ตาวัย85ตาบอดทั้ง2ข้าง หลุดสิทธิ์บัตรคนจน เผยหลานพิการสมองช่วยดูแล วอนรัฐทบทวน
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10338344
.
.
ตาวัย85 ตาบอดทั้ง 2 ข้าง หลุดสิทธิ์บัตรคนจน เผยอยู่กับหลานพิการสมองที่ช่วยพยุงเดินและหาข้าวน้ำให้กิน วอนรัฐทบทวนสิทธิ์ แจงที่นามรดกตกทอดจากบรรพบุรุษ แต่ไม่สามารถสร้างรายได้
.
วันที่ 26 ก.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นาย
บัว ชำนิกุล อายุ 85 ปี ชาวบ้านหนองม่วง ตำบลหนองโสน อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งพิการตาบอดทั้งสองข้าง ถูกตัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เนื่องจากมีชื่อถือครองที่ดินมรดกกว่า 9 ไร่ แม้จะเป็นเพียงที่นาที่ใช้ปลูกข้าวไว้บริโภคในครัวเรือน ไม่ได้สร้างรายได้ พร้อมวอนภาครัฐทบทวนหลักเกณฑ์ให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของผู้ยากไร้และผู้พิการ
.
นาย
บัว เปิดเผยว่า ปัจจุบันอาศัยอยู่กับหลานชายวัย 33 ปี ที่พิการทางสมองแต่กำเนิด ซึ่งเป็นผู้คอยดูแลและพาไปไหนมาไหน ขณะที่นางทองม้วน ภรรยา อายุ 74 ปี ป่วยติดเตียงและอยู่ในความดูแลของลูกสาว ทำให้ครอบครัวมีภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมาก
.
ตนไม่มีรายได้ประจำ อาศัยเพียงเบี้ยผู้สูงอายุและเบี้ยความพิการในการดำรงชีพ เมื่อมีการเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ลูกหลานและผู้นำชุมชนได้ช่วยดำเนินการให้ แต่ผลการตรวจสอบคุณสมบัติไม่ผ่าน เนื่องจากระบบระบุว่ามีชื่อถือครองอสังหาริมทรัพย์เกินหลักเกณฑ์ จากการมีชื่อเป็นเจ้าของที่นามรดกเนื้อที่กว่า 9 ไร่
.
นาย
บัว ยืนยันว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษ ไม่ได้สร้างรายได้ให้ครอบครัวแต่อย่างใด แต่ใช้ปลูกข้าวไว้บริโภคภายในครัวเรือนเท่านั้น พร้อมยอมรับว่ารู้สึกหมดกำลังใจ เพราะไม่ทราบว่าจะยื่นอุทธรณ์ขอทบทวนสิทธิ์ได้ที่หน่วยงานใด
.
อีกทั้งยังเป็นผู้พิการทางสายตา ทำให้การเดินทางไปติดต่อราชการเป็นไปด้วยความยากลำบาก จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกและพิจารณาทบทวนสิทธิ์ให้กับผู้พิการที่ได้รับผลกระทบ
.
ด้าน นาย
อุดมศิลป์ ชำนิกุล อายุ 42 ปี ลูกชาย กล่าวว่า ครอบครัวมีฐานะยากจน พ่อพิการตาบอด ส่วนแม่ป่วยติดเตียง ขณะที่ลูก ๆ ต่างต้องออกไปรับจ้างหาเลี้ยงชีพ โดยตนมีรายได้เฉลี่ยเพียงเดือนละประมาณ 3,000 บาท แม้ตนเองจะได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่รู้สึกไม่เข้าใจที่พ่อซึ่งเป็นผู้พิการกลับไม่ได้รับสิทธิ์ เพียงเพราะมีชื่อถือครองที่นามรดกที่ไม่ได้ก่อให้เกิดรายได้
.
ลูกชายของนาย
บัว ยังเรียกร้องให้ภาครัฐทบทวนหลักเกณฑ์การพิจารณาสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยคำนึงถึงข้อเท็จจริงและสภาพความเป็นอยู่ของผู้ยากไร้เป็นสำคัญ พร้อมระบุว่า หากพ่อได้รับสิทธิ์ดังกล่าว จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและเป็นอีกหนึ่งความช่วยเหลือที่สำคัญในการดำรงชีวิตของครอบครัว
.
