รวมข่าววิกฤตอัตราการเกิดต่ำ เวียดนาม สิงค์โปร์ ไทย

เวียดนามเผชิญ "อัตราการเกิดต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์"
เวียดนามมีอัตราการเจริญพันธุ์ (Total Fertility Rate) ลดลงเหลือ 1.91 คนต่อผู้หญิง 1 คน ซึ่งต่ำกว่าระดับทดแทนประชากร (2.1) และเป็นระดับต่ำที่สุดเท่าที่เคยมีมา
แนวโน้มนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องหลายปี โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เช่น ฮานอยและนครโฮจิมินห์

หลายจังหวัดเริ่มใช้เงินจูงใจให้มีลูก 2 คน
เพื่อแก้ปัญหาประชากรลดลง หลายท้องถิ่นออกมาตรการ เช่น
ให้เงินสนับสนุนครอบครัวที่มีลูก 2 คน
สนับสนุนค่าใช้จ่ายระหว่างตั้งครรภ์และคลอด
ลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขและการเลี้ยงดูเด็ก
บางพื้นที่มีรางวัลหรือเงินอุดหนุนเพิ่มเติมสำหรับครอบครัวที่มีลูกครบ 2 คนตามเกณฑ์ที่กำหนด

เหตุผลที่คนเวียดนามมีลูกน้อยลง
ข่าวระบุว่าปัจจัยสำคัญ ได้แก่
ค่าครองชีพและค่าเลี้ยงดูบุตรสูง
คนแต่งงานช้าลง หรือไม่แต่งงาน
ต้องการทุ่มเทให้การงาน
ความกังวลเรื่องที่อยู่อาศัย การศึกษา และคุณภาพชีวิตของลูก
คนรุ่นใหม่จำนวนมากมองว่าการมีลูกเป็นภาระมากกว่าความจำเป็น

รัฐบาลกังวลผลกระทบระยะยาว
หากอัตราการเกิดยังต่ำต่อเนื่อง จะส่งผลให้
สังคมเข้าสู่ภาวะสูงวัยเร็วขึ้น
จำนวนแรงงานลดลง
ภาระงบประมาณด้านบำนาญและสาธารณสุขเพิ่มขึ้น
การเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวอาจชะลอตัว

นโยบายประชากรของเวียดนามกำลังเปลี่ยนทิศทาง
สิ่งที่น่าสนใจคือ เวียดนามเคยรณรงค์ให้ครอบครัวมีลูกเพียง 1–2 คนมานานหลายทศวรรษ แต่เมื่ออัตราการเกิดลดต่ำกว่าระดับทดแทน รัฐบาลได้ยกเลิกข้อจำกัดเดิม และหันมาใช้นโยบาย ส่งเสริมให้ประชาชนมีลูกมากขึ้น พร้อมเปิดทางให้แต่ละครอบครัวตัดสินใจจำนวนบุตรได้เอง

สรุป ข่าวสะท้อนว่าเวียดนามกำลังเปลี่ยนจากประเทศที่เคย "ควบคุมการเกิด" มาเป็นประเทศที่ "กระตุ้นการเกิด" เนื่องจากอัตราการเกิดลดลงต่ำเป็นประวัติการณ์ จนหลายจังหวัดต้องใช้งบประมาณและมาตรการจูงใจให้ประชาชนมีลูกอย่างน้อย 2 คน เพื่อรักษาขนาดกำลังแรงงานและลดผลกระทบจากสังคมสูงวัยในอนาคต

กรุงฮานอยลดจำนวนวิทยาลัยและโรงเรียนอาชีวศึกษาลงเกือบครึ่ง
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

ที่มา (เอไอสรุป) vnexpress vietnam.vn



จำนวนทารกเกิดใหม่ในสิงคโปร์ตกต่ำกว่า 30,000 คน เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ได้รับเอกราช

สิงคโปร์กำลังเผชิญกับสถิติประชากรที่น่าวิตก เนื่องจากจำนวนทารกที่เกิดใหม่ได้ลดลงต่ำกว่า 30,000 คน เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ประเทศได้รับเอกราชในปี 1965

จำนวนการเกิดใหม่ที่หล่นต่ำกว่า 30,000 ครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 60 ปี สะท้อนถึงวิกฤตอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่องและรุนแรงขึ้นของประเทศ

แนวโน้มนี้เป็นผลมาจากปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน เช่น ผู้คนเลือกที่จะแต่งงานและมีบุตรล่าช้าลง ต้นทุนค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรที่สูง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของค่านิยมในสังคมสมัยใหม่

การลดลงของอัตราการเกิดอย่างมีนัยสำคัญนี้ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างประชากรของสิงคโปร์ ทำให้ปัญหาสังคมผู้สูงอายุรุนแรงขึ้น ขาดแคลนแรงงานในอนาคต และส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ความท้าทายของรัฐบาล สถิติครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ท้าทายนโยบายของรัฐบาลสิงคโปร์อย่างมาก โดยจะต้องเร่งหามาตรการใหม่ๆ ที่ได้ผลกว่าเดิม เพื่อกระตุ้นและสนับสนุนให้ประชากรมีความพร้อมและต้องการมีบุตรมากขึ้น

