“อัลตร้าสมูท” 78 ปี เปิดตำนาน Swensen's จากไอศกรีมบนเรือรบสู่แบรนด์ดังโลก

กระทู้สนทนา


เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังเปิดขาย ไอศกรีม “อัลตร้าสมูท” ของ Swensen's ก็ขายได้หมดทั้ง 100 ถ้วย ถ้วยละ 89 บาท จากแคมเปญพิเศษที่จัดขึ้นเพียง 5 สาขา พร้อมแก้วและช้อนลิมิเต็ดให้ลูกค้านำกลับบ้าน กระแสตอบรับที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์สะท้อนว่า แบรนด์ไอศกรีมอายุเกือบ 80 ปี ยังคงเข้าใจวิธีสื่อสารกับผู้บริโภคในยุคโซเชียลมีเดียได้เป็นอย่างดี

แม้แคมเปญดังกล่าวจะอาศัยกระแสคำว่า “อัลตร้าสมูท” ที่ได้รับความนิยมบนโลกออนไลน์เป็นตัวจุดประกาย แต่เบื้องหลังความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการเกาะกระแสเพียงอย่างเดียว หากเป็นผลจากการสั่งสมคุณค่าของแบรนด์มาอย่างยาวนาน ทั้งประวัติศาสตร์ ความน่าเชื่อถือ และความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับแต่ละยุคสมัย

กว่าจะเป็น Swensen's ที่ชาวไทยรู้จักในวันนี้ จุดเริ่มต้นของแบรนด์กลับไม่ได้เกิดจากนักธุรกิจที่เชี่ยวชาญในวงการอาหาร แต่เริ่มจากอดีตทหารเรือคนหนึ่งที่หลงใหลการทำไอศกรีม ที่เชื่อว่าของหวานคุณภาพดีสามารถสร้างความสุขให้กับผู้คนได้

จุดเริ่มต้นของแบรนด์ จากเรือรบสู่ร้านไอศกรีมเล็กในซานฟรานซิสโก

Swensen's ก่อตั้งขึ้นในปี 1948 โดย Earle Swensen อดีตทหารเรือสหรัฐฯ ซึ่งเคยปฏิบัติหน้าที่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ระหว่างประจำการบนเรือรบ เขาได้เรียนรู้การทำไอศกรีมจากเครื่องผลิตไอศกรีมที่ใช้สำหรับเสิร์ฟกำลังพลบนเรือ ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับในช่วงเวลานั้น กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความหลงใหลที่ติดตัวเขาหลังปลดประจำการ

เมื่อกลับสู่ชีวิตพลเรือน Earle Swensen ตัดสินใจเปลี่ยนความชอบให้เป็นอาชีพ เปิดร้านไอศกรีมแห่งแรกบริเวณหัวมุมถนน Union Street และ Hyde Street เมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นร้านไอศกรีมแบบ Homemade ทำให้เป็นร้านไอศกรีมที่เรียกว่าแตกต่างจากร้านไอศกรีมทั่วไปในอเมริกาก็ว่าได้ ในเวลานั้นเป็นเพียงร้านเล็กๆ ที่ให้บริการซื้อกลับบ้าน

แม้จะเป็นกิจการร้านของหวานขนาดเล็ก แต่ผู้ก่อตั้งกลับมีปรัชญาในการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจน นั่นคือ Quality, Quantity and Value หรือ "คุณภาพ ปริมาณ และความคุ้มค่า" โดยเชื่อว่าหากใช้วัตถุดิบที่ดีที่สุด ผลิตไอศกรีมอย่างพิถีพิถัน และจำหน่ายในราคาที่ลูกค้ารู้สึกว่าคุ้มค่า ผู้บริโภคจะกลับมาอุดหนุนซ้ำอีก

แนวคิดดังกล่าวยังสะท้อนผ่านวิธีการทำธุรกิจที่แตกต่างจากร้านไอศกรีมทั่วไปในยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกค้าชิมรสชาติใหม่ก่อนวางจำหน่าย การรับฟังความคิดเห็นเพื่อนำไปปรับปรุงสูตร และการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นแนวทางที่ล้ำสมัยสำหรับธุรกิจอาหารในช่วงปลายทศวรรษ 1940

