มองย้อนกลับไป กระแสแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ปี 2560 เราเคยเห็น Fidget Spinner กลายเป็นของที่แทบทุกคนต้องมี ก่อนจะค่อย ๆ หายไปจากความสนใจ ภายในเวลาไม่นาน เช่นเดียวกับกล่องสุ่มที่ถูกนำไปขายต่อในราคาสูงกว่าปกติหลายเท่า แต่เมื่อกระแสเปลี่ยน ของจำนวนหนึ่งก็ถูกวางทิ้งไว้ ขายต่อไม่ได้ หรือไม่มีใครอยากได้เหมือนเดิม
ล่าสุด วงจรคล้ายกันกำลังเกิดขึ้นกับ “สกุชชี่” ข้อมูล Social Listening ของ Zocial Eye โดย Wisesight พบว่า ระหว่างวันที่ 1–24 มิถุนายน 2569 มีการพูดถึงสกุชชี่บนโซเชียลมีเดียไทยถึง 24,937 โพสต์ สร้าง Engagement มากกว่า 33.9 ล้านครั้ง แล้วตอนนี้ล่ะ
แน่นอนว่า การซื้อของสะสมหรือซื้อของเล่นที่ชอบไม่ใช่เรื่องผิด หลายคนซื้อเพราะชอบจริง ใช้คลายเครียด หรือมีความสุขกับการสะสม สิ่งที่น่าคิดกว่า คือ ความสนใจบนโซเชียลมีเดียสามารถเปลี่ยนได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ แต่การผลิตสินค้าจำนวนมากไม่สามารถหยุดได้ทันที
เมื่อของชิ้นหนึ่งเริ่มเป็นกระแส ร้านค้าอาจสั่งของเพิ่ม โรงงานอาจเร่งผลิต ผู้ขายรายใหม่อาจเข้ามาในตลาด เพราะเห็นว่าความต้องการกำลังสูงขึ้น แต่เมื่อผู้บริโภคเปลี่ยนไปสนใจของชิ้นใหม่ สินค้าล็อตเดิมอาจยังขายไม่หมด ทั้งที่วัตถุดิบ พลังงาน และบรรจุภัณฑ์ถูกใช้ไปแล้ว คำถามคือ สกุชชี่จำนวนมากที่ผลิตขึ้นมาแล้วจะไปอยู่ที่ไหน
เพราะสกุชชี่โดยทั่วไปผลิตจากโฟมโพลียูรีเทน หรือ PU Foam วัสดุประเภทนี้มีข้อดีคือมีความยืดหยุ่น บีบแล้วคืนรูปได้ และค่อนข้างทนทาน จึงเหมาะกับการทำของเล่นบีบมือ แต่คุณสมบัติเดียวกันนี้ก็ทำให้วัสดุจัดการได้ยากเมื่อหมดอายุการใช้งาน เพราะไม่สามารถนำมาหลอมและขึ้นรูปใหม่ได้ง่ายเหมือนพลาสติกบางประเภท นอกจากนี้ สกุชชี่หนึ่งชิ้นอาจไม่ได้มีเพียงเนื้อโฟม แต่ยังมีสี กลิ่น สารเติมแต่ง กาว หรือวัสดุตกแต่งอื่น ๆ รวมอยู่ด้วย เมื่อผ่านการใช้งานแล้วก็อาจมีฝุ่น คราบ หรือสิ่งปนเปื้อนเพิ่มเติม ทำให้การคัดแยกและรีไซเคิลยิ่งซับซ้อนขึ้น
เมื่อไม่มีระบบรับคืนหรือจุดจัดการวัสดุประเภทนี้ที่เข้าถึงได้ง่าย ปลายทางของสกุชชี่ที่ไม่ใช้แล้วจึงมีโอกาสกลายเป็นขยะทั่วไป ถูกนำไปฝังกลบหรือเผามากกว่าจะกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่