.
“ยิ่งชีพ iLaw” พร้อมสู้ชั้นศาล หลังเจอฟ้องกลับ จ่อลงสมัคร สว. ครั้งหน้าจับตาความโปร่งใส
https://www.thairath.co.th/news/politic/2948745
.
“ยิ่งชีพ” ยันไม่กลัวโดนฟ้องกลับปมแฉโกงเลือก สว. พร้อมสู้ชั้นศาล เผยไม้เด็ดพร้อมลงสมัคร สว. ครั้งหน้า หวังเข้าไปจับตาความโปร่งใส ด้าน “พริษฐ์” ลั่นหาก กกต. ยกฟ้องยกเข่ง 229 ราย เจอฟ้องมาตรา 157 แน่นอน จ่อใช้กลไกสภาฯ-อภิปรายไม่ไว้วางใจ บีบรัฐบาลแจงความจริง
.
วันที่ 26 กรกฎาคม 2569 นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) พร้อมด้วย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงความเสี่ยงหากถูกฝ่ายที่ถูกเอ่ยชื่อฟ้องร้องดำเนินคดีกลับว่า ไม่มีความกังวล เนื่องจากข้อมูลที่นำเสนอผ่านระบบการตรวจสอบที่มีหลักฐานรองรับ ไม่ได้มีเจตนาให้ร้ายหรือหมิ่นประมาทบุคคลใด พร้อมระบุว่ายังมีข้อมูลของ 9 รายชื่อที่เปิดเผยไปก่อนหน้านี้อีกจำนวนมาก รวมถึงบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องชัดเจน ซึ่งพร้อมนำไปเสนอต่อศาลหากต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
.
นอกจากนี้ หาก กกต. ไม่ดำเนินการใดๆ และปล่อยให้ สว. ชุดนี้ดำรงตำแหน่งจนครบวาระ สิ่งแรกที่จะขับเคลื่อนคือการชวนประชาชนและพรรคการเมืองแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อยกเลิกระบบการเลือก สว. แบบเดิม
.
“ผมไม่ได้อยากเป็น สว. ไม่ได้สนใจงานสภา แต่ครั้งหน้าถ้าต้องสู้ให้ชัดขึ้น ผมจะลงสมัครเพื่อเข้าไปนั่งดูในห้องเลือกให้เห็นกับตาว่าเกิดอะไรขึ้น และขอให้ประชาชนช่วยโหวตส่งผมแค่ให้ผ่านเข้าไปสังเกตการณ์ แต่อย่าโหวตให้ผมเป็น สว. ในรอบสุดท้าย” นายยิ่งชีพ กล่าว
.
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ กล่าวเสริมถึงกรณีหาก กกต. มีมติยกฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนตามแนวทางของคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ว่า ฝ่ายค้านพร้อมจะดำเนินคดีกับ กกต. ในความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (มาตรา 157) เนื่องจากพยานหลักฐานหลายกรณีมีเหตุอันควรสงสัยชัดเจนเพียงพอแล้ว
...
ส่วนกรณีที่ฝ่ายรัฐบาลหรือนักการเมืองที่ถูกเอ่ยชื่อยังคงสงบนิ่ง นายพริษฐ์ ยืนยันว่า ฝ่ายค้านเตรียมใช้กลไกสภาอย่างเต็มที่ ทั้งกระทู้ถาม กรรมาธิการ และ การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในสมัยประชุมที่จะถึงนี้ ซึ่งไม่ได้มีแค่ประเด็นคดี สว. เท่านั้น แต่รวมถึงข้อสงสัยในการบริหารงานเรื่องอื่นๆ ด้วย นายพริษฐ์ ยังปฏิเสธกระแสข่าวเรื่องการนำคดีอื่นมาเปิดเพื่อกลบกระแส โดยยืนยันว่าได้ดำเนินการเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง และขณะนี้กำลังแข่งกับเวลา เนื่องจาก กกต. มีกำหนดจะชี้ขาดคดีดังกล่าวภายในเดือนสิงหาคมนี้
.
.
“กุสุมาลวตี” ตอกกลับฝ่ายตรงข้ามหลังโดนฟ้องปิดปากแต่ชนะรวด 4 คดี
https://www.thairath.co.th/news/politic/2948740
.
