รู้สึกเหมือนจะเกลียดน้องแท้ๆตัวเอง

สวัสดีค่ะ ตอนนี้เราอายุ 17 ปี เรียนอยู่ ม.6 นิสัยส่วนตัวเป็นคนขี้น้อยใจ มีน้ำใจ ค่อนข้างกวน ๆ ไม่ชอบรอนานและเป็นคนใจร้อน ส่วนน้องสาวอายุ 15 ปี เรียนอยู่ ม.3 นิสัยของเขาคือชอบพูดเสียงดัง พูดเหมือนตะคอก ขี้รำคาญ แต่เวลาปกติเขาก็เป็นคนนิสัยดีนะคะ เพียงแต่เวลาที่อารมณ์เสียจากเรื่องไหน เขามักจะเอาอารมณ์มาลงกับคนในบ้าน

น้องมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่สนิทกันมาก ทั้งคู่ผลัดกันไปนอนบ้านกันอยู่บ่อย ๆ

จริง ๆ แล้วเราเพิ่งเริ่มรู้สึกเหมือน "เกลียด" น้องก็ช่วงที่ตัวเองขึ้น ม.6 นี่แหละค่ะ แต่ก่อนจะเล่าถึงปัจจุบัน ขอเล่าย้อนกลับไปก่อน

ตอนประถมเราเรียนที่โรงเรียนวัดใกล้บ้าน เป็นโรงเรียนเล็ก ๆ คุณภาพการศึกษาก็อาจจะไม่เท่าโรงเรียนในตัวอำเภอ ถึงอย่างนั้นเราก็เรียนได้ที่ 1 ของห้องมาตลอด เกรดก็ดีมาตลอด
พอจบ ป.6 เราสอบติดโรงเรียนในตัวอำเภอ แต่เมื่อเข้าไปเรียนจริง ๆ กลับได้อยู่ห้องท้าย ๆ ของระดับ ทำให้รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เก่งเหมือนตอนอยู่โรงเรียนเดิม ซึ่งแม่เองก็คงมองเห็นว่าโรงเรียนในตัวอำเภอมีคุณภาพการศึกษาดีกว่า จึงตัดสินใจให้น้องย้ายมาเรียนที่นี่ตั้งแต่ประถมปลาย

จากที่เราสังเกต การเรียนการสอนของน้องดีกว่าที่เราเคยได้รับมาก เนื้อหาลึกกว่า ครูสอนละเอียดกว่า พอน้องขึ้น ม.1 ก็มาต่อโรงเรียนเดียวกับเรา และยังได้อยู่ห้องเรียนระดับต้น ๆ ของโรงเรียน

ถ้าเปรียบเทียบผลการเรียนของเรากับน้อง มันแทบจะเทียบกันไม่ได้เลย ไม่ใช่ว่าเราเรียนแย่ แต่เพราะสภาพแวดล้อมและโอกาสที่ได้รับต่างกัน ทำให้บางครั้งเรารู้สึกเหมือนถูกนำไปเปรียบเทียบอยู่เงียบ ๆ

ครั้งหนึ่งเราเคยถามแม่เล่น ๆ ว่า
"ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ แม่จะให้หนูเรียนโรงเรียนเดิม หรือจะให้มาเรียนโรงเรียนในตัวอำเภอตั้งแต่แรก"
คำตอบของแม่ทำให้เราแอบรู้สึกเฟลอยู่เหมือนกัน เพราะมันทำให้เราคิดว่า ถ้าเราได้รับโอกาสแบบเดียวกับน้องตั้งแต่แรก ชีวิตการเรียนของเราอาจจะต่างออกไปก็ได้

