นิด้าโพลเผย ปชช.กว่าครึ่งลงทะเบียน แต่ไม่ได้รับสิทธิบัตรคนจน แต่ส่วนใหญ่ไม่โกรธที่ไม่ได้รับสิทธิ
https://www.matichon.co.th/politics/news_5821914
.

.
นิด้าโพลเผย ปชช.กว่าครึ่งลงทะเบียน แต่ไม่ได้รับสิทธิบัตรคนจน แต่ส่วนใหญ่ไม่โกรธที่ไม่ได้รับสิทธิ
.
เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “คนจนมีสิทธิไหมครับ” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 21-23 กรกฎาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มีรายได้ไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือน รวมถึงผู้ที่ไม่มีรายได้ กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,850 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของประชาชน การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0
.
จากการสำรวจเมื่อถามถึงการเคยได้รับสิทธิในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของประชาชน พบว่า
ตัวอย่าง ร้อยละ 53.78 ระบุว่า เคยได้รับ
และร้อยละ 46.22 ระบุว่า ไม่เคยได้รับ
.
ด้านการลงทะเบียนเพื่อขอรับสิทธิในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประจำปี 2569 พบว่า
ตัวอย่าง ร้อยละ 51.73 ระบุว่า ได้ลงทะเบียน แต่ไม่ได้สิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
รองลงมา ร้อยละ 24.65 ระบุว่า ไม่ได้ลงทะเบียน
และร้อยละ 23.62 ระบุว่า ได้ลงทะเบียน และได้สิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
โดยผู้ที่ไม่ได้ลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (จำนวน 456 หน่วยตัวอย่าง)
ร้อยละ 50.66 ระบุว่า คิดว่าตนเองไม่มีสิทธิได้
รองลงมา ร้อยละ 22.37 ระบุว่า ไม่ต้องการ
ร้อยละ 14.25 ระบุว่า ลงทะเบียนไม่ทัน
และร้อยละ 12.72 ระบุว่า ไม่รู้ว่าต้องลงทะเบียนอย่างไร
.
เมื่อสอบถามผู้ที่ได้ลงทะเบียน แต่ไม่ได้สิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (จำนวน 957 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับความรู้สึกที่ไม่ได้รับสิทธิในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พบว่า
ตัวอย่าง ร้อยละ 43.26 ระบุว่า ไม่โกรธเลย
รองลงมา ร้อยละ 21.53 ระบุว่า โกรธมาก
ร้อยละ 20.69 ระบุว่า ค่อนข้างโกรธ
และร้อยละ 14.52 ระบุว่า ไม่ค่อยโกรธ
.
ท้ายที่สุดเมื่อสอบถามผู้ที่ได้ลงทะเบียน และได้สิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (จำนวน 437 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับการตัดสินใจต่อรัฐบาล ภายหลังได้รับสิทธิในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พบว่า
ตัวอย่าง ร้อยละ 36.84 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจว่าจะตัดสินใจอย่างไร
รองลงมา ร้อยละ 32.49 ระบุว่า มีส่วนทำให้สนับสนุนรัฐบาล
ร้อยละ 19.00 ระบุว่า จะได้หรือไม่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็สนับสนุนรัฐบาลอยู่แล้ว
และร้อยละ 11.67 ระบุว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สนับสนุนรัฐบาล
.
.
สวนดุสิตโพลเผย ผู้สูงวัยส่วนใหญ่คิดว่าไทยยังไม่พร้อมรองรับสังคมผู้สูงอายุ สวัสดิการยังไม่เพียงพอ
https://www.matichon.co.th/politics/news_5821965
.
สวนดุสิตโพลเผย ผู้สูงวัยส่วนใหญ่คิดว่าไทยยังไม่พร้อมรองรับสังคมผู้สูงอายุ สวัสดิการยังไม่เพียงพอ
.
เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นเฉพาะผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปที่พักอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และภูมิภาคต่าง ๆ เรื่อง “ผู้สูงอายุกับระบบสวัสติการรัฐ” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 434 คน (สำรวจวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 21 24 กรกฎาคม 2569
.
ผลการสำรวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างมองว่าประเทศไทยยังไม่พร้อมในการรองรับสังคมผู้สูงอายุ ร้อยละ 67.28 และเห็นว่าระบบสวัสติการรัฐในปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อความต้องการเช่นกัน ร้อยละ 74.65 ส่วนเรื่องที่รัฐควรเร่งปรับปรุงมากที่สุดเพื่อให้ผู้สูงอายุเข้าถึงสวัสติการได้สะดวกขึ้น คือ มีเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือในพื้นที่ ร้อยละ 65.90
.
และเรื่องที่ควรให้ความสำคัญในการพัฒนาระบบสวัสติการสำหรับผู้สูงอายุ คือ ให้เงินสนับสนุนที่เหมาะสมกับช่วงอายุ ให้มากขึ้น ร้อยละ 66.13 อย่างไรก็ตาม โดยภาพรวมค่อนข้างไม่เชื่อมั่นว่าระบบสวัสติการรัฐจะสามารถรองรับสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยในอนาคตได้ ร้อยละ 62.90
.
ดร.
พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุลิตโพล ระบุว่า จากผลสำรวจผู้สูงอายุส่วนใหญ่มองว่าสวัสติการที่ดีควรครอบคลุมทั้ง รายได้ สุขภาพ ที่อยู่อาศัย และการมีงานทำ ดังนั้นในการเตรียมพร้อมสู่สังคมสูงวัยนั้นจึงต้องออกแบบระบบบสวัสติการที่ตอบโจทย์ความแตกต่างของผู้สูงอายุแต่ละกลุ่ม และช่วยให้ทุกคนเข้าถึงสิทธิได้อย่างเท่าเทียมและมีศักดิ์ศรีในชีวิต ไม่ใช่เป็นเพียงการหาเสียงชั่วครั้งชั่วคราว สร้างภาระให้กับประชาชนมากกว่าช่วยเหลืออย่างจริงใจ
.
ผู้ช่วยศาสตราจารย์
ศิริมา บุญมาเลิศ อาจารย์ประจำโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลสำรวจจสะท้อนให้เห็นว่า ผู้สูงอายุไทยส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อมั่นในระบบสวัสติการของรัฐ มองว่าสวัสติการที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ อันเมืองมาจากการเข้าถึงการบริการของรัฐยังได้รับการอำนวยความละดวกเท่าที่ควร
.
ที่น่าสนใจคือ ผู้สูงอายุไม่ได้ต้องการเงินช่วยเหลือเป็นประเด็นหลัก แต่เป็นเรื่องของการเข้าถึงการบริการของรัฐที่ต้องสะดวกรวดเร็วมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากความต้องการที่ให้มีเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือในพื้นที่ การบริการถึงบ้าน และการประชาสัมพันธ์ให้ทั่วถึงกลุ่มเป้าหมายซึ่งสอดคล้องกับข้อจำกัดด้านการเดินทางของผู้สูงอายุ
.
นอกจากนี้ ผู้สูงอายุยังคงให้ความสำคัญกับหลักประกันพื้นฐานทั้งเงินสนับสนุนตามช่วงวัย การรักษาพยาบาลที่ดี และการดูแลระยะยาวอย่างเป็นระบบ มากว่าการส่งเสริมอาชีพหรือการช่วยเหลือค่าครองชีพ เมื่อรวมกับความเชื่อมั่นต่ออนาคตของระบบที่อยู่ในระดับต่ำ จึงชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยควรต้องเร่งปฏิรูประบบสวัสติการผู้สูงอายุอย่างจริงจัง เพื่อรองรับสังคมสูงวัยที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในอนาคตอันใกล้นี้.
.
.