ความย้อนแย้งของสินค้าตามกระแส คือ ช่วงเวลาที่เราอยากได้มันอาจสั้นมาก แต่ช่วงเวลาที่วัสดุนั้นตกค้างในสิ่งแวดล้อมอาจยาวนานกว่าความนิยมหลายเท่า วันนี้เราอาจรู้สึกว่าต้องมีให้ได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ของชิ้นเดียวกันอาจกลายเป็นสิ่งที่ไม่รู้ว่าจะวางไว้ตรงไหน จะขายให้ใคร หรือจะทิ้งอย่างไร
เวลาพูดถึงขยะที่ย่อยสลายยาก เรามักใช้คำว่า “ผลกระทบต่อคนรุ่นหลัง” จนรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ความจริง ของเล่นหรือพลาสติกที่ถูกทิ้งในปีนี้ อาจยังอยู่ในระบบขยะในวันที่คนซื้ออายุ 40 ปี 60 ปี หรือ 80 ปี ดังนั้น เราอาจไม่ได้กำลังทิ้งปัญหาไว้ให้คนอื่นในอนาคตเท่านั้น แต่กำลังสร้างสภาพแวดล้อมที่ตัวเราเองยังต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วย
การซื้อของตามกระแสผิดหรือไม่ ส่วนตัวมองว่าไม่ผิด ถ้าเป็นของที่เราชอบจริง ซื้อแล้วได้ใช้ และมีพื้นที่หรือแผนว่าจะจัดการอย่างไรเมื่อไม่ต้องการแล้ว ถ้าวันหนึ่งไม่อยากได้แล้ว จะขายต่อ บริจาค ส่งต่อ หรือนำไปจัดการอย่างไร เพราะต้นทุนของการซื้อของหนึ่งชิ้นไม่ได้มีแค่จำนวนเงินที่จ่าย แต่ยังรวมถึงวัตถุดิบ พลังงาน บรรจุภัณฑ์ และขยะที่อาจเกิดขึ้นหลังจากกระแสจบลงแล้ว สุดท้าย การซื้อของตามกระแสอาจเป็นความสุขเล็ก ๆ ได้เหมือนเดิม เพียงแต่ควรเป็นความสุขที่เราเป็นคนเลือก ไม่ใช่ความกลัวตกกระแสเป็นคนเลือกแทนเรา
ขอบคุณข้อมูลจาก Wisesight, KTC
สกุชชี่เริ่มเลิกฮิตแล้วจริงไหม แล้วที่ผลิตล็อตใหญ่ ๆ เกาะกระแส จะไปอยู่ไหน
ล่าสุด วงจรคล้ายกันกำลังเกิดขึ้นกับ “สกุชชี่” ข้อมูล Social Listening ของ Zocial Eye โดย Wisesight พบว่า ระหว่างวันที่ 1–24 มิถุนายน 2569 มีการพูดถึงสกุชชี่บนโซเชียลมีเดียไทยถึง 24,937 โพสต์ สร้าง Engagement มากกว่า 33.9 ล้านครั้ง แล้วตอนนี้ล่ะ
แน่นอนว่า การซื้อของสะสมหรือซื้อของเล่นที่ชอบไม่ใช่เรื่องผิด หลายคนซื้อเพราะชอบจริง ใช้คลายเครียด หรือมีความสุขกับการสะสม สิ่งที่น่าคิดกว่า คือ ความสนใจบนโซเชียลมีเดียสามารถเปลี่ยนได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ แต่การผลิตสินค้าจำนวนมากไม่สามารถหยุดได้ทันที
เมื่อของชิ้นหนึ่งเริ่มเป็นกระแส ร้านค้าอาจสั่งของเพิ่ม โรงงานอาจเร่งผลิต ผู้ขายรายใหม่อาจเข้ามาในตลาด เพราะเห็นว่าความต้องการกำลังสูงขึ้น แต่เมื่อผู้บริโภคเปลี่ยนไปสนใจของชิ้นใหม่ สินค้าล็อตเดิมอาจยังขายไม่หมด ทั้งที่วัตถุดิบ พลังงาน และบรรจุภัณฑ์ถูกใช้ไปแล้ว คำถามคือ สกุชชี่จำนวนมากที่ผลิตขึ้นมาแล้วจะไปอยู่ที่ไหน