“กุสุมาลวตี” เปิดหน้าชนเครือข่ายฮั้วโชว์รูปคู่ “อนุทิน” แฉขบวนการเซ็ตระบบฮั้ว สว. พิสดารข้ามกลุ่มอาชีพตั้งแต่วัดดวงระดับอำเภอ ตอกกลับฝ่ายตรงข้ามหลังโดนฟ้องปิดปากแต่ชนะรวด 4 คดี
.
วันที่ 26 ก.ค. 2569 นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีตผู้สมัคร สว. จังหวัดมหาสารคาม ได้เปิดหลักฐานภาพถ่ายคู่กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมขับร้องเพลง “จำได้ไหม” กลางห้องแถลงข่าว โดยระบุเชิงสัญลักษณ์ว่าบุคคลในภาพคือจุดเริ่มต้นของข้อสงสัยทั้งหมดในคดีนี้
.
นางกุสุมาลวตี ระบุว่า ตนตัดสินใจลงสมัคร สว. เพราะหวังใช้ประสบการณ์อดีต ส.ส. ทำงานรับใช้ประชาชนโดยปราศจากการครอบงำของพรรคการเมือง แต่เมื่อลงสู่สนามจริงกลับพบว่ามีการ “จัดสรร-วางตัว” ไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ระดับอำเภอ
.
“ที่มหาสารคาม บางคนประกอบอาชีพขายข้าวแกง แต่กลับข้ามไปสมัครในกลุ่มวิทยาศาสตร์ ซึ่งขัดกับคุณสมบัติชัดเจน แต่ก็ยังหลุดรอดระบบตรวจสอบมาได้ ถ้าย้อนกลับไปเช็กทุกอำเภอทั่วประเทศ จะเห็นรูปแบบที่ไม่ต่างกัน คือการล็อกคนไว้ตั้งแต่วันแรก เพื่อตัดโอกาสคนนอก” นางกุสุมาลวตี กล่าว
.
อดีตผู้สมัคร สว. มหาสารคาม ยังแฉเพิ่มถึงเบื้องหลังในชั้นกรรมาธิการ ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเคยมีการยอมรับเรื่อง “กลุ่ม 14 ตัวจริง” ทั้งที่ยังไม่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น พร้อมเปิดเผยว่า ที่ผ่านมาตนถูกฟ้องร้องดำเนินคดีถึง 4 คดี ทั้งที่ศาลแขวงดุสิต ศาลอาญารัชดา และศาลจังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อหวังให้ภาระค่าใช้จ่ายในการสู้คดีทำให้ตนยอมถอย
.
“เก่งมากนัก ก็แพ้ สส.แมว 4 คดีรวดค่ะ” นางกุสุมาลวตี กล่าวอย่างมั่นใจ พร้อมยืนยันว่าไม่เกรงกลัวการถูกฟ้องปิดปาก (SLAPP) และยินดีที่จะนำเอกสารสำนวนคดีทั้งหมดที่ยื่นต่อหน่วยงานตรวจสอบ ส่งต่อให้ กกต. และกระบวนการยุติธรรม เพื่อร่วมมือกับทาง iLaw และฝ่ายค้านในการเดินหน้าพิสูจน์ความจริงต่อไป
.
.
เท้ง ย้ำปชน.ไม่มีแนวคิดล้มโครงการ 30 บาท หนุนแก้กม.บัตรทอง ไม่ลดสิทธิประโยชน์ประชาชน https://www.matichon.co.th/politics/news_5822579
.
‘เท้ง’ ย้ำ ‘ปชน.’ ไม่มีแนวคิดล้มโครงการ 30 บาท ยันหนุนแก้ กม.บัตรทองเพื่อความยั่งยืน-ไม่ลดสิทธิ ปชช.-ไม่เพิ่มภาระผู้ป่วย พร้อมดันปฏิรูป สปสช. ให้ภาคประชาชน-ผู้ให้บริการมีส่วนร่วมมากขึ้น
.
เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม นาย
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า
.
จากกระแสข่าวที่ว่าพรรคประชาชนมีนโยบายล้มโครงการ 30 บาท ตนในนามหัวหน้าพรรคประชาชนขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และพรรคประชาชนยืนยันว่าไม่มีแนวคิดล้มโครงการ 30 บาท หรือระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งเป็นสิทธิประกันสุขภาพที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึงและกว้างขวาง
.
