
ประชาชนท้องถิ่นชาวมายอร์กา (เกาะท่องเที่ยวชื่อดังระดับโลกของสเปน) หลายพันคน พากันออกมารวมตัวเดินขบวนประท้วงครั้งใหญ่ตามท้องถนนในเมืองปัลมา (Palma) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของเกาะ
พวกเขาออกมาแสดงพลังเพื่อต่อต้านปรากฏการณ์
"Turistificación" (หรือ Overtourism - ภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมือง) ซึ่งทะลักเข้ามาจนเกินขีดความสามารถที่เกาะจะรับได้ โดยมีองค์กรภาคประชาชนและกลุ่มสิ่งแวดล้อมกว่า 60 กลุ่มร่วมกันจัดงาน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยวมากเกินไป
ปัญหาหลักที่ทำให้ชาวเมืองทนไม่ไหวคือ
"วิกฤตที่อยู่อาศัย" ค่าเช่าบ้านและราคาอสังหาริมทรัพย์พุ่งสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่ง เนื่องจากนายทุนและเจ้าของบ้านหันไปปล่อยเช่าระยะสั้นให้นักท่องเที่ยว (เช่น Airbnb) จนคนในท้องถิ่นจริงๆ ไม่มีที่ซุกหัวนอน หรือสู้ค่าครองชีพไม่ไหว นอกจากนี้ยังมีความแออัดบนท้องถนน เอกลักษณ์และวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่นค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยธุรกิจเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ
ข้อเรียกร้องของผู้ประท้วง กลุ่มผู้ชุมนุมเสนอให้รัฐบาลดำเนินมาตรการ เช่น
จำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว
ลดจำนวนที่พักและอพาร์ตเมนต์สำหรับปล่อยเช่านักท่องเที่ยว
จำกัดเที่ยวบินและเรือสำราญที่เดินทางมายังเกาะ
กระจายโครงสร้างเศรษฐกิจ ไม่ให้พึ่งพาการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว
ทำให้ที่อยู่อาศัยกลับมาเป็นของประชาชนมากกว่านักลงทุน
แม้ว่าการเดินขบวนส่วนใหญ่เป็นไปอย่างสงบ แต่ช่วงท้ายเกิดความตึงเครียดเมื่อผู้ชุมนุมบางส่วนพยายามฝ่าแนวกั้นตำรวจ ทำให้เกิดการปะทะ ตำรวจใช้กระสุนยางและกระบองควบคุมสถานการณ์ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย และมีเสียงวิจารณ์ถึงการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่
มายอร์กาเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่สุดของยุโรป โดยมีประชากรถาวรราว
1.2 ล้านคน แต่แต่ละปีต้อนรับนักท่องเที่ยวเกือบ
19 ล้านคน และคาดว่าปีนี้จะทำสถิติสูงสุดอีกครั้ง ความไม่สมดุลระหว่างจำนวนนักท่องเที่ยวกับประชากรท้องถิ่นได้กลายเป็นชนวนสำคัญของกระแสต่อต้านการท่องเที่ยวที่กำลังขยายตัวในหลายเมืองของสเปน เช่น บาร์เซโลนา มาลากา และหมู่เกาะคานารี
เกร็ดการท่องเที่ยวสเปน
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมายอร์กามากที่สุดเป็นชาติใด
เยอรมนี (อันดับ 1)
สหราชอาณาจักร (อันดับ 2)
สเปน (นักท่องเที่ยวภายในประเทศ)
ฝรั่งเศส
เนเธอร์แลนด์ และประเทศยุโรปเหนืออื่น ๆ
เกาะมายอร์กาได้รับความนิยมจากชาวเยอรมันและอังกฤษมานานหลายสิบปี ถึงขนาดมีคำพูดเล่น ๆ ว่า
