ข้อความด้านล่างคือ อีเมลล์รายงานของการสอบสวนจากการบินพลเรือนไต้หวัน
1. จุดเริ่มต้นบนเที่ยวบิน BR205: ขอ 3 ครั้งไม่ได้ แต่คนรอบข้างได้หมด?
ไฟลต์นั้นเป็นไฟลต์ดึก บนที่นั่งไม่มีหมอนและผ้าห่มวางไว้ให้ ผมและผู้โดยสารคนอื่นๆ จึงขอลูกเรือตามปกติ ผมเอ่ยปากขอไปถึง 3 ครั้ง แต่กลับถูกปฏิเสธและเพิกเฉย ในขณะที่ผู้โดยสารด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลังของผม กลับได้รับผ้าห่มกันครบทุกคน จนผมต้องขอกระดาษมาเขียนใบร้องเรียน ส่งให้พนักงานตอนบริการอาหาร ลูกเรือถึงได้รีบวิ่งเอาผ้าห่มมาให้ ผมคิดว่า เลือกปฏิบัติ ผมพยายามขอพบหัวหน้าลูกเรือ แต่ถูกปฏิเสธ แต่มีลูกเรือคนไทยมาขอโทษแทน
2. เมื่อสายการบินใช้ "ความปลอดภัย" เป็นอาวุธ เพื่อปัดความรับผิดชอบ
หลังจากลงเครื่อง ผมทำเรื่องร้องเรียนผ่านระบบของ EVA Air ไปอย่างเป็นทางการ รออยู่นานหลายสัปดาห์พร้อมโทรตามอีกหลายรอบ สิ่งที่ EVA Air ตอบกลับมาทางอีเมลทำให้ผมอึ้ง พวกเขาอ้างว่า "ที่ลูกเรือไม่ให้ผ้าห่มในตอนแรก เพราะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้านความปลอดภัยก่อนเครื่องขึ้น และทางสายการบินเอามาให้แล้ว แต่ผู้โดยสารไม่รับเอง" นี่คือสิ่งที่ในวงการการบินเรียกว่า Weaponization of Safety หรือการอ้างเรื่องความปลอดภัยมาเป็นเกราะกำบังเพื่อตัดรำคาญและให้เรื่องจบๆ ไป ทั้งที่หน้างานมันไม่ได้เกี่ยวกันเลย
เพราะอ้างเรื่อง Safety ผมจึงตัดสินใจส่งเรื่องร้องเรียนต่อไปยัง สำนักงานการบินพลเรือนแห่งไต้หวัน เพื่อให้ตรวจสอบ Timeframe และหลักฐานทั้งหมด
3. หนังคนละม้วน: เมื่อจับโป๊ะด้วย "หลักฐานภาพถ่าย"
ผมสู้ในกระบวนการอยู่นานมาก และส่งหลักฐานสำคัญเช่น ภาพถ่ายเหตุการณ์ จนในที่สุด EVA Air ดิ้นไม่หลุด และ (พูดตรงๆ) ว่า การบินพลเรือนแถแทนอีกไม่ได้ จนต้องเขียนผลการสอบสวนแบบในภาพด้านบนสุด แปลไทยว่า
แสดงให้เห็นถึงความย้อนแย้ง/ไม่สม่ำเสมอ ระหว่างขั้นตอนที่สายการบินอ้าง กับการปฏิบัติงานจริง" และได้ "ออกคำสั่ง (Instructed) ให้ EVA Air ไปทบทวนและปรับปรุงขั้นตอนการปฏิบัติงาน เพื่อให้แน่ใจว่าหน้าที่ด้านความปลอดภัยและการบริการผู้โดยสารมีความสอดคล้องกัน"
จริงๆ ต่อสู้อยู่นาน มีประเด็นย่อยเยอะมากเช่น ตอนแรก: EVA อ้างว่าเรื่องเกิดก่อนเครื่องขึ้น แต่ Timestamp ในรูปฟ้องว่าไม่ใช่ จนตอนหลัง EVA ต้องยอมจำนนและอ้างหน้าตาเฉยว่า เป็นความเข้าใจเหตุการณ์ที่แตกต่างกันได้ (พลิกลิ้นแบบนี้ก็ได้เหรอ?)
