JJNY : ศก.ซบเซา ตักบาตรเข้าพรรษาน้อยลง│สมชัยฮึ่มกกต.อ่อนหัด│ทวีแนะส่งศาลวินิจฉัยคดีฮั้วสว.│รัสเซียโจมตียูเครนระลอกใหม่

เศรษฐกิจซบเซา คนตักบาตรเข้าพรรษาน้อยลง
.

.
ชาวแม่ฮ่องสอนและนักท่องเที่ยวร่วมกันทำบุญตักบาตรพระภิกษุสงฆ์-สามเณร 70 รูป ในวันเข้าพรรษาบนสะพานซูตองเป้ แต่ปีนี้คนน้อยลง คาดอาจเป็นเพราะฝนตกต่อเนื่อง และปัญหาเศรษฐกิจที่ซบเซาลงอย่างมาก
.
เมื่อเวลา 07.30  น.วันที่  30  ก.ค 69  ชาวแม่ฮ่องสอนและนักท่องเที่ยวแต่งกายชุดไทใหญ่และพื้นเมืองท้องถิ่น นำสิ่งของจำพวกอาหารสำเร็จรูปไปร่วมกันทำบุญตักบาตรบนสะพานบุญอธิษฐานแห่งความสำเร็จหรือ สะพานซูตองเป้ ของ วัดภูสมณาราม บ้านกุงไม้สัก ต.ปางหมู อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน
.
โดยมีพระปลัดจิตตพัฒน์  อัคคปัญโญ  เจ้าอาวาสวัดภูสมณาราม นำพระภิกษุสงฆ์-สามเณรจำนวน 70 รูป รับบิณฑบาตจากผู้มีจิตศรัทธาไปตามสะพานซูตองเป้ ซึ่งเป็นสะพานไม้ไผ่ทอดข้ามทุ่งนาจากวัดภูสมณาราม เชื่อมต่อไปยังบ้านกุงไม้สัก ตลอดแนวความยาวประมาณ 500 เมตร  ท่ามกลางอากาศที่เย็นสบายยามเช้า หลังจากช่วงกลางคืนมีฝนตกลงมาแทบตลอดทั้งคืน
.
อย่างไรก็ตามในปีนี้มีคณะมีผู้จิตศรัทธามาร่วมทำบุญตักบาตรวันเข้าพรรษาที่สะพานซูตองเป้แห่งนี้ลดลงจากปีก่อน ๆ สาเหตุอาจเป็นเพราะจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ถนนหนทางที่คดโค้งลาดชันขึ้นลงตามไหล่เขาเดินทางไม่สะดวกในช่วงฤดูฝน จึงทำให้จังหวัดแม่ฮ่องสอนช่วงนี้ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยว และยังประสบกับปัญหาเศรษฐกิจที่ซบเซาลงอย่างมาก
.

.
จุดอ่อนอื้อ คำวินิจฉัยคุณสมบัติส.ว. แดง-สมพาน สมชัยฮึ่มกกต.อ่อนหัด เจตนาละเว้นเพื่อช่วยเหลือ
https://www.matichon.co.th/politics/news_5826845
.
จุดอ่อนอื้อ คำวินิจฉัยคุณสมบัติ แดง ขายหมู-สมพาน พ่อค้าเตี๋ยวไก่ สมชัยอัด กกต.อ่อนหัด ระวังโดนร้องเอาผิดอาญา ประมาท-เจตนาช่วยเหลือผู้สมัครโดยไม่ยึดหลัก กม.
.
จากกรณี นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ตั้งข้อสังเกต 2 ส.ว.อำนาจเจริญ คือ นายสมพาน พละศักดิ์ ที่มีกิจการขายก๋วยเตี๋ยว และ นางแดง กองมา มีกิจการเขียงหมู ลงสมัคร ส.ว.ผิดกลุ่มหรือไม่ โดยไปลงกลุ่ม 10 คือกลุ่มประกอบกิจการอื่น นอกจากกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม ต่อมา กกต.เผยแพร่คำวินิจฉัย ยืนยันทั้ง 2 ราย พยานหลักฐานครบถ้วน เป็นผู้มีคุณสมบัติ ไม่มีลักษณะต้องห้ามนั้น
.
เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วิเคราะห์คำวินิจฉัย กกต. กรณีคุณสมบัติสมัคร ส.ว.ของนายสมพานและนางแดง ผ่านทางเฟซบุ๊ก ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร ไว้ดังนี้
.
จุดอ่อนในคำวินิจฉัยคำร้องเรื่องคุณสมบัติ ส.ว. ของ กกต.
.
การยกคำวินิจฉัยยกคำร้องของ กกต. กรณีผู้สมัคร ส.ว.มีคุณสมบัติไม่ตรงกับกลุ่มที่ตนสมัคร เพื่อสยบกระแสการตั้งคำถามของสังคม กลับไม่เป็นดังคาด กลายเป็นดาบที่ฟาดฟันกลับยัง กกต.
.
แทนที่สังคมจะเชื่อ สังคมกลับตั้งคำถามถึงความอ่อนหัด ไม่รอบคอบ ไปจนถึงเจตนาละเว้นเพื่อช่วยเหลือผู้สมัคร เพราะเมื่ออ่านคำวินิจฉัยทั้งสองฉบับ จะเห็นจุดอ่อนที่สำคัญ ดังนี้
.
1. หลักในการวินิจฉัย ยืนอยู่บนข้อเท็จจริง คือเขารับรองตัวเองแล้ว มีพยานลงนามรับรองแล้ว ผอ.การเลือกตั้งระดับอำเภอให้การว่าตรวจสอบคุณสมบัติแล้ว ไม่มีหน่วยราชการใดโต้แย้งว่าขาดคุณสมบัติ
.
2. การไต่สวนเพิ่มเติม มุ่งประเด็นเดียวคือคุณขายหมู ขายก๋วยเตี๋ยวเกิน 10 ปี หรือไม่ ถ้ามีพยานให้การว่าพบเห็นการประกอบอาชีพเกิน 10 ปี ถือว่าครบคุณสมบัติ
.
3. ไม่มีการตีความว่า กลุ่มอาชีพ (10) กลุ่มประกอบกิจการอื่นนอกจากกิจการตาม (9) กลุ่มผู้ประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดย่อมตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น หรืออื่นๆ ในทำนองเดียวกัน คืออะไร แต่ตีความแบบไม่รู้เรื่องว่าคืออะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ (9)
.
4. การตีความ (10) ต้องดู กม.ที่เกี่ยวกับ (9) ในที่นี้คือกฎกระทรวงว่าด้วยกำหนดจำนวนการจ้างงานและมูลค่าทรัพย์สินถาวรของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ.2545 ซึ่งระบุว่า กิจการการให้บริการ (เช่น ขายก๋วยเตี๋ยว) ขนาดเล็ก (S) คนงานไม่เกิน 50 คน มูลค่าทรัพย์สินไม่เกิน 50 ล้าน และขนาดกลาง (M) คนงาน 51-200 คน มูลค่าทรัพย์สินเกิน 50 ล้าน แต่ไม่เกิน 200 ล้านบาท
.
5. ส่วนกิจการค้าปลีก (เช่น ขายเนื้อหมู) ขนาดเล็ก (S) คนงานไม่เกิน 15 คน มูลค่าทรัพย์สินไม่เกิน 30 ล้านบาท ส่วนขนาดกลาง (M) คนงาน 16-30 คน มูลค่าทรัพย์สินเกิน 30 ล้าน แต่ไม่เกิน 60 ล้านบาท
.
6. การตีความ (10) ที่ไม่ใช่ (9) ที่ถูกต้องคือเป็นวิสาหกิจ ที่ไม่ใช่ S หรือ M นั่นหมายความว่า ถ้าขายก๋วยเตี๋ยว ต้องมีคนงานเกิน 200 คน ทรัพย์สินถาวรเกิน 200 ล้าน ถ้าขายเนื้อหมูในตลาด ต้องมีคนงานเกินกว่า 30 คน และเขียงหมูต้องมีมูลค่าทรัพย์สินเกิน 60 ล้านบาท
.