เทวฤทธิ์ โต้ศุภชัย-เพจดัง อ้างจัดประชุมเข้าข่ายฮั้วส.ว. ยันมีกกต.ร่วมสังเกตการณ์
https://www.matichon.co.th/politics/news_5821950
.
เทวฤทธิ์ โต้ศุภชัย-เพจดัง อ้างจัดประชุมเข้าข่ายฮั้วส.ว. ยันมีกกต.ร่วมสังเกตการณ์
.
วันที่ 26 กรกฎาคม นาย
เทวฤทธิ์ มณีฉาย ส.ว.โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า
.
ด้วยคุณศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย สส.พรรคภูมิใจไทย แชร์โพสต์เพจ “จักรวาลด้อมส้ม” ซึ่งเป็นการตั้งคำถามถึงความเชื่อมโยงของ iLaw รวมทั้งกลุ่มธนาธร หรือคณะก้าวหน้า กับการพยายาม ฮั้ว สว. เหมือนกันหรือไม่ [ดูภาพ 1] แล้วมีภาพผมปรากฏในโพสต์ดังกล่าว จึงขออนุญาตชี้แจงและทำความเข้าใจดังนี้
.
1. กิจกรรมดังกล่าวที่มีการนับพบกันเพื่อแนะนำตัวของผู้สมัคร สว. ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ที่มีจุดร่วมกันคือต้องการเปิดประตูสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่นั้น เกิดขึ้นจริง ไม่ได้มีอะไรปิดบัง นอกจากนี้ยังเชิญ กกต.มาร่วมสักเกตการณ์ มีการให้สัมภาษณ์กับสื่อด้วย ซึ่งเป็นคนที่ตกรอบไปแล้ว เพราะ กกต.มีข้อห้ามเรื่องการให้สัมภาษณ์ของผู้ที่ยังสมัครอยู่
.
2. ถามว่ากลุ่มคนเหล่านี้ที่มารวมกันมาจากไหน มาจากคนที่มีความมุ่งหมายให้เกิดการแก้ไขและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ (อันนี้ไม่ใช่เรื่องปกปิดเพราะผมก็พูดมาตลอดในทางสาธารณะ) เราต่างรู้กันดีว่า ไม่ต้องนับรัฐธรรมนูญ 50 ก็ได้ เฉพาะรัฐธรรมนูญ 60 นี้ มีความพยายามแก้ไขมาตลอด 20 กว่าครั้ง แก้ได้เพียงครั้งเดียวคือเรื่องบัตรเลือกตั้ง ที่เหลือแก้ไม่ได้ และส่วนใหญ่ไปติดที่ต้องผ่านเงื่อนไข สว. 1 ใน 3 ที่บัญญัติไว้ใน ม.256 ของรัฐธรรมนูญ
.
ดังนั้นสำหรับผู้ที่รณรงค์ให้เกิดการแก้ไขและจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็เห็นโอกาสตอนที่จะมีการเลือก สว.ปี 67 จึงรณรงค์ให้คนมาสมัครทั้งเพื่อไปเป็น สว. และเป็นโหวตเตอร์ จนนำมาสู่ช่องการเปิดช่องทางอย่าง senate67.com เพราะ กกต.เองก็ไม่ได้มีช่องทางให้แนะนำตัวหรือการสื่อสาร แถมระเบียบว่าด้วยการแนะนำตัวที่ออกมาตอนหลักก็ไม่สร้างการมีส่วนร่วมอีก (เดียวจะพูดภายหลังเพิ่ม) ดังนั้นช่องทางอย่าง senate67 จึงทำให้เราเห็นผู้สมัครและจุดยืนร่วมทั้งช่องทางติดต่อ จนนำซึ่งการตั้งกลุ่มเพื่อแนะนำตัวเพิ่มเติม และนัดหมายเจอกันที่เมืองทองดังกล่าว โดยที่คนที่ตกรอบก็ยังมาช่วยเหลือสนับสนุนกัน เพราะเรามีเป้าหมายเพื่อให้ได้อย่างน้อย สว. 1 ใน 3 คือ 67 คน อันจะเป็นการเปิดประตูสู่การแก้ไขและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
.