สรุป ข่าวนี้เน้นย้ำถึงวิกฤตประชากรที่เข้มข้นขึ้นของสิงคโปร์ ซึ่งจำนวนทารกเกิดใหม่ที่ตกต่ำสุดในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ได้รับเอกราช ถือเป็ปัญหาเร่งด่วนระดับชาติที่รัฐบาลจะต้องแก้ไขเพื่อรักษาสมดุลของโครงสร้างประชากรและอนาคตของประเทศ
ที่มา (เอไอสรุป) straitstimes



สั่นคลอนถึงอนาคตชาติ ‘วิกฤติไทยไร้บุตร’ นโยบายจูงใจยังไร้ผล?
ท่ามกลางกระแสครึกโครมของ “คดีพ่อทิพย์” หลังพบขบวนการรับจ้างสวมสิทธิ์แจ้งเกิดให้เด็กชาวจีนได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบ ที่กรณีนี้ได้สร้างความรู้สึกเจ็บปวดใจให้คนไทยไม่น้อย เพราะในขณะที่ต่างชาติใช้ไทยเป็นฐานหลักสวมสิทธิ์เด็กแจ้งเกิดเพื่อรับสิทธิ์ หากแต่ไทยนั้นกำลังเผชิญกับ “ปัญหาเด็กเกิดใหม่ลดลง” ที่นับวันยิ่งมีตัวเลขต่ำลงไปทุกปี จนเข้าขั้นวิกฤติแล้ว...
ทั้งนี้ ความย้อนแย้งที่เกิดขึ้นของสองเหตุการณ์ข้างต้น เรื่องนี้กำลังเป็นวิกฤติใหญ่ของประเทศไทย หลังจากไทยมีอัตราเด็กเกิดใหม่ลดลงไปเรื่อย ๆ โดยเมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา ไทยมีเด็กเกิดใหม่ลดลงต่ำกว่า 5 แสนคนติดต่อกันเป็นปีที่ 2 จากปี 2567 จนส่งผลให้มีเด็กเกิดใหม่ทั้งปีอยู่ที่เพียง 416,574 คนเท่านั้น โดยตัวเลขนี้ ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่ลดลงธรรมดา แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึง…

“โครงสร้างสังคมไทย” ซึ่งกำลังเปลี่ยนผ่าน

เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุขั้นสุดยอดแบบรวดเร็ว

จากการไม่สามารถ “จูงใจคนไทยให้มีบุตร”


รศ.ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์

เกี่ยวกับความกังวลนี้ทำให้ทาง สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ติดตามและเฝ้าจับตาสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิดว่า… สถานการณ์ในปี 2569 นี้ จะสามารถประคับประคองและรักษาระดับการเกิดให้อยู่เหนือเส้น 4 แสนคนตลอดทั้งปีได้หรือไม่ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่บีบคั้นครอบครัวไทยรุ่นใหม่ให้ชะลอหรือยกเลิกการมีบุตร อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของ “วิกฤติเด็กเกิดใหม่ลดลง” นั้น รศ.ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันฯ ได้วิเคราะห์ และสะท้อนผ่านบทความเรื่อง “สัญญาณประชากรไทยครึ่งปีแรก 2569 กับภาพสะท้อนจาก Demographic Futures Survey 2026” ซึ่งเผยแพร่อยู่ใน เว็บไซต์เดอะประชากร.คอม โดยชี้ว่า… หากพิจารณาเชื่อมโยงกับรายงานระดับสากลอย่าง Demographic Futures Survey 2026 จะพบมิติน่าสนใจว่า… ปัญหาเกิดต่ำเป็นเทรนด์ร่วมสังคมเมืองสมัยใหม่

รศ.ดร.เฉลิมพล ผอ.สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล ยังสะท้อนไว้เพิ่มว่า… จากแนวโน้มจำนวนการเกิดที่ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องนี้สะท้อนถึงความท้าทายและความซับซ้อนของความพยายามในการกระตุ้นการเพิ่มประชากรของประเทศไทย ที่ถึงแม้จะมีนโยบายต่าง ๆ ออกมา ทั้งการสนับสนุน การส่งเสริม รวมถึงการกระตุ้นให้คนไทยปัจจุบันตัดสินใจมีลูกเพิ่มขึ้นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ และดูเหมือนว่า… นโยบายและมาตรการที่มีอยู่จะยังไม่ประสบความสำเร็จ ในการจูงใจให้คนไทยอยากมีบุตร… อย่างไรก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า… ไทยไม่จำเป็นต้องมีนโยบายหรือมาตรการส่งเสริมการเกิดอีกต่อไป เพราะเรื่องนี้ยังคงเป็นสิ่งที่ควรดำเนินการ เพียงแต่การคาดหวังให้นโยบายที่มีจะสามารถกระตุ้นการเกิดให้เพิ่มขึ้นและเห็นผลชัดเจนนั้น