7. หาก กกต.วินิจฉัยผิด โดยอ่อนหัด เป็นเรื่องกระทำการโดยประมาทเลินเล่อ สะเพร่า ทำให้ราชการได้รับความเสียหาย หรือหากมีเจตนาช่วยเหลือผู้สมัครโดยไม่ยึดถือกฎหมาย ถือเป็นความผิดทางอาญา ในฐานะเจ้าพนักงานของรัฐ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
.
https://www.facebook.com/somchaivision/posts/1614154390277173
.

.
ทวี แนะส่งศาลวินิจฉัยคดีฮั้วสว. สอดคล้องหลักนิติธรรม ไม่ทำลายศรัทธากกต.
https://www.matichon.co.th/politics/news_5826899
.
ทวี แนะส่งศาลวินิจฉัยคดีฮั้วสว. สอดคล้องหลักนิติธรรม ไม่ทำลายศรัทธากกต.
.
วันที่ 30 กรกฎาคม พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุ
.
มาตรฐาน “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” : จุดชี้ชะตาคดี ฮั้ว สว. และศรัทธาต่อ กกต.
.
ในสภาวการณ์ที่สังคมไทยกำลังจับจ้องการประชุมชี้ขาดคดีประวัติศาสตร์ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณีจะมีมติ ตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ซึ่งเกี่ยวข้องกับกรรมการบริหารพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา มากกว่า 229 คน
.
การตัดสินใจของ กกต. ในครั้งนี้ มิได้มีผลเฉพาะต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องเท่านั้น หากยังเป็นบททดสอบสำคัญของหลักนิติธรรม ความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระ และความศรัทธาของประชาชนต่อหลักนิติธรรมของประเทศ ซึ่งการพิจารณาทางกฎหมายมหาชนและประสบการณ์ส่วนตัวจากคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญ (คำวินิจฉัยที่ 1/2569) มีข้อเสนอ ดังนี้
.
1. กกต. เป็นองค์กรอิสระตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง และมาตรา 215 กำหนดให้องค์กรอิสระต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้หลักนิติธรรม ด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติ
.
ความเป็น “องค์กรอิสระ” จึงมิใช่อำนาจที่จะใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ หรือเบี่ยงเบนการบังคับใช้กฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์แก่บุคคลใด หากแต่หมายถึงความเป็นอิสระจากการครอบงำทางการเมือง ความสัมพันธ์ส่วนตัว และผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อรักษาประโยชน์สาธารณะและความยุติธรรมของบ้านเมือง
.
2. สิ่งที่สร้างความกังวลแก่สังคม คือข้อเท็จจริงตามลำดับเวลาที่ปรากฏว่า ขณะที่สมาชิกวุฒิสภา 138 คน กำลังถูกไต่สวนในคดีทุจริตการเลือกตั้ง วุฒิสภาชุดเดียวกันกลับเป็นผู้ลงมติให้ความเห็นชอบกรรมการ กกต. จำนวน 5 ใน 7 คน เข้าดำรงตำแหน่ง
.
– นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ แม้ครบวาระแล้ว แต่เมื่อวุฒิสภาไม่เห็นชอบผู้ได้รับการสรรหาใหม่ จึงยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
.
– กรรมการ กกต. อีก 4 คน ได้แก่ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ นายณรงค์ รักร้อย และนายจิรุตม์ วิศาลจิตร ต่างได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาชุดปัจจุบัน
.
