การนั่งเจริญฌาน
อิริยาบถนั่งเป็นท่าที่นิยมใช้ในการเจริญสมาธิและฌาน เพราะร่างกายสามารถตั้งอยู่ได้อย่างมั่นคง ขณะเดียวกันก็ผ่อนคลายเพียงพอที่จะไม่รบกวนการภาวนา
ให้ผู้ปฏิบัติ
“นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า”
“ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา” แปลตามตัวว่า “คู้บัลลังก์” หรือ “นั่งขัดสมาธิ” อย่างไรก็ตาม พระบาลีมิได้กำหนดรายละเอียดว่าต้องวางขาในลักษณะใดโดยเฉพาะ น่าจะเป็นเพราะท่านั่งดังกล่าวเป็นที่เข้าใจกันทั่วไปในสมัยพุทธกาล จึงไม่จำเป็นต้องอธิบายไว้อย่างละเอียด
สาระสำคัญมิได้อยู่ที่การวางขาให้ได้รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่อยู่ที่การนั่งให้ร่างกายมั่นคง ไม่เกร็ง ไม่เจ็บปวดเกินควร และเกื้อกูลต่อการรักษาสติและสมาธิ
ท่านั่งสำหรับการภาวนาจึงอาจแบ่งได้หลายแบบ ได้แก่
๑. นั่งขัดสมาธิหรือนั่งบัลลังก์
๒. นั่งบนเก้าอี้หรือตั่ง
๓. นั่งพับเพียบ
๔. นั่งในท่าที่สบายและเหมาะสมกับสภาพร่างกาย
ไม่ว่าผู้ปฏิบัติจะเลือกนั่งแบบใด หลักสำคัญคือให้ร่างกายตั้งมั่น ผ่อนคลาย หายใจได้สะดวก และสามารถดำรงสติได้ต่อเนื่อง
๑. การนั่งขัดสมาธิ
การนั่งขัดสมาธิ คือการคู้ขาทั้งสองเข้าหากันแล้ววางไขว้ไว้ด้านหน้า อาจวางขาข้างหนึ่งทับอีกข้างหนึ่ง หรือวางเท้าทั้งสองในตำแหน่งที่ตนรู้สึกมั่นคงและไม่เจ็บปวดก็ได้
ส่วนท่านั่งที่นำเท้าทั้งสองขึ้นวางบนต้นขาตรงข้าม เรียกกันว่า ปัทมาสนะ หรือท่าดอกบัว เป็นท่าที่มีความมั่นคงสูง แต่ต้องอาศัยความยืดหยุ่นของสะโพกและข้อเข่า จึงไม่เหมาะกับทุกคน ผู้ที่ไม่คุ้นเคยไม่ควรฝืน เพราะอาจทำให้ข้อเข่าและข้อเท้าบาดเจ็บได้
เมื่อนั่งแล้ว ควรจัดร่างกายดังนี้
* ตั้งลำตัวให้ตรงตามธรรมชาติ ไม่แอ่นและไม่งอ
* ศีรษะตั้งตรง ไม่ก้ม ไม่เงย และไม่เอียง
* ไหล่ผ่อนคลาย ไม่ยกหรือเกร็ง
* วางมือบนตักตามสบาย
* อาจวางมือขวาทับมือซ้าย หรือวางมือทั้งสองแยกกันบนเข่าก็ได้
* หลับตาเบา ๆ หรือเปิดตาเล็กน้อยตามความเหมาะสม
* ผ่อนคลายกล้ามเนื้อใบหน้า ขากรรไกร และหน้าท้อง
การตั้งกายตรงมิได้หมายถึงการเกร็งตัวให้แข็ง หากหมายถึงการรักษาแนวลำตัวให้สมดุลจนสามารถนั่งอยู่ได้โดยใช้แรงน้อยที่สุด
วิธีปฏิบัติในอิริยาบถนั่ง
เมื่อจัดท่านั่งเรียบร้อยแล้ว ให้ตั้งสติ รู้ตัวทั่วพร้อม และสำรวมจิตเข้าหาอารมณ์กรรมฐานที่ได้เลือกไว้ เช่น
* ลมหายใจเข้าและออก
* คำบริกรรม “พุท–โธ”
* กสิณ
* เมตตาภาวนา