3. อย่างไรก็ตาม อย่างที่บอกไว้แต่ต้นว่า ตัวระเบียบว่าด้วยการแนะนำตัวของ กกต. นั้น ทั้งฉบับแรก และฉบับที่ 2 ที่มีการแก้ไข มีปัญหาอย่างยิ่ง เพราะให้แนะนำกับผู้สมัครด้วยกันเองเท่านั้น แถมข้อจำกัดคือไม่เกิน 2 หน้า A4 และจำกัดเฉพาะเรื่องคุณสมบัติกับประสบการณ์ในอดีต แต่ไม่สามารถพูดถึงว่าหากได้เป็น สว. แล้วจะใช้อำนาจสำคัญอย่างไร มีจุดยืนอย่างไร นั้นร่วมถึงจุดยืนว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย เหตนี้ผมจึงไปร้องศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนระเบียบดังกล่าว อีกคณะที่ร้องเหมือนกันคือคณะอ.พนัส ซึ่งต่อมาศาลปกครองมีคำสั่งเพิกถอระเบียบ[ดูภาพ 2 ] ประกอบด้วย
.
ข้อ 3 นิยาม “การแนะนำตัว” ซึ่งศาลชี้ว่า ไม่สอดคล้องกับการมีส่วนร่วมของประชาชน [ดูภาพ 6 ]
.
ข้อ 7 ข้อ 8 ข้อ 11 (2) กระทบต่อเสรีภาพของผู้สมัครในการแนะนำตัว เป็นการสร้างข้อกำหนดที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของผู้สมัครเกินความจำเป็น แม้กกต.จะอ้างเรื่องเพื่อสร้างความเสมอภาค แต่มันก็ขัดกับไม่อาจบรรลุเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ให้ สว. เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยและให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองและมีส่วนร่วมในการเลือก สว. รวมทั้งการจำกัดรูปแบบการแนะนำตัวเพียงเท่านี้ตามระเบียบยังทำให้ทั้ง ผู้สมัครและปรนะชาชนทั่วไปไม่อาจแสดงความเห็นเกี่ยวกับคุณสมบัติ แนวความคิดของผู้สมัคร รวมทั้งไม่อาจสนับสนุนรือคัดคารผู้สมัครคนใดได้นอกเหนือจากข้อความที่ปรากฏอยู่ใน 2 หน้า A4 นั้น [ดูภาพ 3]
.
หลักฐานสำคัญที่ผมใช้ในการยันระเบียบ กกต. คือเอกสารความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบของรัฐธรรมนูญฯ ที่ออกโดยคณะร่างรัฐูธรรมนูญเอง อธิบายประกอบ ม.107 ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ซึ่งย้ำถึงหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน แม้แต่ประชาชนที่ไม่ได้สมัคร [ดูภาพ 4] รวมทั้งงานศึกษาของ กมธ.องค์กรอิสระของ สว.ชุดก่อน ที่เห็นปัญหาของการเลือกชุดที่ผ่านมาว่าขาดการมีส่วนร่วม ข้อเสนอของ กมธ.นั้นมีถึงการให้ กกต.จัดเวทีแนะนำตัวเองด้วยซ้ำ [ดูภาพ 5] เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ผมใช้เป็นข้อมูลและหลักฐานประกอบการร้องให้เพิกถอนระเบียบ กกต.ดังกล่าว
.