ข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมทำให้วิญญูชนตั้งคำถามได้ว่า การพิจารณาคดีที่มีผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเคยมีบทบาทในการลงมติให้ความเห็นชอบกรรมการ กกต. จะสามารถดำเนินไปโดยปราศจากอคติหรือความผูกพันทางใจได้เพียงใด แม้ไม่มีการกระทำที่ไม่ชอบเกิดขึ้นก็ตาม ความเชื่อมั่นของสาธารณชนย่อมได้รับผลกระทบจากภาพแห่งความขัดกันของผลประโยชน์ดังกล่าว
.
3. พฤติการณ์ที่เป็นข้อกังขาของสังคมที่เป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ตอบแทนบุญคุณมากกว่าความถูกต้อง และการเอื้อประโยชน์เปิดประตูให้ทำการทุจริต อาทิ
.
– ระเบียบ กกต. ข้อ 122 ที่กำหนดให้ใช้หมายเลขผู้สมัครเดียวกันทั้งรอบเช้าและรอบบ่าย ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจเปิดช่องให้เกิดการลงคะแนนแบบจัดตั้งหรือ “โหวตล็อก” อันกระทบต่อหลักการลงคะแนนลับตามมาตรา 33
.
– ขบวนการบล็อก หรือให้ลงคะแนนตามโพย จนผลการเลือกตั้งมีลักษณะผิดธรรมชาติ แต่เลือกตามโพย โดยผู้ได้รับเลือกเป็น สว. 138 คน มีคะแนนกระจุกตัวอยู่ในช่วงประมาณ 50–79 คะแนน ขณะที่ผู้สมัครอีกจำนวนมากมีคะแนนอยู่เพียงประมาณ 20–28 คะแนน
.
– การแต่งตั้งอนุกรรมการชุดที่ 36 มาพิจารณายกคำร้อง ทั้งที่อนุกรรมการชุดที่ 26 เป็นผู้ไต่สวนโดยตรง
.
– การปรับผลการประเมินเลขาธิการ กกต. จาก “ไม่ผ่าน” เป็น “ผ่าน”
.
– การไม่รับสำนวนการสอบสวนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ทั้งที่มีการกล่าวอ้างว่ามีพยานหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงิน ฯลฯ
.
ข้อเท็จจริงเหล่านี้เป็นประเด็นที่สังคมเรียกร้องให้มีการอธิบายอย่างชัดเจนและโปร่งใส เพื่อธำรงไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้ง
.
4. “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” คือมาตรฐานทางกฎหมายที่ กกต. ต้องยึดถือ
พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 บัญญัติว่า หากมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” มีการกระทำอันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา
.
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2569 (หน้า 19) ซึ่งอ้างอิงรายงานการประชุมของวุฒิสภาในชั้นพิจารณาร่างกฎหมาย ได้อธิบายเจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้ไว้อย่างชัดเจนว่า การพิจารณาของ กกต. ใช้มาตรฐานทางกฎหมายมหาชน มิใช่มาตรฐานการพิสูจน์ในคดีอาญาที่ต้องพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัยอันสมควร
.
กล่าวคือ หากมีข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานเบื้องต้นที่ทำให้วิญญูชนเห็นได้อย่างมีเหตุผลว่าน่าเชื่อว่ามีการกระทำความผิด ก็เพียงพอที่จะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้ไต่สวนและวินิจฉัยต่อไป
.
เมื่อเทียบเคียงกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 66 ซึ่งศาลสามารถออกหมายจับได้โดยอาศัยเพียง “หลักฐานตามสมควร” การใช้มาตรฐาน “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ตามมาตรา 62 จึงมิใช่มาตรฐานที่สูงกว่านั้น
.
หากเป็นจริงตามที่มีการกล่าวอ้างว่าสำนวนคดีมีเอกสารกว่า 80,000 แผ่น พร้อมพยานหลักฐานด้านนิติคณิตศาสตร์และข้อมูลอื่นประกอบแล้ว ประเด็นสำคัญจึงมิใช่ว่าจะพิสูจน์ความผิดจนสิ้นข้อสงสัยได้หรือไม่ เพราะนั่นเป็นหน้าที่ของศาลฎีกา หากแต่เป็นการพิจารณาว่าได้ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่