สวัสดีครับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ชาวพันทิปที่น่ารักทุกท่าน!
วันนี้ผมมีเรื่องจะมาเม้าท์ มาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับ "สงครามกับความร้อน" ที่บ้านเราต้องเจออยู่ทุกวี่ทุกวันครับ โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อนที่แดดเปรี้ยงๆ นี่ไม่ต้องพูดถึงเลย บางทีเดินเข้าบ้านไปนี่นึกว่ากำลังเดินเข้าเตาอบ ไมโครเวฟขนาดใหญ่ซะอีกครับ แค่คิดก็เหงื่อตกแล้วใช่มั้ยครับ?
ผมเองก็ประสบปัญหานี้มาพักใหญ่ๆ เลยครับ ห้องรับแขกเนี่ย แดดส่องเต็มๆ บ่ายทีไร แทบจะทอดไข่กินได้เลย เปิดแอร์ก็เปลืองไฟ บิลค่าไฟพุ่งกระฉูดจนแทบจะเป็นลม พอปิดแอร์ก็ร้อนตับแตกอีก วนลูปอยู่แบบนี้จนท้อครับ แต่คนอย่างผมไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ หรอกครับ! ผมเริ่มศึกษาหาข้อมูลทุกอย่างบนโลกออนไลน์ จนไปเจอกับ "ตัวช่วย" ที่โคตรมหัศจรรย์นั่นก็คือ "ฟิล์มกรองแสงติดหน้าต่าง" นั่นเองครับ!
ตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะช่วยได้ขนาดนั้นนะครับ เพราะมันก็แค่แผ่นฟิล์มบางๆ แต่พอได้ลองศึกษาจริงๆ จังๆ แล้ว ผมถึงกับร้อง "อู้หูววววว" เลยครับ! เจ้าฟิล์มกรองแสงเนี่ย มันไม่ใช่แค่ฟิล์มสีๆ ธรรมดานะครับ แต่มันเป็นเทคโนโลยีที่ถูกออกแบบมาเพื่อกรองและสะท้อนรังสีความร้อนจากแสงอาทิตย์ (ทั้งรังสีอินฟราเรดและรังสีอัลตราไวโอเลต) ไม่ให้เข้ามาในบ้านเรามากเกินไปครับ
อธิบายง่ายๆ ก็เหมือนเราใส่แว่นกันแดดให้บ้านนั่นแหละครับ! แดดแรงแค่ไหน ฟิล์มก็จะช่วยลดความจ้าของแสง ลดความร้อนที่เข้ามาในห้อง ทำให้ห้องของเราเย็นขึ้นอย่างน่าตกใจครับ แถมยังช่วยป้องกันรังสี UV ที่เป็นอันตรายต่อผิวหนังและข้าวของเครื่องใช้ในบ้านไม่ให้ซีดจางเร็วด้วยนะครับ เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียว ได้นกสองสามตัวเลยครับ

ประโยชน์ของฟิล์มกรองแสงที่ผมสัมผัสได้จริงๆ เลยนะครับ
ห้องเย็นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อันนี้คือไฮไลต์เลยครับ สัมผัสได้ทันทีที่ติดเสร็จ ห้องที่เคยร้อนอบอ้าวก็กลับมาเย็นสบายขึ้นมากครับ บางทีรู้สึกเหมือนเปิดแอร์เบอร์สูงๆ ทั้งที่ความจริงเปิดเบอร์ปกติ หรือบางทีแค่เปิดพัดลมก็เอาอยู่แล้วครับ
ประหยัดค่าไฟ พอห้องเย็นขึ้น แอร์ก็ทำงานน้อยลง ไม่ต้องเร่งเครื่องหนักๆ ค่าไฟก็ลดลงตามไปด้วยครับ อันนี้คือเห็นผลจริงจัง ผมนี่แทบจะกราบฟิล์มเลยครับ!