นอกจากเรื่องเรียนแล้ว อีกเรื่องที่ทำให้เราอึดอัดมาตลอดคือ น้องชอบยืมของเรา

ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เครื่องสำอาง หรือของใช้ส่วนตัว แทบทุกอย่างที่ยืมได้ เขาจะหยิบไปใช้ บางครั้งไม่ถามเราก่อนด้วยซ้ำ ที่แย่กว่านั้นคือ เขาไม่ค่อยรักษาของ ยืมไปแล้วมักทำเสียหายหรือใช้งานแบบไม่ระวัง เราเคยตั้งใจหลายครั้งว่าจะไม่ให้ยืมอีกแล้ว แต่พอเวลาผ่านไป เขามาขอใหม่ เราก็ใจอ่อน ลืมเรื่องเก่า แล้วก็ให้ยืมอีก สุดท้ายก็จบแบบเดิมทุกครั้ง

ช่วงหลัง ๆ ที่บ้านเริ่มมีปัญหาเรื่องการเงิน เพราะครอบครัวเปิดร้านขายของชำ แม่จึงต้องออกไปทำงานข้างนอก ทำให้เรากับน้องต้องผลัดกันเฝ้าร้านคนละวัน แต่ช่วงนี้น้องเริ่มจริงจังกับการออกกำลังกาย เขาจัดตารางฟิตเนสไว้แน่นมาก จนบางครั้งตรงกับวันที่เขาต้องเฝ้าร้าน สุดท้ายเขาก็เลือกไปฟิตเนส แล้วให้เราต้องมาเฝ้าร้านแทน จากวันที่ควรเป็นวันพักของเรา กลับกลายเป็นต้องมานั่งเฝ้าร้านแทนเขาอยู่บ่อย ๆ มันทำให้เรารู้สึกว่า เขาให้ความสำคัญกับตารางของตัวเองมากกว่าความรับผิดชอบที่ตกลงกันไว้ และสุดท้ายคนที่ต้องรับผลก็คือเรา

จนวันหนึ่ง ทุกอย่างก็ระเบิดออกมาค่ะ
วันนั้นน้องเอารถมอเตอร์ไซค์ของบ้านไป แล้วไปนอนบ้านเพื่อน ทั้งที่รถมีอยู่คันเดียว ทำให้เราจะไปซื้อของ ซื้อกับข้าว หรือไปทำธุระอะไรก็ไม่ได้ เราพยายามโทรตามและบอกให้เอารถกลับ เพราะเรามีธุระต้องใช้รถ แต่เขาบอกว่ากลับไม่ได้ และสุดท้ายกว่าจะกลับถึงบ้านก็ช่วงเย็น ซึ่งสายเกินไปสำหรับธุระของเรา ด้วยความที่เราก็ใจร้อน เขาก็ใจร้อน ต่างคนต่างใช้อารมณ์ สุดท้ายก็ทะเลาะกันหนักมาก หลังจากวันนั้น เราแทบไม่ได้คุยกันอีกเลย

แต่สิ่งที่ทำให้เราเสียความรู้สึกมากกว่าการทะเลาะ คือหลังจากนั้นเขายังคงใช้ชีวิตเหมือนเดิม ยังคงไปฟิตเนสในวันที่ควรเฝ้าร้าน และเราก็ยังต้องรับภาระแทนเหมือนเดิม มันทำให้เรารู้สึกว่า ความรู้สึกของเรา หรือปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่เคยถูกเขาใส่ใจเลย

ทุกวันนี้เรายอมรับว่าความรู้สึกที่มีต่อน้องเปลี่ยนไปมาก จากเมื่อก่อนที่เป็นแค่การหงุดหงิด กลายเป็นความอึดอัด สะสมความน้อยใจ และเริ่มไม่อยากอยู่ใกล้เขา
บางครั้งเราก็แอบคิดว่า จริง ๆ แล้วเราไม่ได้เกลียดน้องหรอก แต่เราเกลียดความรู้สึกที่ต้องเป็นฝ่ายยอมอยู่ตลอด ต้องรับผลจากการกระทำของเขาซ้ำ ๆ และรู้สึกเหมือนตัวเองไม่เคยได้รับความเห็นใจจากทั้งน้องหรือคนในบ้านเลย

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่