จุดเริ่มต้นของ Swensen's จึงไม่ได้เกิดจากการวางแผนสร้างอาณาจักรธุรกิจขนาดใหญ่ หากแต่เริ่มต้นจากคนธรรมดาคนหนึ่งที่หลงรักการทำไอศกรีม และเชื่อว่าคุณภาพของสินค้า คือรากฐานสำคัญของความสำเร็จในระยะยาว

เมื่อ "อัลตร้าสมูท" กลายเป็นโอกาสของแบรนด์อายุ 78 ปี

ความสำเร็จของแคมเปญ “อัลตร้าสมูท” ของ Swensen's อาจดูเหมือนเป็นเพียงการเกาะกระแสไวรัลบนโลกออนไลน์ แต่ในอีกมุมหนึ่ง นี่คือภาพสะท้อนของการตลาดที่อาศัยทั้งความรวดเร็ว ความเข้าใจผู้บริโภค และจังหวะเวลาที่เหมาะสม

Ultra Smooth กลายเป็นคำติดหูของผู้ใช้โซเชียลมีเดียในช่วงที่ผ่านมา ก่อนที่หลายแบรนด์จะเริ่มหยิบไปต่อยอดกับสินค้าและการสื่อสารของตนเอง Swensen's เลือกเชื่อมกระแสเข้ากับจุดแข็งของแบรนด์ ผ่านการนำไอศกรีมรส Mocha Almond Fudge สูตรดั้งเดิมจากซานฟรานซิสโก ซึ่งมีประวัติยาวนานกว่า 40 ปี กลับมานำเสนออีกครั้ง ภายใต้แนวคิด “อัลตร้าสมูท”

แบรนด์ไม่ได้เปลี่ยนเพียงชื่อเรียกหรือข้อความโฆษณา แต่สร้างข้อเสนอที่กระตุ้นการตัดสินใจของผู้บริโภคอย่างครบองค์ประกอบ ทั้งการจำหน่ายในราคาโปรโมชัน 89 บาท จำกัดเพียง 100 ถ้วย เฉพาะ 5 สาขา พร้อมมอบแก้วและช้อนรุ่นพิเศษให้ลูกค้านำกลับบ้าน ส่งผลให้สินค้าจำหน่ายหมดอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ถูกพูดถึงบนโลกออนไลน์

หากวิเคราะห์ในเชิงการตลาด แคมเปญดังกล่าวเป็นการผสมผสานกลยุทธ์หลายรูปแบบเข้าด้วยกัน

ประการแรก คือ Newsjacking หรือการนำประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจในสังคมมาต่อยอดกับสินค้าและแบรนด์อย่างทันท่วงที ช่วยให้การสื่อสารเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยไม่ต้องเริ่มสร้างการรับรู้ใหม่จากศูนย์

ประการที่สอง Scarcity Marketing หรือการสร้างความรู้สึกเร่งด่วนผ่านการจำกัดจำนวนสินค้าเพียง 100 ถ้วย ทำให้ผู้บริโภคเกิดความรู้สึกว่า หากไม่รีบตัดสินใจอาจพลาดโอกาส ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยกระตุ้นทั้งยอดขายและการบอกต่อบนสื่อออนไลน์

ขณะที่ Collectible Marketing หรือการมอบของสะสมอย่างแก้วและช้อนลิมิเต็ด เป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับการซื้อ เพราะลูกค้าไม่ได้รับเพียงไอศกรีมหนึ่งถ้วย แต่ยังได้ของที่สามารถนำกลับไปใช้งานต่อหรือสะสมได้ ทำให้สินค้าเปลี่ยนจากการบริโภคเพียงครั้งเดียวเป็นประสบการณ์ที่อยู่กับผู้บริโภคต่อไป

แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับผลการศึกษาของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) เรื่อง ER-OR Marketing ระบุว่า ผู้บริโภคชาวไทยมีแนวโน้มตัดสินใจซื้อสินค้าตามกระแสค่อนข้างสูง โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่มีสัดส่วนถึง 60% สะท้อนว่าหากแบรนด์สามารถเชื่อมสินค้าเข้ากับกระแสในช่วงเวลาที่เหมาะสม ก็มีโอกาสสร้างการรับรู้และกระตุ้นการซื้อ

แบรนด์แข็งแกร่งมากกว่าการ “เกาะกระแส”