เมื่อศาลเพิกถอนระเบียบไปแล้ว ภายหลัง กกต.เองก็ไม่อุทธรณ์ รวมทั้งก็ไม่ได้ออกระเบียบใหม่มาแทน ทำให้การแนะนำตัวในโค้งสุดท้ายผ่อนปรนขึ้น และเมื่อดูจากคำวินิจฉัยศาลปกครอง(เดียวผมให้ลิงก์ไว้เพื่ออ่านฉบับเต็มในคอมเมนท์) จะเห็นถึงการตีความของศาลว่าตามรัฐธรรมนูญคือต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากกว่าที่ กกต.วางระเบียบ เมื่อ กกต.เองไม่ได้ออกระเบียบมาใหม่ ทำให้ฐานความผิดที่เหลือก็จะเหลือ 2 ฐานหลักคือ การเลือกโดยทุจริตตาม พ.ร.ป.ว่าด้านการได้มาซึ่ง สว. ม.77 ไม่ว่าจะเป็นการให้อามิสสินจ้าง การจัดมหรสพ การจัดเลี้ยง การหลอกลวง ข่มขู่คุกคาม ใส่ร้ายจนถึงการจูงใจให้ผู้อื่นเข้าใจผิด กับ ม.76 คือเป็น กบห.พรรคการเมืองหรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ว่าจะ สส. หรือ อปท. ช่วยเหลือผู้สมัคร
.
https://www.facebook.com/bus.tewarit/posts/pfbid09JSaWLrhdw8Y62TjtUnNYjycdVfW7rRYL4kN85jfRqHRNLHMbd1eHBdqf6LnE1WFl
JJNY : ปชช.กว่าครึ่งไม่ได้รับสิทธิ│ผู้สูงวัย ไทยไม่พร้อม│เทวฤทธิ์โต้ศุภชัย│เครือข่ายครูอิตาลีเรียกร้อง│ทั่วไทยฝนคะนอง
https://www.matichon.co.th/politics/news_5821914
.
.
นิด้าโพลเผย ปชช.กว่าครึ่งลงทะเบียน แต่ไม่ได้รับสิทธิบัตรคนจน แต่ส่วนใหญ่ไม่โกรธที่ไม่ได้รับสิทธิ
.
เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “คนจนมีสิทธิไหมครับ” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 21-23 กรกฎาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มีรายได้ไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือน รวมถึงผู้ที่ไม่มีรายได้ กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,850 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของประชาชน การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0
.
จากการสำรวจเมื่อถามถึงการเคยได้รับสิทธิในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของประชาชน พบว่า
ตัวอย่าง ร้อยละ 53.78 ระบุว่า เคยได้รับ
และร้อยละ 46.22 ระบุว่า ไม่เคยได้รับ
.
ด้านการลงทะเบียนเพื่อขอรับสิทธิในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประจำปี 2569 พบว่า
ตัวอย่าง ร้อยละ 51.73 ระบุว่า ได้ลงทะเบียน แต่ไม่ได้สิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
รองลงมา ร้อยละ 24.65 ระบุว่า ไม่ได้ลงทะเบียน
และร้อยละ 23.62 ระบุว่า ได้ลงทะเบียน และได้สิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
โดยผู้ที่ไม่ได้ลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (จำนวน 456 หน่วยตัวอย่าง)
ร้อยละ 50.66 ระบุว่า คิดว่าตนเองไม่มีสิทธิได้
รองลงมา ร้อยละ 22.37 ระบุว่า ไม่ต้องการ
ร้อยละ 14.25 ระบุว่า ลงทะเบียนไม่ทัน
และร้อยละ 12.72 ระบุว่า ไม่รู้ว่าต้องลงทะเบียนอย่างไร
.
เมื่อสอบถามผู้ที่ได้ลงทะเบียน แต่ไม่ได้สิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (จำนวน 957 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับความรู้สึกที่ไม่ได้รับสิทธิในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พบว่า
ตัวอย่าง ร้อยละ 43.26 ระบุว่า ไม่โกรธเลย
รองลงมา ร้อยละ 21.53 ระบุว่า โกรธมาก
ร้อยละ 20.69 ระบุว่า ค่อนข้างโกรธ
และร้อยละ 14.52 ระบุว่า ไม่ค่อยโกรธ
.