"Mallorca คือรัฐที่ 17 ของเยอรมนี" เพราะมีทั้งเที่ยวบินตรง ร้านอาหาร ป้ายภาษาเยอรมัน และชุมชนชาวเยอรมันจำนวนมาก
อะไรที่ทำให้ราคาบ้านแพงขึ้น
บ้านถูกซื้อโดยชาวต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูง
นักลงทุนซื้อเพื่อปล่อยเช่าระยะสั้นผ่าน Airbnb และแพลตฟอร์มคล้ายกัน
บ้านจำนวนมากถูกเปลี่ยนเป็นบ้านพักตากอากาศ (Second Home)
เจ้าของบ้านหันไปปล่อยเช่านักท่องเที่ยวแทนการปล่อยเช่าคนท้องถิ่น
"ผู้ซื้อบ้าน" เป็นคนชาติไหน
ข้อมูลปี 2025–2026 ของสำนักงานทะเบียนอสังหาริมทรัพย์สเปนระบุว่า
39% ของผู้ซื้อบ้านชาวต่างชาติในหมู่เกาะแบลีแอริกเป็นชาวเยอรมัน
9.4% เป็นชาวอังกฤษ
รองลงมาคือชาวเบลเยียม เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และประเทศยุโรปเหนืออื่น ๆ
กล่าวคือ ชาวเยอรมันครองตลาดบ้านต่างชาติอย่างทิ้งห่าง โดยเฉพาะบนเกาะมายอร์กา
ทำไมชาวเยอรมันถึงซื้อบ้านที่นี่มาก
ใช้เวลาบินจากหลายเมืองในเยอรมนีเพียงประมาณ 2 ชั่วโมง
อากาศอบอุ่นกว่าประเทศเยอรมนีมาก
นิยมซื้อเป็นบ้านพักตากอากาศหรือบ้านหลังที่สอง
บางส่วนย้ายมาใช้ชีวิตหลังเกษียณ
นักลงทุนซื้อเพื่อปล่อยเช่านักท่องเที่ยว ซึ่งให้ผลตอบแทนสูง
ผู้ชุมนุมพวกเขา ไม่ได้มุ่งโจมตีนักท่องเที่ยวชาวเยอรมันหรือชาวอังกฤษโดยตรง แต่คัดค้าน "โมเดลการท่องเที่ยว"
อย่างไรก็ตามปรากฏการณ์นักท่องเที่ยวล้นเมืองกำลังเป็นปัญหาไปทั่วประเทศสเปน(ไม่ใช่แค่เฉพาะมายอร์กา) มีการประท้วงในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นในหลายเมืองท่องเที่ยวสำคัญของสเปน เช่น
บาร์เซโลนา (Barcelona)
หมู่เกาะคะเนรี (Canary Islands)
มาลากา (Malaga)
อาลิกันเต (Costa Blanca)
ปัญหาหลักที่เหมือนกันในทุกพื้นที่คือ วิกฤตที่อยู่อาศัย ที่เกิดจากการที่นักลงทุนหรือนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามากว้านซื้อ หรือเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อปล่อยเช่าระยะสั้นให้นักท่องเที่ยว (เช่น ทำ Airbnb) ส่งผลให้ราคาบ้านและค่าเช่าพุ่งสูงขึ้นจนคนท้องถิ่นไม่สามารถแบกรับได้ และถูกบีบให้ออกไปอยู่นอกเมืองหรือหาที่อยู่ได้ยากลำบาก
พื้นที่ที่ชาวต่างชาติซื้อบ้านมากที่สุด
จากข้อมูลของสมาคมนายทะเบียนอสังหาริมทรัพย์สเปน (ปี 2025) สัดส่วนการซื้อบ้านโดยชาวต่าง
พื้นที่ที่ชาวต่างชาติซื้อบ้านมากที่สุด พื้นที่สัดส่วนบ้านที่ผู้ซื้อเป็นชาวต่างชาติ
Alicante (Costa Blanca) 43.3%
Málaga (Costa del Sol) 32.8%
หมู่เกาะแบลีแอริก (Mallorca, Ibiza, Menorca) 29.9%
Santa Cruz de Tenerife 30.0%
Girona 25%
จะเห็นว่า มายอร์กาไม่ได้เป็นอันดับ 1 ของประเทศ แต่เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพราะมีทั้งนักท่องเที่ยวจำนวนมากและที่ดินมีจำกัด