ป้องกันแสง UV แดดเมืองไทยนี่ UV โหดมากครับ นอกจากจะทำร้ายผิวเราแล้ว ยังทำให้เฟอร์นิเจอร์ ผ้าม่าน หรือพื้นไม้ในบ้านซีดจางได้เร็ว ฟิล์มกรองแสงช่วยบล็อก UV ได้เกือบ 99% เลยนะครับ
เพิ่มความเป็นส่วนตัว ฟิล์มบางชนิดก็ช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวได้ด้วยครับ คนข้างนอกมองเข้ามาไม่เห็น แต่เรามองออกไปเห็นได้ปกติครับ อันนี้ดีงามมากสำหรับบ้านที่มีเพื่อนบ้านใกล้ๆ ครับ
ลดแสงจ้า (Glare) แสงจ้าที่เข้ามาในห้อง ทำให้เราแสบตา ดูทีวีไม่ชัด หรือทำงานหน้าจอคอมไม่สบายตา ฟิล์มก็ช่วยลดความจ้าลง ทำให้สบายตาขึ้นเยอะเลยครับ
ทีนี้มาถึงเรื่องการเลือกฟิล์มบ้างครับ อย่าเพิ่งมึนนะครับ มันไม่ยากอย่างที่คิด! หลักๆ เลยคือดูค่า "VLT" (Visible Light Transmission) คือปริมาณแสงที่ส่องผ่านเข้ามา ยิ่งค่าน้อย ฟิล์มก็ยิ่งเข้ม และดูค่า "TSER" (Total Solar Energy Rejected) คือค่าที่ฟิล์มสามารถกันความร้อนได้ ยิ่งสูงยิ่งดีครับ
ส่วนการติดตั้งเนี่ย ถ้ามีเวลา มีความใจเย็น และชอบงาน D.I.Y. ก็พอจะทำเองได้ครับ อุปกรณ์ก็มีแค่ฟิล์ม น้ำยาฉีด (น้ำเปล่าผสมสบู่เหลวนิดหน่อยก็ได้ครับ) คัตเตอร์ ไม้รีดฟิล์ม และผ้าเช็ดทำความสะอาดครับ แต่ถ้าไม่ถนัดหรืออยากได้งานเนี้ยบๆ เป๊ะๆ ผมแนะนำให้จ้างช่างผู้เชี่ยวชาญจะดีกว่าครับ เพราะการติดฟิล์มให้เรียบเนียน ไร้ฟองอากาศนี่ต้องใช้ประสบการณ์พอสมควรเลยครับ
หลังจากติดฟิล์มแล้ว การดูแลรักษาก็ง่ายมากๆ ครับ แค่ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเปล่าหรือน้ำยาเช็ดกระจกที่ไม่มีสารเคมีรุนแรงเช็ดทำความสะอาดเบาๆ ก็พอแล้วครับ ฟิล์มคุณภาพดีๆ เนี่ย อายุการใช้งานก็ยาวนานหลายปีเลยนะครับ คุ้มค่ากับการลงทุนแน่นอนครับ
ผมบอกเลยว่าการติดฟิล์มกรองแสงเนี่ย เป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งที่ผมเคยทำเพื่อบ้านของผมเลยครับ จากห้องที่เคยเป็นเตาอบ ตอนนี้กลายเป็นห้องเย็นสบาย น่านั่งพักผ่อน ทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตลอดทั้งวันโดยไม่ต้องกลัวร้อนแล้วครับ ชีวิตดีขึ้นเยอะจริงๆ ครับ
ถ้าใครกำลังประสบปัญหาร้อนตับแตกเหมือนผม ลองพิจารณาฟิล์มกรองแสงเป็นตัวช่วยดูนะครับ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอนครับ! ผมคอนเฟิร์ม!
หวังว่ากระทู้นี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ทุกคนนะครับ ถ้ามีคำถามหรืออยากแลกเปลี่ยนประสบการณ์อะไร คอมเมนต์มาคุยกันได้เลยนะครับ ยินดีตอบทุกคำถามครับ!
ขอบคุณที่อ่านจนจบนะครับ!