* พุทธานุสติ
* การพิจารณากาย
* หรืออารมณ์กรรมฐานอื่นที่เหมาะสม
หากใช้อานาปานสติ ก็ให้รู้ลมหายใจตามที่เป็นจริง ไม่บังคับให้ยาวหรือสั้น ไม่กลั้นลมหายใจ และไม่พยายามทำให้ลมหายใจละเอียดด้วยความตั้งใจ เพียงมีสติรู้ว่า ขณะนี้หายใจเข้า ขณะนี้หายใจออก
หากใช้คำบริกรรม ก็ควรบริกรรมอย่างสม่ำเสมอ ไม่เร่งรีบ และไม่กดดันจิต เช่น ระลึกว่า “พุท” ขณะหายใจเข้า และ “โธ” ขณะหายใจออก
หากใช้กรรมฐานที่ต้องพิจารณา ก็ให้ตรึกและประคองจิตอยู่กับเนื้อหาของกรรมฐานนั้น จนจิตเข้าใจ ชัดเจน และไม่ซัดส่ายไปสู่อารมณ์อื่น
ในระยะแรก จิตอาจเผลอคิดถึงเรื่องต่าง ๆ เมื่อรู้ตัวแล้ว ไม่ควรหงุดหงิด ตำหนิตนเอง หรือพยายามขับไล่ความคิดด้วยกำลัง เพียงรู้ว่าจิตเผลอ แล้วนำกลับมายังอารมณ์กรรมฐานอย่างอ่อนโยน
เมื่อจิตตั้งมั่นขึ้น ความคิดฟุ้งซ่านจะค่อย ๆ ลดลง ความสงบ ความอิ่มเอิบ และความสบายอาจเกิดขึ้นตามลำดับ จิตจะรู้สึกโปร่ง เบา และรวมตัวเป็นหนึ่งมากขึ้นตามกำลังของสมาธิ
อย่างไรก็ตาม ผู้ปฏิบัติไม่ควรเร่งให้เกิดปีติ สุข หรือฌาน เพราะความอยากได้สภาวะเหล่านี้กลับทำให้จิตกระสับกระส่าย หน้าที่ของผู้ปฏิบัติคือรักษาสติและเหตุแห่งความสงบ ส่วนผลจะเกิดขึ้นเพียงใด ย่อมเป็นไปตามกำลังของจิตและการฝึกฝน
การดำรงสมาธิ
เมื่อจิตสงบและตั้งมั่นแล้ว ควรรักษาความรู้ตัวนั้นไว้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เพ่ง ไม่เกร็ง และไม่เข้าไปตื่นเต้นกับสภาวะที่เกิดขึ้น
หากมีปีติ สุข ความสว่าง ความเบากาย หรือความรู้สึกพิเศษใด ๆ ปรากฏขึ้น ให้มีสติรู้ตามที่เป็นจริง โดยไม่หลงยินดี ไม่หวาดกลัว และไม่ด่วนสรุปว่าสภาวะนั้นเป็นฌาน
การพิจารณาว่าจิตเข้าถึงฌานหรือไม่ ควรดูจากองค์ประกอบโดยรวม เช่น การสงบของนิวรณ์ ความตั้งมั่นต่อเนื่องของจิต ความชัดเจนขององค์ฌาน และความสามารถในการเข้า ออก และพิจารณาสภาวะนั้นอย่างชำนาญ มิใช่อาศัยอาการทางกายเพียงอย่างเดียว
การออกจากสมาธิ
เมื่อเห็นสมควรจะออกจากสมาธิ ไม่ควรรีบลืมตา ลุกขึ้น หรือเคลื่อนไหวร่างกายทันที
ควรตั้งใจก่อนว่า จะยุติการภาวนา แล้วค่อย ๆ ขยายความรับรู้จากอารมณ์กรรมฐานมาสู่ร่างกายและสิ่งแวดล้อมตามลำดับ เช่น
๑. รู้ลมหายใจให้ชัดขึ้น
๒. รู้ความรู้สึกทั่วร่างกาย
๓. รู้ว่ากำลังนั่งอยู่ ณ สถานที่ใด
๔. ขยับนิ้วมือและนิ้วเท้าเบา ๆ
๕. ค่อย ๆ ลืมตา
๖. จึงเปลี่ยนอิริยาบถอย่างช้า ๆ