ตอนแรก: EVA ทำเหมือนผมขออยู่คนเดียวและลูกเรือยุ่งมาก แต่ภาพถ่ายมัดแน่นว่าลูกเรือเดินแจกคนอื่นอยู่ ตอนหลังเลยแก้ตัวกับการบินพลเรือนว่า พอดีผู้โดยสารท่านอื่นขอฉวยโอกาสตอนเปิดช่องเก็บสัมภาระทำความปลอดภัยพอดี เลยหยิบให้ (ฟังขึ้นไหมครับ?)
ตอนแรก: EVA บอกว่า เราไม่ผิด เราปกป้องความปลอดภัยสูงสุด แค่ลูกเรือสื่อสารไม่ดี แต่ลับหลังกลับส่งหนังสือขอโทษ เสนอของกำนัลให้ผม และยอมรับว่ามีการบันทึกความผิดลงในระบบพฤติกรรมของลูกเรือคนนั้นแล้ว (แล้วที่อ้างไป อ้างมั่วหรอ?)
4. วัฒนธรรมองค์กรที่น่ากลัว: มีอะไรที่เป็นความจริงบ้างในสายการบินนี้?
การที่สายการบินพูดขัดแย้งไปมา ให้ข้อมูลกับหน่วยงานกำกับดูแลไม่ครบถ้วนจนต้องโดนสั่งสอบหลายรอบ มันทำให้ผมกลับมาตั้งคำถามถึง "วัฒนธรรมความปลอดภัย (Safety Culture)" ของ EVA Air ในวงการการบินสมัยใหม่ เราจะไม่นำคำว่า Safety มาอ้างมั่วซั่วในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง เพราะมันจะทำให้เกิดความเมินเฉย (Complacency) เมื่อเกิดเหตุร้ายแรงจริง
หากใครได้ตามข่าว กรณีโศกนาฏกรรมลูกเรือเสียชีวิตเมื่อปลายปีที่แล้ว จะพบความจริงที่สลดใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กรของสายการบินนี้ เช่น:
- หัวหน้าลูกเรือไม่ยอมบันทึกลงรายงานว่าลูกเรือป่วย
- เพื่อนลูกเรือไปอ้อนวอนขอให้ตามหมอหลายครั้งแต่ถูกปฏิเสธ
- ร้ายแรงที่สุดคือ ลูกเรือเสียชีวิตไปแล้ว แต่บริษัทลนลานจนไปทวงใบลาจากญาติ จนญาติ ต้องส่งใบมรณบัตรไปให้ดู
จากเคสลูกเรือเสียชีวิตในอดีต มาถึงเคสในวันนี้ มันน่าคิดไหมครับว่า ระบบบันทึกรายงานของ EVA Air มีอะไรที่เป็นความจริงบ้าง? เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมาจริงๆ สายการบินที่ชอบอ้างคำว่าปลอดภัยบังหน้า ได้รับรางวัลเยอะแยะมากมาย เป็นกระดูกสันหลังของการบินไต้หวัน เป็นหน้าเป็นให้ไต้หวันถึงขนาดทูตไต้หวันที่ไทยต้องไปเปิดงานให้ แต่เบื้องหลังอาจะพูดไม่ครบและทำงานย้อนแย้งแบบนี้ จะดูแลชีวิตของผู้โดยสารได้อย่างโปร่งใสและได้มาตรฐานจริงๆ ได้อย่างไร
5. การบินพลเรือนไต้หวัน กับคำถามใหญ่ถึง "น้ำยา" ในการกำกับดูแล
ความพีคของมหากาพย์นี้มาจบตรงที่ หลังจากที่สำนักงานการบินพลเรือนไต้หวัน (CAA) ออกหนังสือสั่งการให้ EVA Air ปรับปรุงระบบแล้ว แต่อีเมลฉบับสุดท้ายที่ผมได้รับจาก EVA Air กลับยังคง "แถ" ไปเป็นเรื่องอื่น ไม่ได้มีความสอดคล้องหรือแสดงความเคารพต่อคำสั่งของหน่วยงานกำกับดูแลของประเทศตัวเองเลยแม้แต่น้อย
จุดนี้มันทำให้คิดเป็นอื่นไม่ได้เลยนอกจาก: EVA Air มองข้ามหัวและเห็นคำสั่งของ CAA ไต้หวันเป็นแค่กระดาษแผ่นหนึ่งหรือเปล่า?
