Rang De Basanti - สีสันแห่งวัยหนุ่มและอุดมการณ์การปฏิวัติ

หากจะพูดถึงหนังของ Aamir Khan ที่เป็นที่รู้จักกันในทั่วโลกรวมถึงไทย หลายคนจะนึกถึงหนังแนวประเด็นสังคมอย่าง 3 Idiots, PK, Dangal และ Laal Singh Chaddha ที่ว่ากันเป็นการนำ Forrest Gump มา Adapt แบบอินเดียโดยตรง (ตัว Aamir Khan หลายคนก็บอกบ่อยว่าเหมือน Tom Hanks) แต่หนังอีกเรื่องที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผลงานเด่นของ Aamir Khan ก็คือเรื่อง Rang De Basanti ถ้าแปลเป็นภาษาไทยก็คือสีสันแห่งวสันตฤดูนั้นเอง

อินเดียในช่วงนี้มีการจับตาการประท้วงของกลุ่มคนรุ่นใหม่ซึ่งเรียกร้องให้รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการลาออกเนื่องจากพบว่าข้อสอบ NEET (ข้อสอบเข้าเรียนต่อด้านแพทยศาสตร์ ซึ่งยากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก) รั่วไหล และมีการยกเลิกผลข้อสอบ ทำให้มีนักศึกษาหลายคนอัตวินิบาตกรรมจากการยกเลิกข้อสอบดังกล่าว ทำให้กลุ่ม CJP ประกาศจัดการประท้วง และมี Sonam Wangchuk เข้าร่วมประท้วงและอดอาหารประท้วงเพื่อเรียกร้องให้ รมต. ศึกษาอินเดีย ลาออก จนได้ความสนใจจากผู้คนทั่วประเทศอินเดีย แม้จะมีการปราบปรามจนทำให้เกิดเสียงเรียกร้องต่อผู้ประท้วงแต่สุดท้ายรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการก็ยอมลาออก และด้วยอิทธิพลทางการเมือง ทำให้หนังเรื่องนี้ถูกพูดถึงเป็นอย่างมากในช่วงนี้จนต้องเข้าไปดูสักหน่อย

ความคาดหวังก่อนดูภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นครั้งแรก เข้าใจเพียงแต่ว่าเป็นหนังวัยรุ่นธรรมดาๆ ที่อาจจะบอกเล่าเรื่องราวนักปฏิวัติในช่วงการเรียกร้องเอกราชของอินเดีย เพราะเนื้อหาหนังไม่ได้มีอะไรมาก แต่พอดูไปดูมาจากหนังวัยรุ่นสดใสค่อยๆ กลายเป็นหนังแนวระห่ำบู๊กลายๆ โดยเริ่มต้นจากเรื่องราวของนักศึกษาภาพยนตร์ชาวอังกฤษคนหนึ่งที่พบว่าปู่ของเธอซึ่งเคยรับราชการในบริติชอินเดียบอกเล่าเรื่องราวของนักสู้เพื่อเอกราชอินเดีย ด้วยความสนใจจึงได้บินไปยังประเทศอินเดียเพื่อจะถ่ายทำภาพยนตร์สารคดีดังกล่าวและได้พบกับเพื่อนชาวอินเดียซึ่งแนะนำให้รู้จักกับ DJ (Aamir Khan) และแก๊งเพื่อนคนอื่นๆ ที่เป็นกลุ่มวัยรุ่นหัวขบถที่ไม่สนใจเรื่องการเมืองและเรื่องอุดมการณ์ทางการเมือง ซึ่งหลังจากที่พวกเขาได้แสดงในภาพยนตร์สารคดี พวกเขาก็ซึมซาบอุดมการณ์การปฏิวัติเข้ามา ซึ่งตอนแรกก็ไม่มีอะไรมากจนกระทั่ง Ajay เพื่อนนักบินซึ่งรับราชการในกองทัพอากาศอินเดียประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต และพบว่าเป็นเรื่องราวการทุจริตจัดซื้อเครื่องบินจนได้เครื่องบินที่คุณภาพต่ำ แต่รัฐมนตรีกลาโหมเลือกโทษว่าเป็นเพราะความประมาทของ Ajay เอง พวกเขาจึงจัดพิธีรำลึกถึง Ajay ร่วมกับประชาชนคนอื่นแต่ถูกปราบปรามอย่างรุนแรง 'การปฏิวัติ' ของพวกเขา จึงเริ่มต้นในตอนนั้น