แม้แคมเปญ “อัลตร้าสมูท” เป็นตัวอย่างของการตลาดแบบ Real-time Marketing แต่ความจริงแล้ว การตอบสนองต่อกระแสได้อย่างรวดเร็วไม่ได้เกิดขึ้นจากความเร็วเพียงอย่างเดียว หากต้องอาศัยความพร้อมขององค์กรในหลายมิติ

Swensen's มีการสั่งสมคุณค่ามายาวนาน ตั้งแต่ประวัติศาสตร์กว่า 78 ปี ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ เมนูที่ผู้บริโภคคุ้นเคย ไปจนถึงภาพการเป็นร้านไอศกรีมของครอบครัว สิ่งเหล่านี้ทำให้ทุกครั้งที่ออกสินค้าใหม่ ผู้บริโภคจะมีความเชื่อมั่นอยู่แล้ว

การมีทีมการตลาดที่ตัดสินใจและพัฒนาแคมเปญได้รวดเร็ว ประกอบกับมีสาขาที่ครอบคลุมหลายพื้นที่ งบประมาณที่เพียงพอ ทำให้ Swensen's สามารถเปลี่ยนกระแสบนโลกออนไลน์ให้กลายเป็นกิจกรรมทางการตลาดได้ในระยะเวลาอันสั้น

การเลือกใช้สินค้าที่มีประวัติและเรื่องราวอย่าง Mocha Almond Fudge ยังช่วยให้แคมเปญมีความน่าเชื่อถือ เพราะไม่ได้สร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมาเพื่อเกาะกระแสเพียงชั่วคราว แต่เป็นการหยิบสินค้าดั้งเดิมมาสื่อสารด้วยภาษาที่สอดคล้องกับยุคสมัย

เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ประกอบการรายเล็ก แม้หลายแบรนด์อาจมีความคล่องตัวและสามารถสร้างคอนเทนต์ได้รวดเร็วกว่า แต่การต่อยอดกระแสให้เกิดผลลัพธ์ในวงกว้างยังต้องอาศัยปัจจัยอื่น ทั้งความแข็งแรงของแบรนด์ ระบบปฏิบัติการ เครือข่ายการจำหน่าย และทรัพยากรที่พร้อมรองรับความต้องการของตลาด

กรณีของ Swensen's จึงสะท้อนให้เห็นว่า การตลาดที่ประสบความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการวิ่งตามเทรนด์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการมีรากฐานของแบรนด์ที่แข็งแรง และรู้ว่าจะนำกระแสนั้นมาเชื่อมกับตัวตนของแบรนด์อย่างไรให้ผู้บริโภครู้สึกว่าเป็นเรื่องเดียวกัน ไม่ใช่เพียงการหยิบคำฮิตมาใช้เพื่อสร้างกระแสชั่วคราว

กรณีศึกษา Swensen's สะท้อนให้เห็นว่า ความสำเร็จของแบรนด์ไม่ได้เกิดจากการเกาะกระแสเพียงชั่วคราว แต่เกิดจากการมีรากฐานแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ควบคู่กับการปรับตัวให้ทันพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละยุค

ตลอด 78 ปีที่ผ่านมา แบรนด์สามารถต่อยอดประวัติศาสตร์ คุณภาพสินค้า และประสบการณ์ที่ผู้บริโภคคุ้นเคย เข้ากับการตลาดแบบ Real-time Marketing ได้อย่างลงตัว เหมือนแคมเปญ “อัลตร้าสมูท” ที่ผสานกระแสไวรัลเข้ากับสินค้าดั้งเดิม พร้อมใช้กลยุทธ์จำกัดจำนวนสินค้าและของสะสมสร้างการมีส่วนร่วม

จนกลายเป็นกระแสบนโลกออนไลน์ ตอกย้ำว่าแบรนด์ที่ยั่งยืนไม่ใช่แบรนด์ที่วิ่งตามทุกเทรนด์ แต่คือแบรนด์ที่รู้จักเลือกใช้เทรนด์เพื่อเสริมตัวตนของตัวเอง และสร้างคุณค่าใหม่ให้ผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง
.
.
ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ รวบรวมข้อมูล
Cr. https://www.facebook.com/share/p/18yBCXnRhf/
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่