การออกจากสมาธิอย่างค่อยเป็นค่อยไป ช่วยให้กายและจิตปรับตัวอย่างนุ่มนวล ไม่เกิดอาการมึนงง หน้ามืด หรือเสียสมดุลจากการลุกขึ้นเร็วเกินไป
จากนั้นควรทบทวนการภาวนาว่า
* ก่อนนั่ง จิตมีสภาพอย่างไร
* อุปสรรคใดเกิดขึ้น
* ใช้วิธีใดจึงสงบลง
* อารมณ์กรรมฐานชัดเจนเพียงใด
* มีปีติ สุข หรือความตั้งมั่นเกิดขึ้นหรือไม่
* จิตเสื่อมจากสมาธิเพราะเหตุใด
* ครั้งต่อไปควรปรับปรุงอย่างไร
การทบทวนเช่นนี้ช่วยให้ผู้ปฏิบัติเรียนรู้ลักษณะของจิต และพัฒนาการภาวนาได้อย่างเป็นระบบ
๒. การนั่งบนเก้าอี้หรือตั่ง
ผู้ที่นั่งขัดสมาธิไม่สะดวก อาจนั่งบนเก้าอี้หรือตั่งได้ โดยเลือกที่นั่งซึ่งมั่นคงและมีความสูงพอเหมาะ
ควรนั่งให้ฝ่าเท้าทั้งสองวางราบกับพื้น หากเท้าไม่ถึงพื้น ให้ใช้เบาะหรือแท่นรองเท้า ไม่ควรปล่อยให้ขาห้อย เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อตึงและเสียสมดุล
วางเข่าและเท้าให้ห่างกันพอประมาณ ลำตัวตั้งตรง ไม่พิงพนักจนเอนเกินไป และไม่ก้มตัวไปข้างหน้า มือทั้งสองวางบนตักหรือวางบนต้นขาตามสบาย
จากนั้นให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับการนั่งขัดสมาธิ คือ ตั้งสติ เลือกอารมณ์กรรมฐาน และรักษาจิตให้อยู่กับอารมณ์นั้นอย่างต่อเนื่อง
การนั่งเก้าอี้มิได้ด้อยกว่าการนั่งขัดสมาธิ หากผู้ปฏิบัติสามารถตั้งกายตรง ผ่อนคลาย และรักษาสติได้ดี เพราะคุณภาพของสมาธิขึ้นอยู่กับการฝึกจิต มิได้ขึ้นอยู่กับรูปแบบการวางขา
การนั่งเจริญกสิณ
หากเจริญกสิณ อาจวางดวงกสิณไว้เบื้องหน้าในระดับสายตาที่มองได้สะดวก ไม่สูงหรือต่ำจนต้องเกร็งคอ และตั้งไว้ในระยะที่เห็นรูปทรงและสีได้ชัดเจน
ผู้ปฏิบัติลืมตาเพ่งดวงกสิณอย่างพอเหมาะ จดจำลักษณะของดวงกสิณ แล้วหลับตาระลึกถึงภาพนั้นภายในใจ ทำสลับกันไปจนภาพปรากฏชัดเป็นนิมิต
การเพ่งมิใช่การจ้องจนปวดตาหรือเกร็งลูกตา แต่เป็นการมองอย่างสงบและมีสติ หากเกิดอาการปวดตา ปวดศีรษะ หรือเวียนศีรษะ ควรหยุดพักและปรับวิธีปฏิบัติให้เหมาะสม
๓. การนั่งพับเพียบ
การนั่งพับเพียบอาจใช้ในการภาวนาได้เช่นกัน โดยนั่งให้มั่นคง วางขาในตำแหน่งที่ไม่กดทับข้อเท้าหรือเข่ามากเกินไป ตั้งลำตัวและศีรษะให้ตรง วางมือบนตัก และผ่อนคลายร่างกาย
ท่านี้เหมาะกับผู้ที่คุ้นเคยและสามารถนั่งได้นานโดยไม่เจ็บปวด อย่างไรก็ตาม หากเริ่มมีอาการชา ปวด หรือข้อต่อถูกกดทับ ควรเปลี่ยนท่าอย่างมีสติ ไม่จำเป็นต้องฝืนทนจนเกิดการบาดเจ็บ
วิธีสำรวมจิตและกำหนดกรรมฐานเป็นเช่นเดียวกับท่านั่งอื่นทุกประการ
๔. การนั่งตามสบาย