ท้ายที่สุดเมื่อสอบถามผู้ที่ได้ลงทะเบียน และได้สิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (จำนวน 437 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับการตัดสินใจต่อรัฐบาล ภายหลังได้รับสิทธิในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พบว่า
ตัวอย่าง ร้อยละ 36.84 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจว่าจะตัดสินใจอย่างไร
รองลงมา ร้อยละ 32.49 ระบุว่า มีส่วนทำให้สนับสนุนรัฐบาล
ร้อยละ 19.00 ระบุว่า จะได้หรือไม่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็สนับสนุนรัฐบาลอยู่แล้ว
และร้อยละ 11.67 ระบุว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สนับสนุนรัฐบาล
.
.
สวนดุสิตโพลเผย ผู้สูงวัยส่วนใหญ่คิดว่าไทยยังไม่พร้อมรองรับสังคมผู้สูงอายุ สวัสดิการยังไม่เพียงพอ
https://www.matichon.co.th/politics/news_5821965
.
สวนดุสิตโพลเผย ผู้สูงวัยส่วนใหญ่คิดว่าไทยยังไม่พร้อมรองรับสังคมผู้สูงอายุ สวัสดิการยังไม่เพียงพอ
.
เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นเฉพาะผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปที่พักอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และภูมิภาคต่าง ๆ เรื่อง “ผู้สูงอายุกับระบบสวัสติการรัฐ” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 434 คน (สำรวจวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 21 24 กรกฎาคม 2569
.
ผลการสำรวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างมองว่าประเทศไทยยังไม่พร้อมในการรองรับสังคมผู้สูงอายุ ร้อยละ 67.28 และเห็นว่าระบบสวัสติการรัฐในปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อความต้องการเช่นกัน ร้อยละ 74.65 ส่วนเรื่องที่รัฐควรเร่งปรับปรุงมากที่สุดเพื่อให้ผู้สูงอายุเข้าถึงสวัสติการได้สะดวกขึ้น คือ มีเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือในพื้นที่ ร้อยละ 65.90
.
และเรื่องที่ควรให้ความสำคัญในการพัฒนาระบบสวัสติการสำหรับผู้สูงอายุ คือ ให้เงินสนับสนุนที่เหมาะสมกับช่วงอายุ ให้มากขึ้น ร้อยละ 66.13 อย่างไรก็ตาม โดยภาพรวมค่อนข้างไม่เชื่อมั่นว่าระบบสวัสติการรัฐจะสามารถรองรับสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยในอนาคตได้ ร้อยละ 62.90
.
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุลิตโพล ระบุว่า จากผลสำรวจผู้สูงอายุส่วนใหญ่มองว่าสวัสติการที่ดีควรครอบคลุมทั้ง รายได้ สุขภาพ ที่อยู่อาศัย และการมีงานทำ ดังนั้นในการเตรียมพร้อมสู่สังคมสูงวัยนั้นจึงต้องออกแบบระบบบสวัสติการที่ตอบโจทย์ความแตกต่างของผู้สูงอายุแต่ละกลุ่ม และช่วยให้ทุกคนเข้าถึงสิทธิได้อย่างเท่าเทียมและมีศักดิ์ศรีในชีวิต ไม่ใช่เป็นเพียงการหาเสียงชั่วครั้งชั่วคราว สร้างภาระให้กับประชาชนมากกว่าช่วยเหลืออย่างจริงใจ
.
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ศิริมา บุญมาเลิศ อาจารย์ประจำโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลสำรวจจสะท้อนให้เห็นว่า ผู้สูงอายุไทยส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อมั่นในระบบสวัสติการของรัฐ มองว่าสวัสติการที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ อันเมืองมาจากการเข้าถึงการบริการของรัฐยังได้รับการอำนวยความละดวกเท่าที่ควร
.
