เห็นข่าวยอดขายรถยนต์ที่ออสเตรเลียเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาแล้วน่าสนใจมากครับ BYD กวาดไป 18,881 คัน ส่วน Toyota ที่เป็นเจ้าตลาดตลอดกาลกดไป 19,124 คัน... เฉือนกันแค่ 243 คันเท่านั้นเอง!
หลายคนอาจจะมองว่า "โอ้ย มันแค่นำเข้ามารวมส่งมอบเดือนเดียวหรือเปล่า?" ก็อาจจะจริงส่วนหนึ่งครับ แต่ถ้ามองภาพใหญ่จริงๆ ตลาดออสเตรเลียเนี่ย ขึ้นชื่อเรื่องความโหด ทั้งระยะทางขับข้ามเมืองไกลๆ สภาพอากาศร้อนจัด แล้วคนออสซี่ก็ชอบรถคันใหญ่ๆ สายลุยเหมือนบ้านเราเลย
การที่แบรนด์รถไฟฟ้าอย่าง BYD สามารถทำยอดสะสมครึ่งปีแรก (ม.ค. - มิ.ย.) ได้เกิน 52,000 คัน โตขึ้นจากปีก่อนถึง 120%++ มันสะท้อนอะไรได้หลายอย่างเลยครับ
1. สมรรถนะและความประหยัดมันตอบโจทย์ชีวิตจริงแล้ว
คนออสซี่ขับรถไกลกว่าคนไทยเยอะครับ การที่ SUV ไฟฟ้าอย่าง Sealion 7 ทำยอดขายไปได้ตั้ง 4,730 คันในเดือนเดียว หรือกระบะ PHEV อย่าง Shark 6 กดไปได้เกือบ 3,400 คัน มันพิสูจน์แล้วว่า เรื่องแบตเตอรี่ ระยะทางวิ่ง หรือความทนทาน มันก้าวข้ามจุดที่คนต้องนั่งกังวลไปแล้ว ยิ่งใครได้ลองอัตราเร่งตอนออกตัวกับความเงียบของรถไฟฟ้า แทบทุกคนพูดตรงกันหมดว่า "กลับไปขับน้ำมันเดิมๆ ยากจริงๆ"
2. กระบะ PHEV / EV คือทางรอดยุคน้ำมันแพง
กระบะบ้านเขาอย่าง Shark 6 ที่เป็น PHEV ขายดีติด Top 10 ได้ทันทีที่เปิดตัว เพราะมันแก้ Pain Point คนที่อยากได้ความแรง ประหยัดค่าเดินทางในชีวิตประจำวัน แต่เวลานำไปบรรทุกหรือเดินทางไกลก็ไม่ต้องกังวลเรื่องหาตู้ชาร์จ เป็นสะพานเชื่อมที่ทำให้คนขับรถน้ำมันสายแข็งยอมเปลี่ยนใจได้ง่ายขึ้นมาก
3. โครงสร้างพื้นฐานมันตามทัน และต้นทุนการใช้งานชี้ขาด
ถ้าเทียบค่าชาร์จไฟกับค่าน้ำมัน ไม่ว่าจะเมืองนอกหรือบ้านเรา ตัวเลขส่วนต่างค่าเดินทางมันเห็นชัดมาก ยิ่งขับเยอะยิ่งคืนทุนเร็ว ยิ่งประเทศไหนเริ่มมีตู้ชาร์จครอบคลุม คนก็ยิ่งตัดสินใจง่ายขึ้นเรื่อยๆ
ตอนแรกผมเองก็เคยลังเลนะ แต่พอเห็นตัวเลขตลาดต่างประเทศที่เขารังแกใช้รถกันหนักๆ เริ่มเปลี่ยนมาใช้ EV กันเกินครึ่งเมืองแบบนี้ มันค่อนข้างมั่นใจได้เลยว่า เทคโนโลยีมันมาถึงจุดที่พร้อมใช้งานยาวๆ แล้วจริงๆ
ยอด BYD ออสเตรเลียไล่จี้ Toyota เหลือ 200 กว่าคัน
หลายคนอาจจะมองว่า "โอ้ย มันแค่นำเข้ามารวมส่งมอบเดือนเดียวหรือเปล่า?" ก็อาจจะจริงส่วนหนึ่งครับ แต่ถ้ามองภาพใหญ่จริงๆ ตลาดออสเตรเลียเนี่ย ขึ้นชื่อเรื่องความโหด ทั้งระยะทางขับข้ามเมืองไกลๆ สภาพอากาศร้อนจัด แล้วคนออสซี่ก็ชอบรถคันใหญ่ๆ สายลุยเหมือนบ้านเราเลย
การที่แบรนด์รถไฟฟ้าอย่าง BYD สามารถทำยอดสะสมครึ่งปีแรก (ม.ค. - มิ.ย.) ได้เกิน 52,000 คัน โตขึ้นจากปีก่อนถึง 120%++ มันสะท้อนอะไรได้หลายอย่างเลยครับ
1. สมรรถนะและความประหยัดมันตอบโจทย์ชีวิตจริงแล้ว
คนออสซี่ขับรถไกลกว่าคนไทยเยอะครับ การที่ SUV ไฟฟ้าอย่าง Sealion 7 ทำยอดขายไปได้ตั้ง 4,730 คันในเดือนเดียว หรือกระบะ PHEV อย่าง Shark 6 กดไปได้เกือบ 3,400 คัน มันพิสูจน์แล้วว่า เรื่องแบตเตอรี่ ระยะทางวิ่ง หรือความทนทาน มันก้าวข้ามจุดที่คนต้องนั่งกังวลไปแล้ว ยิ่งใครได้ลองอัตราเร่งตอนออกตัวกับความเงียบของรถไฟฟ้า แทบทุกคนพูดตรงกันหมดว่า "กลับไปขับน้ำมันเดิมๆ ยากจริงๆ"
2. กระบะ PHEV / EV คือทางรอดยุคน้ำมันแพง
กระบะบ้านเขาอย่าง Shark 6 ที่เป็น PHEV ขายดีติด Top 10 ได้ทันทีที่เปิดตัว เพราะมันแก้ Pain Point คนที่อยากได้ความแรง ประหยัดค่าเดินทางในชีวิตประจำวัน แต่เวลานำไปบรรทุกหรือเดินทางไกลก็ไม่ต้องกังวลเรื่องหาตู้ชาร์จ เป็นสะพานเชื่อมที่ทำให้คนขับรถน้ำมันสายแข็งยอมเปลี่ยนใจได้ง่ายขึ้นมาก
3. โครงสร้างพื้นฐานมันตามทัน และต้นทุนการใช้งานชี้ขาด
ถ้าเทียบค่าชาร์จไฟกับค่าน้ำมัน ไม่ว่าจะเมืองนอกหรือบ้านเรา ตัวเลขส่วนต่างค่าเดินทางมันเห็นชัดมาก ยิ่งขับเยอะยิ่งคืนทุนเร็ว ยิ่งประเทศไหนเริ่มมีตู้ชาร์จครอบคลุม คนก็ยิ่งตัดสินใจง่ายขึ้นเรื่อยๆ
ตอนแรกผมเองก็เคยลังเลนะ แต่พอเห็นตัวเลขตลาดต่างประเทศที่เขารังแกใช้รถกันหนักๆ เริ่มเปลี่ยนมาใช้ EV กันเกินครึ่งเมืองแบบนี้ มันค่อนข้างมั่นใจได้เลยว่า เทคโนโลยีมันมาถึงจุดที่พร้อมใช้งานยาวๆ แล้วจริงๆ