ชนะคดีศาลแรงงานมาเกือบปี แต่ไม่ได้เงินสักบาท..บทเรียนราคาแพงของคนทำงานที่เพิ่งรู้ว่า "ความยุติธรรมในกระดาษ" มันกินไม่ได้

หลายวันก่อนเราบังเอิญไปเจอฟีดข่าวเกี่ยวกับร้านอาหาร ของอดีตนักร้องดังที่มีปัญหาเรื่องการจ่ายค่าจ้างพนักงาน อ่านๆดูก็ได้แค่คิดว่าสิ่งที่พวกคุณเจอมันก็คือเป็นปัญหาชีวิตนะ มันกระทบหมดเลยทั้งปัญหาค่าใช้จ่าย ปัญหาครอบครัว เพื่อนร่วมงาน ฯลฯ แต่น่าจะยังน้อยกว่าของเรามาก เพราะเรามาจนแทบจะสุดทางแล้วยังไม่ได้สักบาท

     เรื่องคือต้นปี 2567 เราทำงานกับบริษัทแห่งหนึ่ง เป็นคาเฟ่ใหญ่ย่านถนน พรานนก-พุทธมณฑล คิดว่าสายคาเฟ่ สายขนม หลายคนคงรู้จัก  ก็เริ่มต้นด้วยดีไม่ได้มีปัญหาอะไร ทำไปสักพักก็เริ่มมีการจ่ายเงินเดือนล่าช้า 2วันบ้าง 3วันบ้าง แล้วก็อ้างว่าลืมกดอนุมัติ หรือลืมเอาเงินไปเข้าธนาคารเพื่อตัดจ่าย หลังจากนั้นเริ่มล่าช้า 1สัปดาห์ 2สัปดาห์ และทยอยแบ่งจ่าย แล้วก็มาอ้างว่าถูกสรรพากรล็อกบัญชีจากการยื่นภาษีผิดพลาดของทีมบัญชีที่ลาออกไปก่อนหน้านี้ เราก็อ่ะโอเคไม่เป็นไรจ่ายช้าแต่ขอให้จ่ายครบ หลังจากนั้นเริ่มมีการนำทรัพย์สินหรือเอกสารมาโชว์ว่านี่ไงยังมีทรัพย์สินอยู่นะกำลังจัดการไม่มีปัญหาแน่นอนเดี๋ยวจะขายโน่นขายนี่เอามาเคลียร์ให้ก่อน พยายามออกแผนการตลาดมาเรื่อยๆ ออกโปรดักส์ใหม่เรื่อยๆไปออกรายการพิธีกรฝีปากกล้าบ้าง จะคอลแลปแบรนด์บ้าง การจ่ายค่าจ้างก็ยังล่าช้าอยู่ จนมาไตรมาส4 เริ่มมีการหาผู้ร่วมลงทุนจริงจังเพื่อจะนำเงินสดเข้ามาหมุนเวียนระหว่างรอเคลียร์สรรพากรตามคำอ้าง เวลาผ่านไปจนถึงสิ้นปีอยู่ดีๆก็มีคนกลุ่มนึงเข้ามาบอกว่าเป็นหุ้นส่วน ไอ้เราก็งงเพราะที่เรารู้ ที่เราเห็น ที่เราไปนั่งคุย ไม่ใช่คนกลุ่มนี้ สุดท้ายคนกลุ่มนี้ก็พาการ์ดเข้ามาคุมพื้นที่จนวุ่นวาย สน.ในพื้นที่ก็มาเคลียร์ไม่รู้กี่รอบ ถึงปีใหม่2568ลูกค้าที่มาใช้บริการก็ได้รับความอบอุ่นจากตำรวจท้องที่ ใช้บริการไปสงสัยไปทำไมมีทั้งการ์ดทั้งตำรวจเดินไปเดินมาเต็มไปหมด แล้วความบันเทิงก็เกิดขึ้นอีกครั้งช่วงกลางเดือน มกราคม 2568 การ์ด2ฝั่งตีกันเดือดไล่ยิงกันหน้าร้าน เคยออกข่าวช่องเลขอันลิมิต กับช่องวงกลมแม่มีของแสง ที่พีคกว่าคือเจ้าของโทรมาบอกว่าที่ร้านมีปัญหาเข้าไปดูให้หน่อย ในใจก็คิดอยู่ว่า "คงคิดบ้านเราไม่มีทีวีไม่ได้ดูข่าวมั้ง" ก็ไปดูแหละแต่อยู่ห่างๆไม่ได้เข้าพื้นที่ หลังจากนั้นพนักงานก็ได้รับความอบอุ่นอีกครั้งที่จะต้องทำงานไปมีการ์ดดูแลไป เงินค้างจ่ายก็ทยอยจ่ายๆเรื่อยๆ รวมถึงการเข้าทำงานได้ตามปกติก็คิดว่าเรื่องจะจบ ปลายเดือน มกราคม2568 เอาอีกแล้วมีปัญหาอีกแล้วและบอกว่าผู้ร่วมทุนจะเป็นคนจ่ายเอง สุดท้ายเงียบ เดือนกุมภาพันธ์2568 มีงานเช่าพื้นที่จากค่ายรถเพื่อเปิดตัว และเป็นจุดสตาร์ทเทสไดร์ฟ รับเงินมาแล้วก็เงียบไม่จ่ายลูกจ้างเหมือนเดิม เราก็ทำงานตามหน้าที่กับทวงถามค่าจ้างเรื่อยมาจนถึงปลายเดือนเมษายน 2568 ก็ขอให้จ่ายแค่ของเดือน มกราคม-กุมภาพันธ์ แล้วขอจบกันด้วยดี ก็เงียบ