ที่น่าสนใจคือ ผู้สูงอายุไม่ได้ต้องการเงินช่วยเหลือเป็นประเด็นหลัก แต่เป็นเรื่องของการเข้าถึงการบริการของรัฐที่ต้องสะดวกรวดเร็วมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากความต้องการที่ให้มีเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือในพื้นที่ การบริการถึงบ้าน และการประชาสัมพันธ์ให้ทั่วถึงกลุ่มเป้าหมายซึ่งสอดคล้องกับข้อจำกัดด้านการเดินทางของผู้สูงอายุ
.
นอกจากนี้ ผู้สูงอายุยังคงให้ความสำคัญกับหลักประกันพื้นฐานทั้งเงินสนับสนุนตามช่วงวัย การรักษาพยาบาลที่ดี และการดูแลระยะยาวอย่างเป็นระบบ มากว่าการส่งเสริมอาชีพหรือการช่วยเหลือค่าครองชีพ เมื่อรวมกับความเชื่อมั่นต่ออนาคตของระบบที่อยู่ในระดับต่ำ จึงชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยควรต้องเร่งปฏิรูประบบสวัสติการผู้สูงอายุอย่างจริงจัง เพื่อรองรับสังคมสูงวัยที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในอนาคตอันใกล้นี้.
.
.
เทวฤทธิ์ โต้ศุภชัย-เพจดัง อ้างจัดประชุมเข้าข่ายฮั้วส.ว. ยันมีกกต.ร่วมสังเกตการณ์
https://www.matichon.co.th/politics/news_5821950
.
เทวฤทธิ์ โต้ศุภชัย-เพจดัง อ้างจัดประชุมเข้าข่ายฮั้วส.ว. ยันมีกกต.ร่วมสังเกตการณ์
.
วันที่ 26 กรกฎาคม นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย ส.ว.โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า
.
ด้วยคุณศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย สส.พรรคภูมิใจไทย แชร์โพสต์เพจ “จักรวาลด้อมส้ม” ซึ่งเป็นการตั้งคำถามถึงความเชื่อมโยงของ iLaw รวมทั้งกลุ่มธนาธร หรือคณะก้าวหน้า กับการพยายาม ฮั้ว สว. เหมือนกันหรือไม่ [ดูภาพ 1] แล้วมีภาพผมปรากฏในโพสต์ดังกล่าว จึงขออนุญาตชี้แจงและทำความเข้าใจดังนี้
.
1. กิจกรรมดังกล่าวที่มีการนับพบกันเพื่อแนะนำตัวของผู้สมัคร สว. ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ที่มีจุดร่วมกันคือต้องการเปิดประตูสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่นั้น เกิดขึ้นจริง ไม่ได้มีอะไรปิดบัง นอกจากนี้ยังเชิญ กกต.มาร่วมสักเกตการณ์ มีการให้สัมภาษณ์กับสื่อด้วย ซึ่งเป็นคนที่ตกรอบไปแล้ว เพราะ กกต.มีข้อห้ามเรื่องการให้สัมภาษณ์ของผู้ที่ยังสมัครอยู่
.
2. ถามว่ากลุ่มคนเหล่านี้ที่มารวมกันมาจากไหน มาจากคนที่มีความมุ่งหมายให้เกิดการแก้ไขและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ (อันนี้ไม่ใช่เรื่องปกปิดเพราะผมก็พูดมาตลอดในทางสาธารณะ) เราต่างรู้กันดีว่า ไม่ต้องนับรัฐธรรมนูญ 50 ก็ได้ เฉพาะรัฐธรรมนูญ 60 นี้ มีความพยายามแก้ไขมาตลอด 20 กว่าครั้ง แก้ได้เพียงครั้งเดียวคือเรื่องบัตรเลือกตั้ง ที่เหลือแก้ไม่ได้ และส่วนใหญ่ไปติดที่ต้องผ่านเงื่อนไข สว. 1 ใน 3 ที่บัญญัติไว้ใน ม.256 ของรัฐธรรมนูญ
.