คำว่า นั่งตามสบาย มิได้หมายถึงการนั่งเอนหลังจนเคลิ้มหลับ หรือปล่อยกายและจิตไปตามอารมณ์ แต่หมายถึงการเลือกท่านั่งที่เหมาะกับสภาพร่างกายของตน โดยยังรักษาความตื่นตัวและสติไว้
ผู้ปฏิบัติอาจนั่งบนเบาะ เก้าอี้ ม้านั่ง หรือพนักพิงที่เหมาะสม แล้วกำหนดอารมณ์กรรมฐาน หรือเพียงสังเกตความเคลื่อนไหวของจิตและลมหายใจก็ได้
การแนะนำให้ภาวนาในท่าที่สบาย มีจุดมุ่งหมายเพื่อแสดงว่า การอบรมจิตมิได้จำกัดอยู่เฉพาะท่านั่งแบบใดแบบหนึ่ง ผู้ไม่ประมาทย่อมสามารถรักษาสติได้ในทุกอิริยาบถ ทั้งยืน เดิน นั่ง นอน และในขณะทำกิจประจำวัน
อย่างไรก็ตาม การเจริญฌานโดยตรงต้องอาศัยความสงัด ความต่อเนื่อง และความตั้งมั่นมากกว่าการมีสติทั่วไปในชีวิตประจำวัน จึงควรจัดเวลาและสถานที่สำหรับฝึกอย่างจริงจังควบคู่กันไป
การผ่อนคลายร่างกายระหว่างนั่ง
หากนั่งนานแล้วเกิดความเมื่อยล้า สามารถปรับท่าได้โดยไม่ต้องถือว่าการภาวนาขาดตอน เพียงให้เคลื่อนไหวอย่างมีสติและไม่รีบร้อน
อาจผ่อนลำตัวลงเล็กน้อย ขยับมือ เปลี่ยนการวางฝ่ามือ หรือคลายขาแล้วจัดท่าใหม่ เมื่อความเมื่อยลดลงจึงกลับมาตั้งกายตรงอีกครั้ง
สิ่งสำคัญคือ แม้ร่างกายจะเคลื่อนไหว จิตยังคงรู้ตัว ไม่ปล่อยให้ความหงุดหงิดหรือความฟุ้งซ่านเข้าครอบงำ
คำว่า ฐานของจิต ในที่นี้ หมายถึงอารมณ์หรือระดับความสงบที่จิตกำลังตั้งอยู่ เช่น จิตกำลังรู้อยู่กับลมหายใจ กำลังตั้งมั่นอยู่กับคำบริกรรม หรือกำลังดำรงอยู่ในความสงบระดับหนึ่ง
การปรับกายจึงควรทำโดยพยายามรักษาความรู้ตัวและความต่อเนื่องของอารมณ์กรรมฐานไว้ให้มากที่สุด
หลักสำคัญของการนั่งเจริญฌาน
ไม่ว่าจะนั่งในท่าใด ควรยึดหลักสำคัญดังต่อไปนี้
* กายตั้งตรง แต่ไม่เกร็ง
* ท่านั่งมั่นคง แต่ไม่ฝืนร่างกาย
* หายใจตามธรรมชาติ
* มีสติรู้อารมณ์กรรมฐานอย่างต่อเนื่อง
* ไม่บังคับจิตให้สงบ
* ไม่หลงยินดีในสภาวะพิเศษ
* ไม่ฝืนทนต่อความเจ็บปวดจนเกิดอันตราย
* ออกจากสมาธิอย่างค่อยเป็นค่อยไป
* ทบทวนผลการปฏิบัติด้วยความเป็นกลาง
ท่านั่งเป็นเพียงเครื่องเกื้อกูลให้กายสงบ ส่วนหัวใจของการเจริญฌานอยู่ที่การทำจิตให้สงัดจากนิวรณ์ ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว และพัฒนาองค์ฌานให้เกิดขึ้นตามลำดับ
เมื่อกายไม่รบกวนจิต จิตไม่ฟุ้งซ่านไปตามอารมณ์ และสติดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง ความสงบย่อมค่อย ๆ ปรากฏขึ้น จากสมาธิชั่วขณะไปสู่สมาธิที่แนบแน่น และอาจพัฒนาเป็นฌานได้ตามกำลังแห่งการฝึกฝน