นาย
ณัฐพงษ์ระบุต่อว่า ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทอง เป็นระบบที่มีความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพของประชาชน ช่วยให้ประชาชนไม่ว่ามีฐานะทางการเงินอย่างไร สามารถเข้าถึงบริการทางสาธารณสุขได้อย่างครอบคลุม ถือเป็นความสำเร็จของระบบสาธารณสุขไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันว่าระบบบัตรทองของเรากำลังเผชิญความท้าทายหลายประการ ที่หากไม่ริเริ่มแก้ไขตั้งแต่วันนี้ จะส่งผลกระทบในระยะยาวต่อทั้งผู้ให้บริการ เช่น โรงพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ และกระทบต่อผู้รับบริการ ซึ่งคือประชาชน
.
นาย
ณัฐพงษ์ระบุอีกว่า พรรคประชาชนเห็นว่าการแก้ไขเรื่องนี้ที่ต้นตอมีความจำเป็น เราจึงสนับสนุนการแก้ไขพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 หรือกฎหมายบัตรทอง โดยจุดยืนของพรรคประชาชนคือแก้ไขกฎหมายเพื่อทำให้ระบบมีความยั่งยืนและมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งในแง่งบประมาณ คุณภาพบริการ และขวัญกำลังใจของคนทำงาน
.
นาย
ณัฐพงษ์ระบุด้วยว่า พรรคประชาชนจะไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายที่ทำให้สิทธิประโยชน์ของประชาชนลดลง หรือทำให้ประชาชนมีภาระในการเข้าถึงระบบการดูแลสุขภาพมากขึ้น สำหรับกระบวนการในการปรับแก้กฎหมาย พรรคประชาชนจะพิจารณาข้อเสนอต่างๆ รวมถึงร่าง พ.ร.บ.ของฝ่ายรัฐบาล ก่อนมีมติพรรคว่าจะดำเนินการอย่างไร ทั้งนี้ เราพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะตลอดจนข้อกังวลจากทุกฝ่าย และยินดีทำงานร่วมกันเพื่อให้การปฏิรูประบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน
.
“
สุดท้ายนี้ ผมและพรรคประชาชนยืนยันอีกครั้งว่าเราไม่มีแนวคิดล้มโครงการ 30 บาท ไม่มีแนวคิดล้มบัตรทอง และเราจะไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายที่ทำให้สิทธิประโยชน์ของประชาชนลดลง หรือทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระเพิ่มขึ้นเพียงเพื่อให้เข้าถึงระบบการดูแลสุขภาพที่ดี เพราะระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าคือหลักประกันศักดิ์ศรีความเป็นคน ผมย้ำว่า ทางพรรคมองเรื่องสวัสดิการสาธารณสุขเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนต้องได้รับ และพรรคจะมุ่งผลักดันให้คณะกรรมการ สปสช. มีสัดส่วนของภาคประชาชนและผู้ให้บริการมากขึ้น เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายคนไข้ บุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลอยู่รอดและอยู่ได้ไปด้วยกัน” นาย
ณัฐพงษ์ระบุ
.
https://www.facebook.com/natthaphong.ruengpanyawut/posts/pfbid0AjzFncsPgMdoduNKpaYY6L1pCrAMcvZyA397y5Pfi5iJfX7G19PcVbKxBLqsxQ4Xl
JJNY : 6in1 ตาตาบอดหลุดสิทธิ์│ยิ่งชีพพร้อมสู้│กุสุมาลวตีตอกกลับ│เท้งหนุนแก้│ปชน.หนุนแก้กม.บัตรทอง│วิสุทธิ์ชี้เรื่องปกติ
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10338344
.
ตาวัย85 ตาบอดทั้ง 2 ข้าง หลุดสิทธิ์บัตรคนจน เผยอยู่กับหลานพิการสมองที่ช่วยพยุงเดินและหาข้าวน้ำให้กิน วอนรัฐทบทวนสิทธิ์ แจงที่นามรดกตกทอดจากบรรพบุรุษ แต่ไม่สามารถสร้างรายได้
.
