JJNY : ปฏิรูปราชการพิสูจน์ฝีมือรัฐบาล│เอกชนหนุนปรับเกณฑ์บัตรคนจน│ทรัมป์ยังเชื่อมั่นปธ.เฟด│39 จว.ฝนตกหนัก

กระทู้ข่าว
ปฏิรูปราชการพิสูจน์ฝีมือรัฐบาล
https://www.dailynews.co.th/news/6064678/
.

.
การอภิปรายงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570 ได้รับความสนใจอาจมากกว่างบประมาณรายจ่ายประจำปีอื่น เนื่องจากมีข้อมูลที่เปิดว่า งบประมาณไทย 3.76 ล้านล้านบาท เป็นงบประจำไปแล้ว 3 ล้านล้านบาท
.
แล้วเงินมันจะเหลือไปลงทุนให้เกิดดอกงอกเงยขึ้นอย่างไร จึงมีการพูดถึงการปรับลดงบประจำ อันหมายถึงเงินเดือน บำเหน็จ บำนาญ นำมาซึ่งการที่รัฐบาลอนุทินต้องการปฏิรูประบบราชการ โดยมอบหมายนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ศึกษา
.
เบื้องต้นก็มีเรื่องการเออร์ลี่ รีไทร์ ซึ่งรองนายกฯปกรณ์ มองว่า “อาจปรับช่วงเออร์ลี่เป็นช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป” เพื่อว่า คนที่ออกจากราชการยังสามารถปรับตัวทำงานอย่างอื่นได้ ไม่แก่เกินเรียนรู้  นอกจากการเออร์ลี่รีไทร์ มีเป้าหมายการลดอัตรา ตำแหน่งทางราชการลง เนื่องจากบางตำแหน่งไม่จำเป็นอีกต่อไป หรือสามารถใช้เอไอแทนได้ โดยการยกเลิกตำแหน่ง รอให้คนสุดท้ายที่ทำงานอยู่ในขณะนี้เกษียณแล้วยกเลิกไปเลย แต่ยังไม่รู้ว่า มีตำแหน่งอะไรโดนเลิกบ้าง
.
ในการประชุม กมธ.งบประมาณ นายวีระ ธีรภัทรานนท์ ในฐานะ กมธ.ได้เสนอยกเลิกบางหน่วยงานที่ไม่ค่อยมีบทบาท ดูเหมือนฝ่ายรัฐบาลจะเด้งรับเพราะตรงกับความต้องการจะยกเลิกอยู่แล้ว เบื้องต้น จะศึกษาเพื่อยุบสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)  ธนาคารที่ดิน ( องค์การมหาชน ) และองค์การมหาชนอีก 3-4 แห่ง ที่ไม่ผ่านการประเมินมาหลายปี  ซึ่งรองนายกฯ ปกรณ์วางแผนเริ่มยุบหน่วยงานในเดือน ก.ย.
.
จะยุบหน่วยงานไหน ขณะนี้รอให้คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ( ก.พ.ร.) ศึกษามาก่อน แต่นายปรกรณ์ย้ำว่า จะไม่ให้กระทบกับข้าราชการ ซึ่งคนของหน่วยงานที่ถูกยุบอาจย้ายไปอยู่หน่วยงานอื่น ตอนนี้ยังไม่รู้ไปก่อนว่า เอาเออร์ลี่รีไทร์กี่คน หน่วยงานไหนจะโดนยุบ  รัฐบาลต้องทำเรื่องนี้ให้สอดคล้องกับนโยบาย FastPass หรือกระบวนการลดขั้นตอนการติดต่อขออนุญาตกับราชการไปด้วย  เพื่อให้ปฏิรูปราชการทำครั้งเดียวทำได้ครอบคลุม ทำได้มาก
.