การนั่งเจริญฌาน
อิริยาบถนั่งเป็นท่าที่นิยมใช้ในการเจริญสมาธิและฌาน เพราะร่างกายสามารถตั้งอยู่ได้อย่างมั่นคง ขณะเดียวกันก็ผ่อนคลายเพียงพอที่จะไม่รบกวนการภาวนา
ให้ผู้ปฏิบัติ
“นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า”
“ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา” แปลตามตัวว่า “คู้บัลลังก์” หรือ “นั่งขัดสมาธิ” อย่างไรก็ตาม พระบาลีมิได้กำหนดรายละเอียดว่าต้องวางขาในลักษณะใดโดยเฉพาะ น่าจะเป็นเพราะท่านั่งดังกล่าวเป็นที่เข้าใจกันทั่วไปในสมัยพุทธกาล จึงไม่จำเป็นต้องอธิบายไว้อย่างละเอียด
สาระสำคัญมิได้อยู่ที่การวางขาให้ได้รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่อยู่ที่การนั่งให้ร่างกายมั่นคง ไม่เกร็ง ไม่เจ็บปวดเกินควร และเกื้อกูลต่อการรักษาสติและสมาธิ
ท่านั่งสำหรับการภาวนาจึงอาจแบ่งได้หลายแบบ ได้แก่
๑. นั่งขัดสมาธิหรือนั่งบัลลังก์
๒. นั่งบนเก้าอี้หรือตั่ง
๓. นั่งพับเพียบ
๔. นั่งในท่าที่สบายและเหมาะสมกับสภาพร่างกาย
ไม่ว่าผู้ปฏิบัติจะเลือกนั่งแบบใด หลักสำคัญคือให้ร่างกายตั้งมั่น ผ่อนคลาย หายใจได้สะดวก และสามารถดำรงสติได้ต่อเนื่อง
๑. การนั่งขัดสมาธิ
การนั่งขัดสมาธิ คือการคู้ขาทั้งสองเข้าหากันแล้ววางไขว้ไว้ด้านหน้า อาจวางขาข้างหนึ่งทับอีกข้างหนึ่ง หรือวางเท้าทั้งสองในตำแหน่งที่ตนรู้สึกมั่นคงและไม่เจ็บปวดก็ได้
ส่วนท่านั่งที่นำเท้าทั้งสองขึ้นวางบนต้นขาตรงข้าม เรียกกันว่า ปัทมาสนะ หรือท่าดอกบัว เป็นท่าที่มีความมั่นคงสูง แต่ต้องอาศัยความยืดหยุ่นของสะโพกและข้อเข่า จึงไม่เหมาะกับทุกคน ผู้ที่ไม่คุ้นเคยไม่ควรฝืน เพราะอาจทำให้ข้อเข่าและข้อเท้าบาดเจ็บได้
เมื่อนั่งแล้ว ควรจัดร่างกายดังนี้
* ตั้งลำตัวให้ตรงตามธรรมชาติ ไม่แอ่นและไม่งอ
* ศีรษะตั้งตรง ไม่ก้ม ไม่เงย และไม่เอียง
* ไหล่ผ่อนคลาย ไม่ยกหรือเกร็ง
* วางมือบนตักตามสบาย
* อาจวางมือขวาทับมือซ้าย หรือวางมือทั้งสองแยกกันบนเข่าก็ได้
* หลับตาเบา ๆ หรือเปิดตาเล็กน้อยตามความเหมาะสม
* ผ่อนคลายกล้ามเนื้อใบหน้า ขากรรไกร และหน้าท้อง
การตั้งกายตรงมิได้หมายถึงการเกร็งตัวให้แข็ง หากหมายถึงการรักษาแนวลำตัวให้สมดุลจนสามารถนั่งอยู่ได้โดยใช้แรงน้อยที่สุด
วิธีปฏิบัติในอิริยาบถนั่ง
เมื่อจัดท่านั่งเรียบร้อยแล้ว ให้ตั้งสติ รู้ตัวทั่วพร้อม และสำรวมจิตเข้าหาอารมณ์กรรมฐานที่ได้เลือกไว้ เช่น
* ลมหายใจเข้าและออก
* คำบริกรรม “พุท–โธ”
* กสิณ
* เมตตาภาวนา