วันที่ 26 ก.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายบัว ชำนิกุล อายุ 85 ปี ชาวบ้านหนองม่วง ตำบลหนองโสน อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งพิการตาบอดทั้งสองข้าง ถูกตัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เนื่องจากมีชื่อถือครองที่ดินมรดกกว่า 9 ไร่ แม้จะเป็นเพียงที่นาที่ใช้ปลูกข้าวไว้บริโภคในครัวเรือน ไม่ได้สร้างรายได้ พร้อมวอนภาครัฐทบทวนหลักเกณฑ์ให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของผู้ยากไร้และผู้พิการ
.
นายบัว เปิดเผยว่า ปัจจุบันอาศัยอยู่กับหลานชายวัย 33 ปี ที่พิการทางสมองแต่กำเนิด ซึ่งเป็นผู้คอยดูแลและพาไปไหนมาไหน ขณะที่นางทองม้วน ภรรยา อายุ 74 ปี ป่วยติดเตียงและอยู่ในความดูแลของลูกสาว ทำให้ครอบครัวมีภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมาก
.
ตนไม่มีรายได้ประจำ อาศัยเพียงเบี้ยผู้สูงอายุและเบี้ยความพิการในการดำรงชีพ เมื่อมีการเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ลูกหลานและผู้นำชุมชนได้ช่วยดำเนินการให้ แต่ผลการตรวจสอบคุณสมบัติไม่ผ่าน เนื่องจากระบบระบุว่ามีชื่อถือครองอสังหาริมทรัพย์เกินหลักเกณฑ์ จากการมีชื่อเป็นเจ้าของที่นามรดกเนื้อที่กว่า 9 ไร่
.
นายบัว ยืนยันว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษ ไม่ได้สร้างรายได้ให้ครอบครัวแต่อย่างใด แต่ใช้ปลูกข้าวไว้บริโภคภายในครัวเรือนเท่านั้น พร้อมยอมรับว่ารู้สึกหมดกำลังใจ เพราะไม่ทราบว่าจะยื่นอุทธรณ์ขอทบทวนสิทธิ์ได้ที่หน่วยงานใด
.
อีกทั้งยังเป็นผู้พิการทางสายตา ทำให้การเดินทางไปติดต่อราชการเป็นไปด้วยความยากลำบาก จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกและพิจารณาทบทวนสิทธิ์ให้กับผู้พิการที่ได้รับผลกระทบ
.
ด้าน นายอุดมศิลป์ ชำนิกุล อายุ 42 ปี ลูกชาย กล่าวว่า ครอบครัวมีฐานะยากจน พ่อพิการตาบอด ส่วนแม่ป่วยติดเตียง ขณะที่ลูก ๆ ต่างต้องออกไปรับจ้างหาเลี้ยงชีพ โดยตนมีรายได้เฉลี่ยเพียงเดือนละประมาณ 3,000 บาท แม้ตนเองจะได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่รู้สึกไม่เข้าใจที่พ่อซึ่งเป็นผู้พิการกลับไม่ได้รับสิทธิ์ เพียงเพราะมีชื่อถือครองที่นามรดกที่ไม่ได้ก่อให้เกิดรายได้
.
ลูกชายของนายบัว ยังเรียกร้องให้ภาครัฐทบทวนหลักเกณฑ์การพิจารณาสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยคำนึงถึงข้อเท็จจริงและสภาพความเป็นอยู่ของผู้ยากไร้เป็นสำคัญ พร้อมระบุว่า หากพ่อได้รับสิทธิ์ดังกล่าว จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและเป็นอีกหนึ่งความช่วยเหลือที่สำคัญในการดำรงชีวิตของครอบครัว
.
.
“ยิ่งชีพ iLaw” พร้อมสู้ชั้นศาล หลังเจอฟ้องกลับ จ่อลงสมัคร สว. ครั้งหน้าจับตาความโปร่งใส
https://www.thairath.co.th/news/politic/2948745
.
.
“กุสุมาลวตี” ตอกกลับฝ่ายตรงข้ามหลังโดนฟ้องปิดปากแต่ชนะรวด 4 คดี
https://www.thairath.co.th/news/politic/2948740
.
.
เท้ง ย้ำปชน.ไม่มีแนวคิดล้มโครงการ 30 บาท หนุนแก้กม.บัตรทอง ไม่ลดสิทธิประโยชน์ประชาชน https://www.matichon.co.th/politics/news_5822579
.