     หลังจากนั้นช่วงเดือน พฤษภาคมก็ร้องกรมสวัสดิ์ 2พื้นที่(สรพ.6,สรพ.7) เพราะมีการทำงาน2สถานที่ มีหนังสือเรียกชี้แจงก็ไม่มา จนมีคำสั่งให้จ่ายจากกรมสวัสฯ ก็เงียบไม่จ่าย ก็ต้องไปต่อที่ศาลแรงงานอีก ทั้งนัดไกล่เกลี่ยทั้งนัดตัดสินพิพากษาก็ไม่มา ศาลก็มีคำสั่งให้จ่ายพร้อมเงินชดเชยก็นิ่งเฉย ต้องเสียเวลาไปให้ศาลออกคำสั่งแต่งตั้งเจ้าหน้าที่บังคับดคีอีก พอส่งเรื่องแต่งตั้งเสร็จรอวันนัดยึด ในใจก็คิดแค่ว่าอีกนิดก็จบแล้วได้แค่ไหนก็แค่นั้น พอถึงวันนัดยึดเสียงในหัวก็ดังขึ้นอีกแล้ว (ไอ้สัx;เอ้ยย กูไปทำอะไรไว้กับไอ้Hereนี่วะ) ประตูล็อกเข้าไม่ได้ ถ้าเข้าคือบุกรุกสถานที่ แล้วเจ้าหน้าที่ก็บอกแค่เดี๋ยวจะออกรายงานให้แล้วต้องไปขอคำสั่งศาลให้ออกหมายค้นให้ตำรวจนำเข้าพื้นที่ ถึงตอนนั้นถ้าเราเข้าไปได้จะเหลืออะไรบ้างในเมื่อระยะเวลาดำเนินการตามกฏหมายนานขนาดนี้ มีเวลาให้ขนย้าย จำหน่าย ถ่ายเท ขายออก แล้วถ้ามีการขายออกจริงเราต้องมานั่งพิสูจน์อีกว่าทรัพย์ที่จำหน่ายออกไปซื้อมาในนามบุคคลหรือนิติบุคคล และทรัพย์ที่ขายออกไปไปอยู่ที่ไหนเราจะไปรู้ได้ยังไง แค่เราต้องการรักษาสิทธิ์ตัวเอง เรียกร้องค่าจ้างระหว่างการทำงานที่เกิดขึ้นจริง ทำไมต้องเจออะไรที่มัน พีคในพีคในพีคในพีค ขนาดนี้.. การที่เราเป็นลูกจ้างคนนึงทำงานในสถานที่แห่งนึงเราต้องมานั่งถ่ายรูปเก็บเป็นหลักฐานว่าบริษัทมีทรัพย์อะไรบ้างเพื่อเป็นหลักฐานในวันที่มีข้อพิพาทกันแบบนี้เหรอ
 