* พุทธานุสติ
* การพิจารณากาย
* หรืออารมณ์กรรมฐานอื่นที่เหมาะสม
หากใช้อานาปานสติ ก็ให้รู้ลมหายใจตามที่เป็นจริง ไม่บังคับให้ยาวหรือสั้น ไม่กลั้นลมหายใจ และไม่พยายามทำให้ลมหายใจละเอียดด้วยความตั้งใจ เพียงมีสติรู้ว่า ขณะนี้หายใจเข้า ขณะนี้หายใจออก
หากใช้คำบริกรรม ก็ควรบริกรรมอย่างสม่ำเสมอ ไม่เร่งรีบ และไม่กดดันจิต เช่น ระลึกว่า “พุท” ขณะหายใจเข้า และ “โธ” ขณะหายใจออก
หากใช้กรรมฐานที่ต้องพิจารณา ก็ให้ตรึกและประคองจิตอยู่กับเนื้อหาของกรรมฐานนั้น จนจิตเข้าใจ ชัดเจน และไม่ซัดส่ายไปสู่อารมณ์อื่น
ในระยะแรก จิตอาจเผลอคิดถึงเรื่องต่าง ๆ เมื่อรู้ตัวแล้ว ไม่ควรหงุดหงิด ตำหนิตนเอง หรือพยายามขับไล่ความคิดด้วยกำลัง เพียงรู้ว่าจิตเผลอ แล้วนำกลับมายังอารมณ์กรรมฐานอย่างอ่อนโยน
เมื่อจิตตั้งมั่นขึ้น ความคิดฟุ้งซ่านจะค่อย ๆ ลดลง ความสงบ ความอิ่มเอิบ และความสบายอาจเกิดขึ้นตามลำดับ จิตจะรู้สึกโปร่ง เบา และรวมตัวเป็นหนึ่งมากขึ้นตามกำลังของสมาธิ
อย่างไรก็ตาม ผู้ปฏิบัติไม่ควรเร่งให้เกิดปีติ สุข หรือฌาน เพราะความอยากได้สภาวะเหล่านี้กลับทำให้จิตกระสับกระส่าย หน้าที่ของผู้ปฏิบัติคือรักษาสติและเหตุแห่งความสงบ ส่วนผลจะเกิดขึ้นเพียงใด ย่อมเป็นไปตามกำลังของจิตและการฝึกฝน
การดำรงสมาธิ
เมื่อจิตสงบและตั้งมั่นแล้ว ควรรักษาความรู้ตัวนั้นไว้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เพ่ง ไม่เกร็ง และไม่เข้าไปตื่นเต้นกับสภาวะที่เกิดขึ้น
หากมีปีติ สุข ความสว่าง ความเบากาย หรือความรู้สึกพิเศษใด ๆ ปรากฏขึ้น ให้มีสติรู้ตามที่เป็นจริง โดยไม่หลงยินดี ไม่หวาดกลัว และไม่ด่วนสรุปว่าสภาวะนั้นเป็นฌาน
การพิจารณาว่าจิตเข้าถึงฌานหรือไม่ ควรดูจากองค์ประกอบโดยรวม เช่น การสงบของนิวรณ์ ความตั้งมั่นต่อเนื่องของจิต ความชัดเจนขององค์ฌาน และความสามารถในการเข้า ออก และพิจารณาสภาวะนั้นอย่างชำนาญ มิใช่อาศัยอาการทางกายเพียงอย่างเดียว
การออกจากสมาธิ
เมื่อเห็นสมควรจะออกจากสมาธิ ไม่ควรรีบลืมตา ลุกขึ้น หรือเคลื่อนไหวร่างกายทันที
ควรตั้งใจก่อนว่า จะยุติการภาวนา แล้วค่อย ๆ ขยายความรับรู้จากอารมณ์กรรมฐานมาสู่ร่างกายและสิ่งแวดล้อมตามลำดับ เช่น
๑. รู้ลมหายใจให้ชัดขึ้น
๒. รู้ความรู้สึกทั่วร่างกาย
๓. รู้ว่ากำลังนั่งอยู่ ณ สถานที่ใด
๔. ขยับนิ้วมือและนิ้วเท้าเบา ๆ
๕. ค่อย ๆ ลืมตา
๖. จึงเปลี่ยนอิริยาบถอย่างช้า ๆ