ชีวิตดีขึ้นเยอะ! แค่ติด "ฟิล์มกรองแสง" ห้องร้อนเหมือนเตาอบก็เย็นฉ่ำ เหมือนเปิดแอร์ทั้งวันครับ!
วันนี้ผมมีเรื่องจะมาเม้าท์ มาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับ "สงครามกับความร้อน" ที่บ้านเราต้องเจออยู่ทุกวี่ทุกวันครับ โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อนที่แดดเปรี้ยงๆ นี่ไม่ต้องพูดถึงเลย บางทีเดินเข้าบ้านไปนี่นึกว่ากำลังเดินเข้าเตาอบ ไมโครเวฟขนาดใหญ่ซะอีกครับ แค่คิดก็เหงื่อตกแล้วใช่มั้ยครับ?
ผมเองก็ประสบปัญหานี้มาพักใหญ่ๆ เลยครับ ห้องรับแขกเนี่ย แดดส่องเต็มๆ บ่ายทีไร แทบจะทอดไข่กินได้เลย เปิดแอร์ก็เปลืองไฟ บิลค่าไฟพุ่งกระฉูดจนแทบจะเป็นลม พอปิดแอร์ก็ร้อนตับแตกอีก วนลูปอยู่แบบนี้จนท้อครับ แต่คนอย่างผมไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ หรอกครับ! ผมเริ่มศึกษาหาข้อมูลทุกอย่างบนโลกออนไลน์ จนไปเจอกับ "ตัวช่วย" ที่โคตรมหัศจรรย์นั่นก็คือ "ฟิล์มกรองแสงติดหน้าต่าง" นั่นเองครับ!
ตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะช่วยได้ขนาดนั้นนะครับ เพราะมันก็แค่แผ่นฟิล์มบางๆ แต่พอได้ลองศึกษาจริงๆ จังๆ แล้ว ผมถึงกับร้อง "อู้หูววววว" เลยครับ! เจ้าฟิล์มกรองแสงเนี่ย มันไม่ใช่แค่ฟิล์มสีๆ ธรรมดานะครับ แต่มันเป็นเทคโนโลยีที่ถูกออกแบบมาเพื่อกรองและสะท้อนรังสีความร้อนจากแสงอาทิตย์ (ทั้งรังสีอินฟราเรดและรังสีอัลตราไวโอเลต) ไม่ให้เข้ามาในบ้านเรามากเกินไปครับ
อธิบายง่ายๆ ก็เหมือนเราใส่แว่นกันแดดให้บ้านนั่นแหละครับ! แดดแรงแค่ไหน ฟิล์มก็จะช่วยลดความจ้าของแสง ลดความร้อนที่เข้ามาในห้อง ทำให้ห้องของเราเย็นขึ้นอย่างน่าตกใจครับ แถมยังช่วยป้องกันรังสี UV ที่เป็นอันตรายต่อผิวหนังและข้าวของเครื่องใช้ในบ้านไม่ให้ซีดจางเร็วด้วยนะครับ เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียว ได้นกสองสามตัวเลยครับ
ห้องเย็นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อันนี้คือไฮไลต์เลยครับ สัมผัสได้ทันทีที่ติดเสร็จ ห้องที่เคยร้อนอบอ้าวก็กลับมาเย็นสบายขึ้นมากครับ บางทีรู้สึกเหมือนเปิดแอร์เบอร์สูงๆ ทั้งที่ความจริงเปิดเบอร์ปกติ หรือบางทีแค่เปิดพัดลมก็เอาอยู่แล้วครับ
ประหยัดค่าไฟ พอห้องเย็นขึ้น แอร์ก็ทำงานน้อยลง ไม่ต้องเร่งเครื่องหนักๆ ค่าไฟก็ลดลงตามไปด้วยครับ อันนี้คือเห็นผลจริงจัง ผมนี่แทบจะกราบฟิล์มเลยครับ!