อาจเป็นเรื่องยากและต้องใช้เวลามากกว่านี้

และยังต้องหาจุดที่จะทำให้คนอยากจะมีลูก

ในภาพรวมทั่วโลก พบว่า… แนวคิดมีลูก 2 คนยังเป็นจำนวนบุตรในอุดมคติที่คนรุ่นใหม่ต้องการที่สุด โดยยกเว้นแค่ทวีปแอฟริกา ส่วนอีกข้อค้นพบที่น่าสนใจเช่นกัน นั่นก็คือ กลุ่มตัวอย่างอายุ 35–39 ปี มีจำนวนลูกในความเป็นจริงต่ำกว่าจำนวนในอุดมคติที่ต้องการ โดยเมื่อพิจารณาเฉพาะคนในช่วงอายุนี้ที่ยังไม่มีลูก พบว่า… ผู้ชายร้อยละ 79.5 และผู้หญิงร้อยละ 71.7 ไม่ได้เลือกที่จะไม่มีลูกด้วยความตั้งใจ แต่เป็นเพราะ “ความต้องการมีลูกยังไม่บรรลุผล” ซึ่งข้อค้นพบดังกล่าวสะท้อนให้เห็น “ช่องว่าง” ระหว่างความต้องการกับความเป็นจริงในเรื่องการมีบุตร ซึ่งเกิดขึ้นจากข้อจำกัดและเงื่อนไขความไม่พร้อมในด้านต่างๆ โดยเงื่อนไขสำคัญอันดับแรกคือ “ความมั่นคงทางการเงิน” และอันดับสองคือ “การมีงานทำที่มั่นคง” รวมถึง “ความพร้อมทางจิตใจและอารมณ์” ที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญก่อนตัดสินใจมีลูก…

ส่วนปัจจัยแรงกระตุ้น หรือ “เหตุผลทำให้ต้องการมีลูก” ปัจจัยแรกคือ ความสุขที่เด็กจะนำมาให้แก่ครอบครัว ปัจจัยที่สองคือ การมีความสัมพันธ์กับคู่ชีวิตที่มั่นคงขึ้น และปัจจัยที่สาม ได้แก่ ความคาดหวังทางสังคมและวัฒนธรรม ขณะที่ “ปัจจัยเชิงนโยบาย” เป็นปัจจัยที่อยู่ในระดับต่ำที่สุด ที่คนรุ่นใหม่ใช้เป็นเหตุผลตัดสินใจที่จะมีลูก โดยอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าปัจจัยข้างต้น …และสำหรับ “อุปสรรคของการมีบุตร” นั้น พบอุปสรรคสำคัญสามอันดับแรก ได้แก่ 1. ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัย 2.การขาดคู่ครองหรือคู่ชีวิตที่เหมาะสม3.ความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของตนเอง อย่างไรก็ดี แม้รายงานฉบับนี้จะไม่ได้นำเสนอผลสำรวจหรือบทวิเคราะห์ของประเทศไทยไว้อย่างละเอียด แต่ข้อมูลที่มีก็เพียงพอจะทำให้เห็นว่า… ไทยมีช่องว่างระหว่างจำนวนลูกในอุดมคติกับจำนวนลูกในความเป็นจริงค่อนข้างสูง และเป็นการบ้านข้อใหญ่ของรัฐ

“อัตราเกิดที่ลดลงของไทยในปัจจุบันไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะคนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก แต่มีปัจจัยจากอุปสรรคเชิงโครงสร้าง ทั้งเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ ความไม่มั่นคงทางการงาน การดำเนินชีวิต ตลอดจนความไม่พร้อมต่าง ๆ จนทำให้พวกเขาไม่สามารถมีบุตรได้ตามที่ตนเองต้องการ ดังนั้นสถานการณ์เกิดต่ำของไทยจึงไม่ใช่เพียงปัญหาที่คนไม่อยากมีลูก แต่เป็นปัญหาที่ความต้องการมีลูกยังไม่สามารถเกิดขึ้นจริงได้มากกว่า เพราะขาดทั้งความมั่นคง ความพร้อม และความมั่นใจ” …เป็นการสะท้อนในบทความนี้ โดย รศ.ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ ผอ.สถาบันวิจัยประชากรและสังคม

ที่ชี้ว่าการสร้างความมั่นใจให้ผู้คนรู้สึกเชื่อมั่น

เป็นปัจจัยสำคัญที่จะกระตุ้นให้คนอยากมีลูก

ปุจฉาคือรัฐ สังคมจะทำให้เกิดปัจจัยนี้ได้ไหม.
อ่านต่อได้ที่ : dailynews

[โควต้าอักษรเต็ม] ใครมีความคิดเห็นอย่างไรแลกเปลี่ยนได้นะ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่