คนที่จับตาเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดจากพรรคประชาชนคือ “สส.ไหม”ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค ที่ติงว่า “ยังไม่มีความชัดเจน และไม่มีแผนภาพใหญ่”  สส.ไหมเห็นว่า จะต้องทบทวนภารกิจหน่วยงานก่อนที่จะทำเออร์ลี่รีไทร์  มีการทำงานซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นหรือไม่ จำเป็นต้องยุบอะไรบ้าง เป็นต้น จากนั้นค่อยทำการคัดเลือกบุคคลที่ได้ไปต่อ ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นว่าคนมีความสามารถเออร์ลี่เป็นลำดับแรก
.
เนื่องจากเงินชดเชยเพียง 12 เดือน ซึ่งคนที่อายุเกิน 50 ปี อาจจะดึงดูดได้บ้าง แต่เมื่อกำหนดช่วงอายุสำหรับเออร์ลี่ 40-49 ปี ที่เข้าโครงการได้ให้ชดเชยสูงสุดไม่เกิน 12 เดือน คงไม่มีใครอยากเข้าโครงการ เพราะข้าราชการที่อายุต่ำกว่า 50 ปี ออกตอนนี้จะยังไม่ได้รับบำนาญ คิดว่าสุดท้ายไม่น่าจะมีข้าราชการสนใจ การชดเชยไม่ดึงดูด ส่วนที่ว่า หากหน่วยงานใดมีคนออก 5 คน ก็จะจ้างคนนอกมาปรับปรุงด้านเทคโนโลยีแทนนั้น มองว่าไม่น่าทำให้หัวหน้าหน่วยงานใดสนใจ
.
สส.ไหมยังมองว่า  ควรคิดเรื่องยุบหรือรวมหน่วยงานก่อน  เมื่อเหลือแค่ไหนค่อยไปทำเออร์ลี่รีไทร์ แต่กลายเป็นว่าเมื่อโครงการไม่ได้ผล ไปเอาอันนั้นออก หรือมีแรงกดดันจากห้องกรรมาธิการ กระแสสังคม แล้วก็จับหน่วยงานมายุบรวม จึงขอเสนอให้ศึกษาก่อนสัก  6-12 เดือน เพราะยังไม่ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับงบประมาณทันที และมาตรการที่มีอยู่ยังไม่ได้ช่วยทำให้งบประมาณปี 2571 กลับเข้าสู่สภาวะปกติ ไม่ต้องรีบร้อนรีบออกมามาตรการเช้าอัน เย็นอันแบบนี้
.
เรื่องปฏิรูปมีอีกเรื่องหนึ่งที่“ห้ามละสายตา” คือการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 หรือกฎหมายบัตรทอง ซึ่งมีข่าวออกมาว่า จะแก้ไขให้เป็นการร่วมจ่าย ทางแพทย์ชนบทออกมาค้านมาก เพราะมันจะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ อาจมีผลไปถึงดึงเอกชนเข้ามามีบทบาทกำหนดค่ารักษาพยาบาล ทำให้คนจนส่วนหนึ่ง ( ที่ไม่มีเงินร่วมจ่าย ) กลายเป็นผู้ป่วยอนาถา ทำลายทั้งหลักสุขภาพและทำลายศักดิ์ศรี  ระบบที่เคยสร้างมาพังยับ
.
เรื่องบัตรทองละเอียดอ่อนมาก พรรคไหนก้าวพลาดมีโอกาสเสียศูนย์หนัก คะแนนลดฮวบ จะปรับอะไรคิดดีๆ
.

.
เอกชนหนุนปรับเกณฑ์บัตรคนจน แนะรัฐตีกรอบมูลค่าหุ้นให้ชัด ย้ำอย่าตั้งเกณฑ์เพียงลดภาระงบ
https://www.matichon.co.th/economy/news_5826444
.
เอกชนหนุนปรับเกณฑ์บัตรคนจน แนะรัฐตีกรอบมูลค่าหุ้นให้ชัด ย้ำอย่าตั้งเกณฑ์ลดภาระงบ แต่ต้องช่วยเหลือตามความจริง
.
