เคยรู้ไหมคะว่า หลังได้รับบริจาค “หัวใจ” แล้ว ยังต้องมีคนอีกหลายสิบชีวิตช่วยกันพาไปให้ถึงผู้รับทันเวลา

กระทู้สนทนา
ช่วงนี้เราได้มีโอกาสอ่านและฟังเรื่องราวเกี่ยวกับการขนส่งอวัยวะเพื่อการปลูกถ่าย แล้วรู้สึกว่าเป็นอีกมุมหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงมากนัก เลยอยากนำมาเล่าและชวนทุกคนคุยกันค่ะ
ที่ผ่านมาเวลาได้ยินคำว่า “บริจาคอวัยวะ” เรามักนึกถึงผู้บริจาค ผู้ป่วยที่รอรับอวัยวะ และทีมแพทย์ในห้องผ่าตัด แต่จริง ๆ แล้ว หลังจากมีผู้บริจาค ภารกิจสำคัญอีกส่วนหนึ่งเพิ่งเริ่มต้นขึ้น
เพราะระหว่าง “ผู้ให้” กับ “ผู้รับ” ยังมีสิ่งหนึ่งเป็นตัวตัดสินว่าโอกาสนั้นจะเดินทางไปถึงปลายทางได้ทันหรือไม่
สิ่งนั้นคือ เวลา
คนรออวัยวะมีหลักพัน แต่ผู้บริจาคจริงยังมีน้อยมาก
ข้อมูลจากศูนย์รับบริจาคอวัยวะระบุว่า ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ประเทศไทยมีผู้รอการปลูกถ่ายอวัยวะมากถึง 8,115 คน
ขณะที่ในปี 2568 มีผู้บริจาคอวัยวะจากผู้เสียชีวิตสมองตายจำนวน 545 ราย และมีผู้เสียชีวิตระหว่างรอคอยอวัยวะจำนวน 209 คน หรือเฉลี่ยมากกว่า 3 คนต่อสัปดาห์
ส่วนผู้ที่แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะสะสมมีประมาณ 1.92 ล้านคน คิดเป็นเพียงร้อยละ 2.7 ของประชากรเท่านั้น
เห็นตัวเลขแล้วรู้สึกเลยค่ะว่า สำหรับผู้ป่วยจำนวนมาก “การรอ” ไม่ได้หมายถึงแค่รอคิวรักษา แต่คือการรอว่าตัวเองจะมีโอกาสได้ใช้ชีวิตต่อหรือไม่
เมื่อได้รับอวัยวะแล้ว ทุกวินาทีจะเริ่มนับถอยหลัง
อวัยวะแต่ละชนิดมีเวลาที่สามารถเก็บรักษาไว้นอกร่างกายได้จำกัด เช่น
หัวใจและปอดประมาณ 4–6 ชั่วโมง
ตับประมาณ 8–12 ชั่วโมง
ส่วนไตเก็บรักษาได้นานกว่า แต่ก็ต้องรีบนำไปปลูกถ่ายภายในเวลาที่เหมาะสม
หมายความว่า ต่อให้มีผู้บริจาคแล้ว ก็ยังต้องอาศัยการทำงานของคนอีกจำนวนมาก ทั้งศูนย์รับบริจาคอวัยวะ โรงพยาบาลต้นทาง โรงพยาบาลปลายทาง ทีมผ่าตัด รถพยาบาล เจ้าหน้าที่ประสานงาน สนามบิน นักบิน และทีมขนส่ง
ทุกฝ่ายต้องทำงานต่อเนื่องกันแทบจะทันที เพราะความล่าช้าเพียงไม่กี่นาที อาจหมายถึงการสูญเสียโอกาสครั้งสำคัญของผู้ป่วยคนหนึ่ง
เพิ่งรู้ว่ามี “เครื่องบินพยาบาล” ที่ใช้ส่งทีมแพทย์และอวัยวะด้วย
เรื่องที่ทำให้เราสนใจประเด็นนี้มากขึ้น คือบทสัมภาษณ์ของ กัปตันนายแพทย์ กรพรหม แสงอร่าม ศัลยแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งทำหน้าที่ทั้งแพทย์และนักบินเครื่องบินพยาบาล
คุณหมอเล่าว่า หลายภารกิจไม่ได้เป็นเพียงการรับส่งผู้ป่วยวิกฤต แต่เป็นการพาทีมแพทย์เดินทางไปยังโรงพยาบาลต้นทาง เพื่อรับอวัยวะแล้วรีบนำกลับมายังโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยรอปลูกถ่ายอยู่