เพราะสกุชชี่โดยทั่วไปผลิตจากโฟมโพลียูรีเทน หรือ PU Foam วัสดุประเภทนี้มีข้อดีคือมีความยืดหยุ่น บีบแล้วคืนรูปได้ และค่อนข้างทนทาน จึงเหมาะกับการทำของเล่นบีบมือ แต่คุณสมบัติเดียวกันนี้ก็ทำให้วัสดุจัดการได้ยากเมื่อหมดอายุการใช้งาน เพราะไม่สามารถนำมาหลอมและขึ้นรูปใหม่ได้ง่ายเหมือนพลาสติกบางประเภท นอกจากนี้ สกุชชี่หนึ่งชิ้นอาจไม่ได้มีเพียงเนื้อโฟม แต่ยังมีสี กลิ่น สารเติมแต่ง กาว หรือวัสดุตกแต่งอื่น ๆ รวมอยู่ด้วย เมื่อผ่านการใช้งานแล้วก็อาจมีฝุ่น คราบ หรือสิ่งปนเปื้อนเพิ่มเติม ทำให้การคัดแยกและรีไซเคิลยิ่งซับซ้อนขึ้น
เมื่อไม่มีระบบรับคืนหรือจุดจัดการวัสดุประเภทนี้ที่เข้าถึงได้ง่าย ปลายทางของสกุชชี่ที่ไม่ใช้แล้วจึงมีโอกาสกลายเป็นขยะทั่วไป ถูกนำไปฝังกลบหรือเผามากกว่าจะกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่
ความย้อนแย้งของสินค้าตามกระแส คือ ช่วงเวลาที่เราอยากได้มันอาจสั้นมาก แต่ช่วงเวลาที่วัสดุนั้นตกค้างในสิ่งแวดล้อมอาจยาวนานกว่าความนิยมหลายเท่า วันนี้เราอาจรู้สึกว่าต้องมีให้ได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ของชิ้นเดียวกันอาจกลายเป็นสิ่งที่ไม่รู้ว่าจะวางไว้ตรงไหน จะขายให้ใคร หรือจะทิ้งอย่างไร
เวลาพูดถึงขยะที่ย่อยสลายยาก เรามักใช้คำว่า “ผลกระทบต่อคนรุ่นหลัง” จนรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ความจริง ของเล่นหรือพลาสติกที่ถูกทิ้งในปีนี้ อาจยังอยู่ในระบบขยะในวันที่คนซื้ออายุ 40 ปี 60 ปี หรือ 80 ปี ดังนั้น เราอาจไม่ได้กำลังทิ้งปัญหาไว้ให้คนอื่นในอนาคตเท่านั้น แต่กำลังสร้างสภาพแวดล้อมที่ตัวเราเองยังต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วย
การซื้อของตามกระแสผิดหรือไม่ ส่วนตัวมองว่าไม่ผิด ถ้าเป็นของที่เราชอบจริง ซื้อแล้วได้ใช้ และมีพื้นที่หรือแผนว่าจะจัดการอย่างไรเมื่อไม่ต้องการแล้ว ถ้าวันหนึ่งไม่อยากได้แล้ว จะขายต่อ บริจาค ส่งต่อ หรือนำไปจัดการอย่างไร เพราะต้นทุนของการซื้อของหนึ่งชิ้นไม่ได้มีแค่จำนวนเงินที่จ่าย แต่ยังรวมถึงวัตถุดิบ พลังงาน บรรจุภัณฑ์ และขยะที่อาจเกิดขึ้นหลังจากกระแสจบลงแล้ว สุดท้าย การซื้อของตามกระแสอาจเป็นความสุขเล็ก ๆ ได้เหมือนเดิม เพียงแต่ควรเป็นความสุขที่เราเป็นคนเลือก ไม่ใช่ความกลัวตกกระแสเป็นคนเลือกแทนเรา
ขอบคุณข้อมูลจาก Wisesight, KTC