ชื่อเรื่องของหนัง Rang De Basanti ซึ่งแปลว่าแต้มสีแห่งวสันตฤดู มาจากกวี Mera Rang De Basanti Chola ซึ่งเชื่อว่าแต่งขึ้นในเรือนจำในยุคบริติชอินเดีย โดยมีเนื้อหาเป็นการสื่อถึงเทศกาล Holi ซึ่งนิยมจัดขึ้นในช่วงฤดูดังกล่าว โดยสีที่ว่านั้นก็คือสีเหลืองหรือสีส้มฝาดซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งอุดมการณ์ปฏิวัติและการเสียสละ

เนื่องจากความร้อนแรงของเนื้อหาภาพยนตร์ จึงทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกจับตามองและถกเถียงกันมาก โดยเฉพาะประเด็นเครื่องบินรบซึ่งมีการเซ็นเซอร์ในตอนแรก แต่รัฐมนตรีกลาโหมตัวจริงในขณะนั้น (Pranab Mukherjee ซึ่งต่อมาได้เป็นประธานาธิบดีอินเดีย) ได้เข้าชมแล้วบอกว่า "หน้าที่ผมคือการปกป้องประเทศ ไม่ใช่เซ็นเซอร์หนัง" ทำให้หนังเรื่องนี้ถูกฉายไปทั่วประเทศอินเดียได้อย่างไร้ปัญหา ผู้ชมส่วนหนึ่งกล่าวว่าหนังเรื่องนี้ตีแผ่ถึงการต่อสู้กับความอยุติธรรม อุดมการณ์ปฏิวัติของนักต่อสู้เพื่อเอกราชในเวลานั้น และการเสียสละเพื่อส่วนรวม ขณะที่อีกส่วนพูดถึงเรื่องการแฝงการโจมตีทางการเมือง เนื่องจากมีเนื้อหาที่พาดพิงถึงกลุ่มฮินดูหัวรุนแรงและพรรค BJP (ซึ่งขณะนั้นเป็นพรรคฝ่ายค้าน ส่วนพรรคฝ่ายรัฐบาลคือ พรรคคองเกรสอินเดีย ซึ่งนายกฯ ก็คือ Manmohan Singh) และวิพากษ์วิจารณ์ไปเรื่องสถานการณ์ฉุกเฉินในยุค 1970s ซึ่ง Indira Gandhi เป็นนายกรัฐมนตรีและประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อควบคุมสื่อและสถานการณ์ในประเทศ โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันซึ่งกำลังมีการประท้วงที่ฝั่งผู้นิยม BJP ถึงกับมองว่าหนังเรื่องนี้เป็นการส่งเสริมให้เยาวชนก่อความรุนแรงขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของฝ่ายค้าน (ซึ่งตอนนี้คือพรรคคองเกรสอินเดียเป็นหลัก) และเพื่อนบ้านที่ไม่ถูกกันอย่างปากีสถานและจีน จนฝั่งผู้ประท้วงบางคนสวนคืนไปว่า Dhurandhar (ซึ่งกำลังทำสถิติด้านรายได้อยู่ต่อเนื่อง) ก็เป็นหนังโปรปากานด้าของ BJP เหมือนกันแหละ

ภาพยนตร์เรื่องนี้แสดงเนื้อเรื่องแบบตรงไปตรงมา มีมุมภาพที่ไม่ค่อยเห็นในภาพยนตร์อินเดีย แม้ไม่ได้รับความนิยมมากในปีที่ฉาย แต่ก็เป็นหนังที่ผู้คนพูดถึงอยู่ตลอดเวลาในฐานะหนังที่จุดแนวคิดการต่อสู้กับความอยุติธรรมและหนังเพื่อสังคม แม้แต่นักแสดงนำอย่าง Aamir Khan, Sharman Joshi และ R. Madhavan ทั้ง 3 คนก็ได้ร่วมงานกันในภายหลังในภาพยนตร์ 3 Idiots อย่างที่รู้กันดี

ปัจจุบัน Rang De Basanti มีชื่อภาษาไทยใน Netflix แล้ว แต่ยังไม่ได้เปิดฉายในประเทศไทย หากอยู่ในอินเดียสามารถดูผ่านซับภาษาอังกฤษได้เลย ส่วนคนไทยในประเทศไทย ดูตามช่องทางถูกลิขสิทธิ์ที่สะดวก
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่