บางครั้งภารกิจในประเทศได้รับแจ้งล่วงหน้าเพียงไม่กี่ชั่วโมง จากนั้นทุกฝ่ายต้องเริ่มทำงานพร้อมกัน ตั้งแต่การประสานโรงพยาบาล วางแผนการบิน ตรวจสภาพอากาศ เตรียมเครื่องบิน อุปกรณ์การแพทย์ เตียงผู้ป่วย ถังออกซิเจน ไปจนถึงรถพยาบาลที่รอรับอยู่ปลายทาง
คุณหมออธิบายเครื่องบินพยาบาลไว้ง่าย ๆ ว่าเป็นเหมือน
“รถพยาบาลที่บินได้”
แต่สำหรับเรา ความหมายของมันมากกว่านั้น เพราะเครื่องบินลำหนึ่งอาจช่วยย่นระยะทางหลายชั่วโมง ให้เหลือเวลาเพียงพอที่จะรักษาชีวิตคนคนหนึ่งไว้ได้
สิ่งที่คนทั่วไปเห็นอาจเป็นเพียงเครื่องบินหนึ่งลำ แต่เบื้องหลังคือคนจำนวนมากที่กำลังทำงานแข่งกับเวลา เพื่อรักษาโอกาสของผู้ป่วยเอาไว้
ผู้บริจาคหนึ่งคนอาจช่วยได้มากกว่าหนึ่งชีวิต
อีกเรื่องที่อยากชวนคุยคือ ผู้บริจาคอวัยวะหนึ่งรายสามารถช่วยผู้ป่วยได้หลายคน ทั้งจากหัวใจ ปอด ตับ ไต และกระจกตา
สำหรับผู้รับ การปลูกถ่ายอวัยวะไม่ได้หมายถึงเพียงการรอดชีวิต แต่อาจหมายถึงการได้กลับไปทำงาน ดูแลครอบครัว หรือใช้ชีวิตร่วมกับคนที่รักต่อไปอีกหลายปี
ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลการแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะได้ที่ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย สายด่วน 1666
การให้ไม่ได้มีเพียงการบริจาคอวัยวะ
เราเข้าใจว่าเรื่องการบริจาคอวัยวะเป็นเรื่องใหญ่ และแต่ละคนอาจมีความพร้อมหรือความเชื่อที่แตกต่างกัน
แต่แม้ยังไม่พร้อมแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ ทุกคนก็ยังสามารถมีส่วนร่วมกับระบบการรักษาได้ในรูปแบบอื่น เช่น บริจาคโลหิต สนับสนุนโรงพยาบาลหรือมูลนิธิทางการแพทย์ ช่วยเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้อง หรือเริ่มพูดคุยเรื่องนี้กับคนในครอบครัว
สำหรับสมาชิกเคทีซี ก็มีอีกช่องทางหนึ่งในการร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของสภากาชาดไทย โดยสามารถใช้คะแนน KTC FOREVER ทุก 1,000 คะแนน แทนเงินบริจาค 100 บาท หรือเลือกบริจาคผ่านบัตรเครดิตตามความสมัครใจ
มองในมุมหนึ่ง คะแนนที่เราอาจยังไม่ได้ใช้ อาจถูกเปลี่ยนเป็นส่วนหนึ่งของอุปกรณ์ทางการแพทย์ การรักษาผู้ป่วย หรือโอกาสสำคัญของใครบางคนได้
หลังจากได้อ่านเรื่องนี้ เรารู้สึกว่า การปลูกถ่ายอวัยวะไม่ใช่ความสำเร็จของคุณหมอหรือโรงพยาบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นผลจากการตัดสินใจของผู้บริจาค ครอบครัว ทีมแพทย์ เจ้าหน้าที่ขนส่ง นักบิน และผู้คนอีกจำนวนมากที่ช่วยกันรักษาทุกนาทีไว้
เพราะสิ่งที่ถูกส่งต่อไป อาจไม่ใช่เพียงหัวใจหนึ่งดวง
แต่อาจเป็น “วันพรุ่งนี้” ของใครอีกคนหนึ่ง
มีใครเคยแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ หรือเคยพูดคุยเรื่องนี้กับครอบครัวบ้างไหมคะ ตอนตัดสินใจรู้สึกอย่างไรกันบ้าง
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่