การออกจากสมาธิอย่างค่อยเป็นค่อยไป ช่วยให้กายและจิตปรับตัวอย่างนุ่มนวล ไม่เกิดอาการมึนงง หน้ามืด หรือเสียสมดุลจากการลุกขึ้นเร็วเกินไป
จากนั้นควรทบทวนการภาวนาว่า
* ก่อนนั่ง จิตมีสภาพอย่างไร
* อุปสรรคใดเกิดขึ้น
* ใช้วิธีใดจึงสงบลง
* อารมณ์กรรมฐานชัดเจนเพียงใด
* มีปีติ สุข หรือความตั้งมั่นเกิดขึ้นหรือไม่
* จิตเสื่อมจากสมาธิเพราะเหตุใด
* ครั้งต่อไปควรปรับปรุงอย่างไร
การทบทวนเช่นนี้ช่วยให้ผู้ปฏิบัติเรียนรู้ลักษณะของจิต และพัฒนาการภาวนาได้อย่างเป็นระบบ
๒. การนั่งบนเก้าอี้หรือตั่ง
ผู้ที่นั่งขัดสมาธิไม่สะดวก อาจนั่งบนเก้าอี้หรือตั่งได้ โดยเลือกที่นั่งซึ่งมั่นคงและมีความสูงพอเหมาะ
ควรนั่งให้ฝ่าเท้าทั้งสองวางราบกับพื้น หากเท้าไม่ถึงพื้น ให้ใช้เบาะหรือแท่นรองเท้า ไม่ควรปล่อยให้ขาห้อย เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อตึงและเสียสมดุล
วางเข่าและเท้าให้ห่างกันพอประมาณ ลำตัวตั้งตรง ไม่พิงพนักจนเอนเกินไป และไม่ก้มตัวไปข้างหน้า มือทั้งสองวางบนตักหรือวางบนต้นขาตามสบาย
จากนั้นให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับการนั่งขัดสมาธิ คือ ตั้งสติ เลือกอารมณ์กรรมฐาน และรักษาจิตให้อยู่กับอารมณ์นั้นอย่างต่อเนื่อง
การนั่งเก้าอี้มิได้ด้อยกว่าการนั่งขัดสมาธิ หากผู้ปฏิบัติสามารถตั้งกายตรง ผ่อนคลาย และรักษาสติได้ดี เพราะคุณภาพของสมาธิขึ้นอยู่กับการฝึกจิต มิได้ขึ้นอยู่กับรูปแบบการวางขา
การนั่งเจริญกสิณ
หากเจริญกสิณ อาจวางดวงกสิณไว้เบื้องหน้าในระดับสายตาที่มองได้สะดวก ไม่สูงหรือต่ำจนต้องเกร็งคอ และตั้งไว้ในระยะที่เห็นรูปทรงและสีได้ชัดเจน
ผู้ปฏิบัติลืมตาเพ่งดวงกสิณอย่างพอเหมาะ จดจำลักษณะของดวงกสิณ แล้วหลับตาระลึกถึงภาพนั้นภายในใจ ทำสลับกันไปจนภาพปรากฏชัดเป็นนิมิต
การเพ่งมิใช่การจ้องจนปวดตาหรือเกร็งลูกตา แต่เป็นการมองอย่างสงบและมีสติ หากเกิดอาการปวดตา ปวดศีรษะ หรือเวียนศีรษะ ควรหยุดพักและปรับวิธีปฏิบัติให้เหมาะสม
๓. การนั่งพับเพียบ
การนั่งพับเพียบอาจใช้ในการภาวนาได้เช่นกัน โดยนั่งให้มั่นคง วางขาในตำแหน่งที่ไม่กดทับข้อเท้าหรือเข่ามากเกินไป ตั้งลำตัวและศีรษะให้ตรง วางมือบนตัก และผ่อนคลายร่างกาย
ท่านี้เหมาะกับผู้ที่คุ้นเคยและสามารถนั่งได้นานโดยไม่เจ็บปวด อย่างไรก็ตาม หากเริ่มมีอาการชา ปวด หรือข้อต่อถูกกดทับ ควรเปลี่ยนท่าอย่างมีสติ ไม่จำเป็นต้องฝืนทนจนเกิดการบาดเจ็บ
วิธีสำรวมจิตและกำหนดกรรมฐานเป็นเช่นเดียวกับท่านั่งอื่นทุกประการ
๔. การนั่งตามสบาย