ป้องกันแสง UV แดดเมืองไทยนี่ UV โหดมากครับ นอกจากจะทำร้ายผิวเราแล้ว ยังทำให้เฟอร์นิเจอร์ ผ้าม่าน หรือพื้นไม้ในบ้านซีดจางได้เร็ว ฟิล์มกรองแสงช่วยบล็อก UV ได้เกือบ 99% เลยนะครับ
เพิ่มความเป็นส่วนตัว ฟิล์มบางชนิดก็ช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวได้ด้วยครับ คนข้างนอกมองเข้ามาไม่เห็น แต่เรามองออกไปเห็นได้ปกติครับ อันนี้ดีงามมากสำหรับบ้านที่มีเพื่อนบ้านใกล้ๆ ครับ
ลดแสงจ้า (Glare) แสงจ้าที่เข้ามาในห้อง ทำให้เราแสบตา ดูทีวีไม่ชัด หรือทำงานหน้าจอคอมไม่สบายตา ฟิล์มก็ช่วยลดความจ้าลง ทำให้สบายตาขึ้นเยอะเลยครับ
ทีนี้มาถึงเรื่องการเลือกฟิล์มบ้างครับ อย่าเพิ่งมึนนะครับ มันไม่ยากอย่างที่คิด! หลักๆ เลยคือดูค่า "VLT" (Visible Light Transmission) คือปริมาณแสงที่ส่องผ่านเข้ามา ยิ่งค่าน้อย ฟิล์มก็ยิ่งเข้ม และดูค่า "TSER" (Total Solar Energy Rejected) คือค่าที่ฟิล์มสามารถกันความร้อนได้ ยิ่งสูงยิ่งดีครับ
ส่วนการติดตั้งเนี่ย ถ้ามีเวลา มีความใจเย็น และชอบงาน D.I.Y. ก็พอจะทำเองได้ครับ อุปกรณ์ก็มีแค่ฟิล์ม น้ำยาฉีด (น้ำเปล่าผสมสบู่เหลวนิดหน่อยก็ได้ครับ) คัตเตอร์ ไม้รีดฟิล์ม และผ้าเช็ดทำความสะอาดครับ แต่ถ้าไม่ถนัดหรืออยากได้งานเนี้ยบๆ เป๊ะๆ ผมแนะนำให้จ้างช่างผู้เชี่ยวชาญจะดีกว่าครับ เพราะการติดฟิล์มให้เรียบเนียน ไร้ฟองอากาศนี่ต้องใช้ประสบการณ์พอสมควรเลยครับ
หลังจากติดฟิล์มแล้ว การดูแลรักษาก็ง่ายมากๆ ครับ แค่ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเปล่าหรือน้ำยาเช็ดกระจกที่ไม่มีสารเคมีรุนแรงเช็ดทำความสะอาดเบาๆ ก็พอแล้วครับ ฟิล์มคุณภาพดีๆ เนี่ย อายุการใช้งานก็ยาวนานหลายปีเลยนะครับ คุ้มค่ากับการลงทุนแน่นอนครับ
ผมบอกเลยว่าการติดฟิล์มกรองแสงเนี่ย เป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งที่ผมเคยทำเพื่อบ้านของผมเลยครับ จากห้องที่เคยเป็นเตาอบ ตอนนี้กลายเป็นห้องเย็นสบาย น่านั่งพักผ่อน ทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตลอดทั้งวันโดยไม่ต้องกลัวร้อนแล้วครับ ชีวิตดีขึ้นเยอะจริงๆ ครับ
ถ้าใครกำลังประสบปัญหาร้อนตับแตกเหมือนผม ลองพิจารณาฟิล์มกรองแสงเป็นตัวช่วยดูนะครับ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอนครับ! ผมคอนเฟิร์ม!
หวังว่ากระทู้นี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ทุกคนนะครับ ถ้ามีคำถามหรืออยากแลกเปลี่ยนประสบการณ์อะไร คอมเมนต์มาคุยกันได้เลยนะครับ ยินดีตอบทุกคำถามครับ!
ขอบคุณที่อ่านจนจบนะครับ!