‘เท้ง’ ย้ำ ‘ปชน.’ ไม่มีแนวคิดล้มโครงการ 30 บาท ยันหนุนแก้ กม.บัตรทองเพื่อความยั่งยืน-ไม่ลดสิทธิ ปชช.-ไม่เพิ่มภาระผู้ป่วย พร้อมดันปฏิรูป สปสช. ให้ภาคประชาชน-ผู้ให้บริการมีส่วนร่วมมากขึ้น
.
เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า
.
จากกระแสข่าวที่ว่าพรรคประชาชนมีนโยบายล้มโครงการ 30 บาท ตนในนามหัวหน้าพรรคประชาชนขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และพรรคประชาชนยืนยันว่าไม่มีแนวคิดล้มโครงการ 30 บาท หรือระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งเป็นสิทธิประกันสุขภาพที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึงและกว้างขวาง
.
นายณัฐพงษ์ระบุต่อว่า ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทอง เป็นระบบที่มีความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพของประชาชน ช่วยให้ประชาชนไม่ว่ามีฐานะทางการเงินอย่างไร สามารถเข้าถึงบริการทางสาธารณสุขได้อย่างครอบคลุม ถือเป็นความสำเร็จของระบบสาธารณสุขไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันว่าระบบบัตรทองของเรากำลังเผชิญความท้าทายหลายประการ ที่หากไม่ริเริ่มแก้ไขตั้งแต่วันนี้ จะส่งผลกระทบในระยะยาวต่อทั้งผู้ให้บริการ เช่น โรงพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ และกระทบต่อผู้รับบริการ ซึ่งคือประชาชน
.
นายณัฐพงษ์ระบุอีกว่า พรรคประชาชนเห็นว่าการแก้ไขเรื่องนี้ที่ต้นตอมีความจำเป็น เราจึงสนับสนุนการแก้ไขพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 หรือกฎหมายบัตรทอง โดยจุดยืนของพรรคประชาชนคือแก้ไขกฎหมายเพื่อทำให้ระบบมีความยั่งยืนและมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งในแง่งบประมาณ คุณภาพบริการ และขวัญกำลังใจของคนทำงาน
.
นายณัฐพงษ์ระบุด้วยว่า พรรคประชาชนจะไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายที่ทำให้สิทธิประโยชน์ของประชาชนลดลง หรือทำให้ประชาชนมีภาระในการเข้าถึงระบบการดูแลสุขภาพมากขึ้น สำหรับกระบวนการในการปรับแก้กฎหมาย พรรคประชาชนจะพิจารณาข้อเสนอต่างๆ รวมถึงร่าง พ.ร.บ.ของฝ่ายรัฐบาล ก่อนมีมติพรรคว่าจะดำเนินการอย่างไร ทั้งนี้ เราพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะตลอดจนข้อกังวลจากทุกฝ่าย และยินดีทำงานร่วมกันเพื่อให้การปฏิรูประบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน
.
“สุดท้ายนี้ ผมและพรรคประชาชนยืนยันอีกครั้งว่าเราไม่มีแนวคิดล้มโครงการ 30 บาท ไม่มีแนวคิดล้มบัตรทอง และเราจะไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายที่ทำให้สิทธิประโยชน์ของประชาชนลดลง หรือทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระเพิ่มขึ้นเพียงเพื่อให้เข้าถึงระบบการดูแลสุขภาพที่ดี เพราะระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าคือหลักประกันศักดิ์ศรีความเป็นคน ผมย้ำว่า ทางพรรคมองเรื่องสวัสดิการสาธารณสุขเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนต้องได้รับ และพรรคจะมุ่งผลักดันให้คณะกรรมการ สปสช. มีสัดส่วนของภาคประชาชนและผู้ให้บริการมากขึ้น เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายคนไข้ บุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลอยู่รอดและอยู่ได้ไปด้วยกัน” นายณัฐพงษ์ระบุ
.
https://www.facebook.com/natthaphong.ruengpanyawut/posts/pfbid0AjzFncsPgMdoduNKpaYY6L1pCrAMcvZyA397y5Pfi5iJfX7G19PcVbKxBLqsxQ4Xl