ในทางกลับกัน CAA ไต้หวัน มี "น้ำยา" มากแค่ไหนในการควบคุมและกำกับดูแลสายการบินนี้ให้คำนึงถึงมาตรฐานการบินและความปลอดภัย รวมถึงการส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัยที่โปร่งใสอย่าง Just Culture
มันน่าแปลกใจมากครับ ไต้หวันมักจะประกาศตัวเองว่าเป็นประเทศประชาธิปไตย เป็นสังคมแห่งเสรีภาพและความเท่าเทียม แต่ทำไมในวงการการบินของไต้หวันถึงมีเรื่องราวน่าสลดและแปลกประหลาดเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่กรณีลูกเรือเสียชีวิตเมื่อปลายปีก่อน มาจนถึงข่าวกัปตันชกกันเองบนเครื่องบิน ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่โตที่ไม่ค่อยพบเจอในประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ
จากประสบการณ์ตรงของผมที่เคยติดต่อและร้องเรียนผ่านการบินพลเรือนไต้หวันในเคสของสายการบินอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น China Airlines หรือแม้แต่ Cathay Pacific ทุกอย่างดำเนินไปตามมาตรฐาน ปกติ โปร่งใส และได้รับความยุติธรรมที่สมดุลหมด ยกเว้นกับ EVA Air เพียงสายการบินเดียว ที่พอเรื่องไปถึง กลับเหมือนเราหลุดไปเจอระบบมาเฟียหรือแดนสนธยาอีกโลกหนึ่งที่ไม่เคยเจอมาก่อน
6. โชคดีของไต้หวันและผู้โดยสารที่ยังมี Starlux
ในมุมมองของผม รัฐบาลประชาธิปไตยของไต้หวันยังโชคดีมากที่มีสายการบินอย่าง Starlux Airlines เกิดขึ้นมา เพราะถ้ารัฐบาลยังเลือกที่จะยืนเคียงข้าง ไปเปิดงาน หรือถ่ายรูปโปรโมตให้แต่ EVA Air ภาพลักษณ์ความเป็นรัฐบาลธรรมาภิบาลและประชาธิปไตยของไต้หวันจะมีปัญหาได้ รัฐบาลไต้หวันควรใช้โอกาสนี้ในการบาลานซ์ตัวเองและสนับสนุนสายการบินที่มีมาตรฐานโปร่งใสมากกว่านี้
ส่วนคำแนะนำที่ดีที่สุดสำหรับผู้โดยสารจากประสบการณ์ของผมคือ ถ้าคุณอยากเดินทางด้วยความสบายใจ "โปรดหลีกเลี่ยงการใช้บริการ EVA Air" มันไม่ใช่แค่เรื่องมาตรฐานบริการบนเครื่องจะดีหรือไม่ดี แต่ชี้วัดกันที่ "ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาหลังจากนั้น คุณจะได้รับความยุติธรรมและความโปร่งใสจากสายการบินนี้ไหม ขนาดการบินพลเรือนของของประเทศเสรีประชาธิปไตนนะ“
ผู้โดยสารอย่างเรามีสิทธิ์เลือกครับ เลือกสายการบินที่เคารพในกฎหมาย เคารพในความปลอดภัย และเคารพในตัวผู้โดยสารจริงๆ ดีกว่าต้องมาเสี่ยงกับระบบที่ตรวจสอบไม่ได้แบบนี้ครับ
ผมไม่อยากมีชีวิตแบบลูกเรือที่ตาย หรือ กัปตันที่ถูกชก จบ!
โปรดระวัง EVA: ปัญหาด้านมาตรฐานและความปลอดภัย ตั้งแต่ ลูกเรือเสียชีวิต มาถึง คำแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้น