     สิ่งที่น่าเจ็บใจที่สุดคือ การที่เราใจดีช่วยเหลือในยามที่เขาบอกว่าลำบากทุกรูปแบบที่ทำได้รวมถึงสำรองเงินจ่ายอะไรหลายๆอย่างที่ได้คืนไม่หมด รับหน้าปัญหาหน้างานแทน สิ่งที่เราได้รับกลับกลายเป็นความนิ่งเฉยตอบแทน แถมไปพูดลับหลังว่าเราเป็นแกนนำให้คนอื่นไปฟ้อง เราเลี้ยงไม่เชื่อง ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เขาก็บอกว่าใครจะฟ้องก็ฟ้อง เขาเข้าใจว่าเขาผิดจริงจะพยายามหามาจ่ายให้จบ แล้วคนที่ฟ้องก็ต่างคนต่างฟ้องเราไม่ได้ชักชวนหรือนำพาไป มีแต่กรมสวัสดิ์ฯถามและให้เป็นพยานว่าคนที่ไปคือลูกจ้างจริง เพราะเคสบริษัทนี้เยอะมาก
 
     หลายๆคน คงแค่คิดว่ามีข้อพิพาทก็ฟ้องสิ พวกคุณยังไม่เคยเจอกับสถานการณ์จริง สิ่งที่พวกคุณกำลังคิดว่าเคสแบบนี้ฟ้องไปยังไงก็ชนะ ยังไงก็ได้รับความยุติธรรม คำตอบคือใช่เราชนะคดี แต่ “เราชนะคดีและได้รับความยุติธรรมแค่ในกระดาษ” ยังไม่ได้รับเงินค่าจ้างตามคำสั่งหรือคำพิพากษาแม้แต่บาทเดียว ฝั่งนายจ้างยังคงใช้ชีวิตได้ตามปกติ ในขณะที่ลูกจ้างที่ทำถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง กลับต้องเป็นฝ่ายแบกรับภาระและนั่งมองคำพิพากษาที่ไม่สามารถแปลงเป็นเงินมาเยียวยาชีวิตจริงได้ เสียพลังชีวิต เสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายระหว่างดำเนินการ เสียความรู้สึก ทิ้งเงินหลายแสนที่เป็นของเราเอง ไหนจะเรื่องภาษี ประกันสังคม ที่ไม่ได้นำส่งในช่วงเวลานั้นอีก

     ส่วนเรื่องการเยียวยาจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างใช้เวลายาวนานมาก ต้องรอคำสรุปวินิจฉัยและคำสั่งของเจ้าหน้าที่ตรวจแรงงานก่อนถึงเขียนคำร้องขอเงินสงเคราะห์ลูกจ้างได้ และเงินว่างงานประกันสังคมกว่าจะได้ก็เขียนคำร้องแล้วเขียนคำร้องอีกไม่รู้กี่รอบ กว่าจะพิสูจน์ทราบเรื่องราวว่าผู้ประกอบการเทลูกจ้างทุกคนโดยไม่สนใจอะไรแล้ว
 
     คำถามที่อยากส่งไปถึงสังคมและระบบยุติธรรมแรงงานคือ: ทำไมการเรียกร้องสิ่งที่ควรจะได้จากการทำงานจริงๆ มันถึงยากขนาดนี้? และระบบบังคับคดีมีไว้เพื่อคุ้มครองสิทธิ์ของลูกจ้างจริงๆ หรือมีไว้แค่ให้เราได้กระดาษแผ่นหนึ่งมาปลอบใจ? หรือกฏหมายบังคับใช้ได้แค่กับคนที่มีจิตสำนึกเท่านั้น
 
     อยากฝากเรื่องนี้ไว้เป็นอุทาหรณ์ และอยากขอคำแนะนำจากผู้ที่มีประสบการณ์ หรือผู้รู้ทางกฎหมาย ว่าในวันที่เราเดินตามช่องทางกฎหมายจนสุดทางแล้ว แต่ยังไม่ได้เงินคืน เรายังสามารถทำอะไรได้อีกบ้าง นอกจากคิดว่า"เงินก้อนนั้นคือเงินทำบุญ"
(หมายเหตุ: มีเอกสารคำพิพากษาและหมายบังคับคดีถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ)

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่