คำว่า นั่งตามสบาย มิได้หมายถึงการนั่งเอนหลังจนเคลิ้มหลับ หรือปล่อยกายและจิตไปตามอารมณ์ แต่หมายถึงการเลือกท่านั่งที่เหมาะกับสภาพร่างกายของตน โดยยังรักษาความตื่นตัวและสติไว้
ผู้ปฏิบัติอาจนั่งบนเบาะ เก้าอี้ ม้านั่ง หรือพนักพิงที่เหมาะสม แล้วกำหนดอารมณ์กรรมฐาน หรือเพียงสังเกตความเคลื่อนไหวของจิตและลมหายใจก็ได้
การแนะนำให้ภาวนาในท่าที่สบาย มีจุดมุ่งหมายเพื่อแสดงว่า การอบรมจิตมิได้จำกัดอยู่เฉพาะท่านั่งแบบใดแบบหนึ่ง ผู้ไม่ประมาทย่อมสามารถรักษาสติได้ในทุกอิริยาบถ ทั้งยืน เดิน นั่ง นอน และในขณะทำกิจประจำวัน
อย่างไรก็ตาม การเจริญฌานโดยตรงต้องอาศัยความสงัด ความต่อเนื่อง และความตั้งมั่นมากกว่าการมีสติทั่วไปในชีวิตประจำวัน จึงควรจัดเวลาและสถานที่สำหรับฝึกอย่างจริงจังควบคู่กันไป
การผ่อนคลายร่างกายระหว่างนั่ง
หากนั่งนานแล้วเกิดความเมื่อยล้า สามารถปรับท่าได้โดยไม่ต้องถือว่าการภาวนาขาดตอน เพียงให้เคลื่อนไหวอย่างมีสติและไม่รีบร้อน
อาจผ่อนลำตัวลงเล็กน้อย ขยับมือ เปลี่ยนการวางฝ่ามือ หรือคลายขาแล้วจัดท่าใหม่ เมื่อความเมื่อยลดลงจึงกลับมาตั้งกายตรงอีกครั้ง
สิ่งสำคัญคือ แม้ร่างกายจะเคลื่อนไหว จิตยังคงรู้ตัว ไม่ปล่อยให้ความหงุดหงิดหรือความฟุ้งซ่านเข้าครอบงำ
คำว่า ฐานของจิต ในที่นี้ หมายถึงอารมณ์หรือระดับความสงบที่จิตกำลังตั้งอยู่ เช่น จิตกำลังรู้อยู่กับลมหายใจ กำลังตั้งมั่นอยู่กับคำบริกรรม หรือกำลังดำรงอยู่ในความสงบระดับหนึ่ง
การปรับกายจึงควรทำโดยพยายามรักษาความรู้ตัวและความต่อเนื่องของอารมณ์กรรมฐานไว้ให้มากที่สุด
หลักสำคัญของการนั่งเจริญฌาน
ไม่ว่าจะนั่งในท่าใด ควรยึดหลักสำคัญดังต่อไปนี้
* กายตั้งตรง แต่ไม่เกร็ง
* ท่านั่งมั่นคง แต่ไม่ฝืนร่างกาย
* หายใจตามธรรมชาติ
* มีสติรู้อารมณ์กรรมฐานอย่างต่อเนื่อง
* ไม่บังคับจิตให้สงบ
* ไม่หลงยินดีในสภาวะพิเศษ
* ไม่ฝืนทนต่อความเจ็บปวดจนเกิดอันตราย
* ออกจากสมาธิอย่างค่อยเป็นค่อยไป
* ทบทวนผลการปฏิบัติด้วยความเป็นกลาง
ท่านั่งเป็นเพียงเครื่องเกื้อกูลให้กายสงบ ส่วนหัวใจของการเจริญฌานอยู่ที่การทำจิตให้สงัดจากนิวรณ์ ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว และพัฒนาองค์ฌานให้เกิดขึ้นตามลำดับ
เมื่อกายไม่รบกวนจิต จิตไม่ฟุ้งซ่านไปตามอารมณ์ และสติดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง ความสงบย่อมค่อย ๆ ปรากฏขึ้น จากสมาธิชั่วขณะไปสู่สมาธิที่แนบแน่น และอาจพัฒนาเป็นฌานได้ตามกำลังแห่งการฝึกฝน