้งตัวอีกต่อไป
……….
เมื่อดัชนี KOSPI พุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยกระแสปัญญาประดิษฐ์และหุ้นเซมิคอนดักเตอร์
คนเกาหลีใต้ตั้งแต่นักศึกษา มนุษย์เงินเดือน แม่บ้าน ไปจนถึงผู้เกษียณ ต่างพากันเข้าแถวซื้อความหวัง
หุ้นซึ่งแต่เดิมเป็นเรื่องของนักลงทุน จึงกลายเป็นเรื่องสนทนาประจำโต๊ะอาหาร ประจำรถไฟใต้ดิน และประจำห้องทำงาน
จำนวนชาวเกาหลีใต้ถือหุ้นเพิ่มจากประมาณ 6 ล้านคนในปี 2562
เป็นมากกว่า 14.5 ล้านคนเมื่อสิ้นปี 2568
ขณะที่บัญชีซื้อขายหุ้นที่ยังใช้งานอยู่มีมากกว่า 105 ล้านบัญชีในเดือนพฤษภาคม 2569
ประเทศที่มีประชากรราว 50 ล้านคนจึงมีบัญชีหุ้นมากกว่าจำนวนประชากรถึงสองเท่าเศษ
…………..
เหตุที่คนเกาหลีใต้แห่กันเข้าตลาดหุ้นนั้น มิใช่เพราะคนทั้งประเทศเกิดมีความรู้เรื่องงบดุลพร้อมกันในคืนเดียว
แต่เพราะ KOSPI เคยพุ่งขึ้นถึงราว 200% ภายในหนึ่งปี
กลายเป็นตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
คนที่ยังไม่ได้ซื้อจึงมิได้รู้สึกเพียงว่าพลาดกำไร หากรู้สึกว่าตนกำลังถูกขบวนรถแห่งความมั่งคั่งทิ้งไว้ข้างหลัง
………..
ความรู้สึกเช่นนี้ฝรั่งเรียกว่า FOMO แต่คนไทยอาจเรียกง่าย ๆ ว่า กลัวคนอื่นรวยก่อน
สำหรับคนหนุ่มสาวเกาหลีใต้ ความกลัวนี้ยิ่งรุนแรง
เพราะราคาที่อยู่อาศัยวิ่งเร็วกว่ารายได้
ขณะที่ความเชื่อในหนทางดั้งเดิม
“เรียนให้ดี ทำงานให้หนัก ประหยัดอดออม แล้วซื้อบ้าน”
กำลังเลือนหาย
ตลาดหุ้นจึงมิใช่เพียงสถานที่ลงทุน หากกลายเป็นบันไดไม่กี่ตัวที่เหลืออยู่สำหรับปีนออกจากฐานะเดิม
………..
ครั้นเห็นประชาชนกระตือรือร้น รัฐบาลก็ช่วยเปิดประตูให้กว้างขึ้น
…………
พฤษภาคม 2569
เกาหลีใต้อนุญาตให้มี ETF แบบทวีคูณซึ่งผูกกับหุ้นรายตัว เช่น Samsung Electronics และ SK Hynix
ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ให้ผลตอบแทนเป็นสองเท่าของการเคลื่อนไหวรายวัน
……….
แต่เมื่อหุ้นลง ความเสียหายก็เพิ่มเป็นทวีคูณเช่นเดียวกัน
………..
ภายในเวลาไม่นาน การลงทุนโดยใช้เงินกู้ของนักลงทุนรายย่อยพุ่งขึ้นแตะระดับสูงเป็นประวัติการณ์กว่า 60 ล้านล้านวอน
ผู้คนมากกว่า 350,000 คนเข้าอบรมเพื่อให้มีสิทธิซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านี้
บางคนมิได้ใช้เงินที่มีอยู่ แต่ใช้เงินเบิกเกินบัญชี เงินกู้ หรือวงเงินที่แอปซื้อขายหุ้นมอบให้เพียงแตะปุ่มเล็ก ๆ บนหน้าจอ
นักศึกษาชาวเกาหลีใต้วัย 24 ปีคนหนึ่งเคยนำเงินออม 20 ล้านวอนจากช่วงรับราชการทหาร ไปลงทุนโดยใช้วงเงินกู้ถึงห้าเท่า ไม่นานเงินก้อนนั้นเพิ่มเป็นเกือบ 300 ล้านวอน
แต่เมื่อตลาดกลับทิศ ทรัพย์สินที่ดูเหมือนจะเปลี่ยนชีวิตได้ก็สูญสลายภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ที่น่าคิดก็คือ แม้จะเสียหายหนัก เขายังตั้งใจว่าจะกลับมากู้เงินลงทุนอีกเมื่อมีทุนเพียงพอ
………..
นี่มิใช่ความโลภอย่างธรรมดา
หากเป็นความสิ้นหวังที่แต่งตัวเป็นความกล้า
………….
แล้ววันที่ดนตรีหยุดก็มาถึง
1.ความกังวลว่าการลงทุนด้าน AI ทั่วโลกอาจมากเกินไป
2.ผลประกอบการของ SK Hynix ซึ่งแม้กำไรเพิ่มขึ้นถึงหกเท่า แต่ยังต่ำกว่าความคาดหวัง
ทำให้นักลงทุนเริ่มขายหุ้นชิป Samsung Electronics และ SK Hynix ซึ่งรวมกันมีน้ำหนักมากกว่าครึ่งหนึ่งของตลาด KOSPI จึงลากดัชนีทั้งตลาดลงไปพร้อมกัน
……….
เมื่อหุ้นเริ่มตก
นักลงทุนที่ใช้เงินตนเองอาจยังนั่งรอได้
แต่นักลงทุนที่ใช้เงินกู้ไม่มีสิทธินั่งรอนาน
นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เริ่มบังคับขายทรัพย์สินเพื่อชำระหนี้
การขายทำให้ราคาตก
ราคาตกก่อให้เกิดการบังคับขายครั้งใหม่
วงจรเช่นนี้หมุนเร็วเสียจนตลาดหุ้นซึ่งเคยเป็นลิฟต์ขึ้นสวรรค์
กลายเป็นลิฟต์ที่สายสลิงขาด
………..
ภายในเวลาเดือนเศษ KOSPI สูญเสียมูลค่าเกือบ 40% จากจุดสูงสุด
เงินกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์
หรือ 67 ล้านล้านบาท
มากกว่างบประมาณที่ไทยใช้ทั้งประเทศในหนึ่งปี 18 เท่า
……….
เงิน 67 ล้านล้านบาทระเหยออกจากตลาด
………….
บริเวณหน้ารัฐสภาเกาหลีใต้มีผู้นำพวงหรีดราว 40 พวงไปวางประท้วง
บางข้อความกล่าวหารัฐบาลว่าเข่นฆ่านักลงทุนรายย่อย
ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต้องกล่าวขอโทษต่อรัฐสภาว่า
การนำผลิตภัณฑ์ ETF แบบทวีคูณมาใช้นั้นมิได้ผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบเพียงพอ
………..
รัฐบาลกำลังเร่งออกมาตรการจำกัดสัดส่วนการลงทุน เพิ่มเงินฝากขั้นต่ำ และเพิ่มต้นทุนการซื้อขาย
แต่ยากเหลือเกินที่จะปิดคอกในเวลาที่ม้าทั้งฝูงมิได้เพียงหลุดออกไปแล้ว
หากยังตกหน้าผาไปต่อหน้าต่อตาเจ้าของด้วย
…………….
เพราะความโลภ ทำให้ชาวเกาหลีใต้จำนวนไม่น้อยสิ้นเนื้อประดาตัว
เครดิต