ส่วนตัวเห็นว่าประชาชนประเทศที่มีค่าครองชีพสูงจะย้ายไปยังประเทศที่ค่าครองชีพต่ำกว่า ยิ่งเป็นกลุ่มประเทศ EU ด้วยกัน การถือครองทรัพย์สินจึงทำได้ง่ายกว่า เท่าที่ติดตามประเทศอื่นก็มีการจับจองลักษณะนี้ ท่านอื่นมีความคิดเห็นอย่างไรแลกเปลี่ยนได้นะ
ที่มา (เอไอสรุป)
lavanguardia
ชาวมายอร์กาหลายหมื่นคนเดินขบวนประท้วง "การท่องเที่ยวล้นเกาะ" ในเมืองปัลมา
ประชาชนท้องถิ่นชาวมายอร์กา (เกาะท่องเที่ยวชื่อดังระดับโลกของสเปน) หลายพันคน พากันออกมารวมตัวเดินขบวนประท้วงครั้งใหญ่ตามท้องถนนในเมืองปัลมา (Palma) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของเกาะ
พวกเขาออกมาแสดงพลังเพื่อต่อต้านปรากฏการณ์ "Turistificación" (หรือ Overtourism - ภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมือง) ซึ่งทะลักเข้ามาจนเกินขีดความสามารถที่เกาะจะรับได้ โดยมีองค์กรภาคประชาชนและกลุ่มสิ่งแวดล้อมกว่า 60 กลุ่มร่วมกันจัดงาน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยวมากเกินไป
ปัญหาหลักที่ทำให้ชาวเมืองทนไม่ไหวคือ "วิกฤตที่อยู่อาศัย" ค่าเช่าบ้านและราคาอสังหาริมทรัพย์พุ่งสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่ง เนื่องจากนายทุนและเจ้าของบ้านหันไปปล่อยเช่าระยะสั้นให้นักท่องเที่ยว (เช่น Airbnb) จนคนในท้องถิ่นจริงๆ ไม่มีที่ซุกหัวนอน หรือสู้ค่าครองชีพไม่ไหว นอกจากนี้ยังมีความแออัดบนท้องถนน เอกลักษณ์และวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่นค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยธุรกิจเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ
แม้ว่าการเดินขบวนส่วนใหญ่เป็นไปอย่างสงบ แต่ช่วงท้ายเกิดความตึงเครียดเมื่อผู้ชุมนุมบางส่วนพยายามฝ่าแนวกั้นตำรวจ ทำให้เกิดการปะทะ ตำรวจใช้กระสุนยางและกระบองควบคุมสถานการณ์ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย และมีเสียงวิจารณ์ถึงการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่
มายอร์กาเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่สุดของยุโรป โดยมีประชากรถาวรราว 1.2 ล้านคน แต่แต่ละปีต้อนรับนักท่องเที่ยวเกือบ 19 ล้านคน และคาดว่าปีนี้จะทำสถิติสูงสุดอีกครั้ง ความไม่สมดุลระหว่างจำนวนนักท่องเที่ยวกับประชากรท้องถิ่นได้กลายเป็นชนวนสำคัญของกระแสต่อต้านการท่องเที่ยวที่กำลังขยายตัวในหลายเมืองของสเปน เช่น บาร์เซโลนา มาลากา และหมู่เกาะคานารี
เกร็ดการท่องเที่ยวสเปน
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ส่วนตัวเห็นว่าประชาชนประเทศที่มีค่าครองชีพสูงจะย้ายไปยังประเทศที่ค่าครองชีพต่ำกว่า ยิ่งเป็นกลุ่มประเทศ EU ด้วยกัน การถือครองทรัพย์สินจึงทำได้ง่ายกว่า เท่าที่ติดตามประเทศอื่นก็มีการจับจองลักษณะนี้ ท่านอื่นมีความคิดเห็นอย่างไรแลกเปลี่ยนได้นะ
ที่มา (เอไอสรุป) lavanguardia