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยถึงกรณีรัฐบาลปรับเพิ่มรายละเอียดเกณฑ์การคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ครั้งที่ 2 ว่า สำหรับกรณีนักเรียน นักศึกษาที่มีการปรับปรุงข้อมูลโดยไม่นับรวมผู้เรียนในระบบการศึกษานอกระบบ (กศน.) สำหรับผู้เรียนทุกช่วงวัย เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว แต่เสนอแนะว่าภาครัฐควรจัดให้มีมาตรการช่วยเหลือด้านการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษาและส่งเสริมการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในอนาคต ส่วนกรณีหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญ ผู้ถือหุ้น หรือกรรมการบริษัท ที่จะไม่นับรวมห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัทที่จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมและวิสาหกิจชุมชน เห็นด้วยกับเกณฑ์นี้ เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวอาจมีผู้เปราะบางหรือผู้มีรายได้น้อยรวมอยู่ด้วย อย่างไรก็ดี อาจต้องนำมูลค่าหุ้นมาพิจารณาประกอบเพิ่มเติมเพื่อความแม่นยำ
.
นายแสงชัย กล่าวว่า สำหรับกรณีผู้มีบัญชีฝากหลักทรัพย์และตราสารหนี้ ที่ไม่นับรวมบัญชีที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ หรือมีมูลค่ารวมกันต่ำมาก เห็นด้วยในหลักการ แต่ยังคงมีข้อสังเกตว่ามูลค่ารวมกันต่ำมาก ควรมีการกำหนดเกณฑ์และวงเงินตัวเลขที่ชัดเจนว่าเป็นมูลค่าเท่าใด ส่วนกรณีเกณฑ์ยานพาหนะ ที่ไม่นับรวมรถจักรยานยนต์อายุเกิน 15 ปี (เว้นแต่เป็นรถมูลค่าสูงหรือรถสะสม) รวมถึงรถยนต์ รถพ่วง และรถใช้งานเกษตรกรรมที่มีอายุเกิน 20 ปี (เว้นแต่เป็นรถมูลค่าสูงหรือรถสะสม) เห็นด้วยกับการปรับเกณฑ์ดังกล่าว แต่เน้นย้ำว่าการประเมินมูลค่ารถใช้งานเกษตรกรรมที่มีอายุเกิน 20 ปี จะต้องมีวิธีการที่เป็นมาตรฐานและเชื่อถือได้เพื่อความแม่นยำในการคัดกรอง
.
นายแสงชัย กล่าวว่า ขณะเดียวกัน รัฐบาลขยายระยะเวลาให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมสามารถใช้สิทธิได้ต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน และจะให้ผู้ผ่านการคัดกรองรายใหม่เริ่มใช้สิทธิพร้อมกันในวันที่ 1 ตุลาคม โดยปรับเปลี่ยนจากแนวทางเดิมที่จะให้ผู้ไม่ผ่านการคัดกรองย้ายไปใช้สิทธิในโครงการไทยช่วยไทยแต่สุดท้ายกลับเลือกให้ใช้สิทธิบัตรคนจนแทนนั้น เห็นว่าผู้ที่ไม่ผ่านการคัดกรองควรได้รับโอกาสและมีช่องทางในการอุทธรณ์ โดยหน่วยงานภาครัฐที่ทำหน้าที่ประเมินควรแจ้งเหตุผลของการไม่ผ่านให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้สมัครสามารถนำเสนอข้อเท็จจริงเพิ่มเติม และเปิดโอกาสให้มีการทบทวนสิทธิ์อย่างเป็นธรรม
.
นายแสงชัย กล่าวว่า บัตรสวัสดิการแห่งรัฐถือเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางเพื่อลดภาระค่าครองชีพ ซึ่งการปรับทบทวนหลักเกณฑ์การคัดกรองของภาครัฐสามารถทำได้ แต่ต้องมีเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบที่แม่นยำ เป็นธรรม และไม่ตกหล่น โดยควรมุ่งเน้นไปที่การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก ส่วนกลุ่มที่มีรายได้ต่ำต้องแยกประเภท คือ 1.กลุ่มรายได้ต่ำสามารถทำงานหรือประกอบอาชีพได้ตามปกติ เป็นเกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย แรงงานนอกระบบ และ2.กลุ่มผู้ว่างงาน ไม่มีงานทำ แต่เป็นกลุ่มวัยทำงานที่สามารถทำงานได้ เพื่อบริหารจัดการงบประมาณอย่างเหมาะสม โดยเน้นย้ำว่าภาครัฐไม่ควรตั้งเกณฑ์คัดกรองเพียงเพื่อลดภาระงบประมาณ แต่ต้องหางบมาช่วยเหลือให้ครอบคลุมความจำเป็นจริง
.
สิ่งสำคัญ คือ ต้องไม่เป็นการจัดเกณฑ์เพื่อลดภาระงบประมาณ แต่จะต้องแสดงความชัดเจนในการที่รัฐบาลมีวิสัยทัศน์ในการบริหารจัดการนโยบายช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและรายได้ต่ำกับมาตรการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วยงบประมาณที่เหมาะสม ไม่ใช่จัดเกณฑ์ตามงบ แต่จะต้องหางบมาช่วยและพัฒนาให้ได้ตามที่จำเป็น อย่าให้การคัดกรองสร้างปัญหาในการครองใจประชาชน แยกคนที่ต้องได้ กับ คนที่ไม่จำเป็นต้องได้ ให้ชัดเจนแบบไม่ตกหล่น” นายแสงชัย กล่าว
.
นายแสงชัย กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังเสนอให้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็น บัตรสร้างงาน สร้างอาชีพแห่งรัฐ โดยเปลี่ยนบทบาทรัฐจากการยื่นมือช่วยเหลือเงินเพียงอย่างเดียว มาเป็นการสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ ผ่านการยกระดับทักษะแรงงานอัพสกิลรีสกิล ทั้งทักษะดิจิทัลเอไอ การเงิน และวิชาชีพเฉพาะทาง ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและสถานศึกษาต่าง ๆ เพื่อสร้างระบบนิเวศการพัฒนาแบบเร่งด่วน แม้จะต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นในระยะแรก แต่จะช่วยเปลี่ยนผู้รับสิทธิ์ให้กลายเป็นกำลังสำคัญทางเศรษฐกิจ พึ่งพาตนเองได้ และลดภาระสวัสดิการของภาครัฐได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
.

.
ทรัมป์ยังเชื่อมั่นประธานเฟด แม้ไม่ลดดอกเบี้ยตามต้องการ
https://www.dailynews.co.th/news/6066345/
.
ผู้นำสหรัฐยืนยันเชื่อมั่นเควิน วอร์ช ในฐานประธานธนาคารกลาง แม้ยังไม่ลดดอกเบี้ย และส่งสัญญาณว่า หากเงินเฟ้อยังสูง อาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยอีก
.
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 30 ก.ค. ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวว่า ยังมีความเชื่อมั่นต่อนายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลาง ( เฟด ) ซึ่งตัวเขาเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนี้เอง แม้วอร์ชยังไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามที่ทรัมป์ต้องการ และมีแนวโน้มว่า จะยังไม่ดำเนินการในเร็ว ๆ นี้
.
ทั้งนี้ วอร์ชกล่าวหลังการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน ( เอฟโอเอ็มซี ) ซึ่งมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบ 3.50-3.75% ว่าหากเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงเร่งตัว ขณะที่ตลาดแรงงานและเศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง เฟดย่อมมีแนวโน้มใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น หรืออาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย มากกว่าการผ่อนคลายนโยบาย
.
การประชุมครั้งดังกล่าวเป็นการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินครั้งที่สอง นับตั้งแต่วอร์ชเข้ารับตำแหน่งประธานเฟด ต่อจากนายเจอโรม พาวเวลล์ เมื่อเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา โดยทั้งสองครั้ง เฟดมีมติไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
.
ขณะเดียวกัน ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าให้น้ำหนักมากกว่า 60% ว่าเฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ในการประชุมเดือนก.ย. หากแนวโน้มเงินเฟ้อยังคงเพิ่มขึ้น.
.
https://x.com/EricLDaugh/status/2082550406735933696
.
https://x.com/cspan/status/2082538816515055920
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่