ดังนั้นสำหรับผู้ที่รณรงค์ให้เกิดการแก้ไขและจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็เห็นโอกาสตอนที่จะมีการเลือก สว.ปี 67 จึงรณรงค์ให้คนมาสมัครทั้งเพื่อไปเป็น สว. และเป็นโหวตเตอร์ จนนำมาสู่ช่องการเปิดช่องทางอย่าง senate67.com เพราะ กกต.เองก็ไม่ได้มีช่องทางให้แนะนำตัวหรือการสื่อสาร แถมระเบียบว่าด้วยการแนะนำตัวที่ออกมาตอนหลักก็ไม่สร้างการมีส่วนร่วมอีก (เดียวจะพูดภายหลังเพิ่ม) ดังนั้นช่องทางอย่าง senate67 จึงทำให้เราเห็นผู้สมัครและจุดยืนร่วมทั้งช่องทางติดต่อ จนนำซึ่งการตั้งกลุ่มเพื่อแนะนำตัวเพิ่มเติม และนัดหมายเจอกันที่เมืองทองดังกล่าว โดยที่คนที่ตกรอบก็ยังมาช่วยเหลือสนับสนุนกัน เพราะเรามีเป้าหมายเพื่อให้ได้อย่างน้อย สว. 1 ใน 3 คือ 67 คน อันจะเป็นการเปิดประตูสู่การแก้ไขและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
.
3. อย่างไรก็ตาม อย่างที่บอกไว้แต่ต้นว่า ตัวระเบียบว่าด้วยการแนะนำตัวของ กกต. นั้น ทั้งฉบับแรก และฉบับที่ 2 ที่มีการแก้ไข มีปัญหาอย่างยิ่ง เพราะให้แนะนำกับผู้สมัครด้วยกันเองเท่านั้น แถมข้อจำกัดคือไม่เกิน 2 หน้า A4 และจำกัดเฉพาะเรื่องคุณสมบัติกับประสบการณ์ในอดีต แต่ไม่สามารถพูดถึงว่าหากได้เป็น สว. แล้วจะใช้อำนาจสำคัญอย่างไร มีจุดยืนอย่างไร นั้นร่วมถึงจุดยืนว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย เหตนี้ผมจึงไปร้องศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนระเบียบดังกล่าว อีกคณะที่ร้องเหมือนกันคือคณะอ.พนัส ซึ่งต่อมาศาลปกครองมีคำสั่งเพิกถอระเบียบ[ดูภาพ 2 ] ประกอบด้วย
.
ข้อ 3 นิยาม “การแนะนำตัว” ซึ่งศาลชี้ว่า ไม่สอดคล้องกับการมีส่วนร่วมของประชาชน [ดูภาพ 6 ]
.
ข้อ 7 ข้อ 8 ข้อ 11 (2) กระทบต่อเสรีภาพของผู้สมัครในการแนะนำตัว เป็นการสร้างข้อกำหนดที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของผู้สมัครเกินความจำเป็น แม้กกต.จะอ้างเรื่องเพื่อสร้างความเสมอภาค แต่มันก็ขัดกับไม่อาจบรรลุเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ให้ สว. เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยและให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองและมีส่วนร่วมในการเลือก สว. รวมทั้งการจำกัดรูปแบบการแนะนำตัวเพียงเท่านี้ตามระเบียบยังทำให้ทั้ง ผู้สมัครและปรนะชาชนทั่วไปไม่อาจแสดงความเห็นเกี่ยวกับคุณสมบัติ แนวความคิดของผู้สมัคร รวมทั้งไม่อาจสนับสนุนรือคัดคารผู้สมัครคนใดได้นอกเหนือจากข้อความที่ปรากฏอยู่ใน 2 หน้า A4 นั้น [ดูภาพ 3]
.
หลักฐานสำคัญที่ผมใช้ในการยันระเบียบ กกต. คือเอกสารความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบของรัฐธรรมนูญฯ ที่ออกโดยคณะร่างรัฐูธรรมนูญเอง อธิบายประกอบ ม.107 ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ซึ่งย้ำถึงหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน แม้แต่ประชาชนที่ไม่ได้สมัคร [ดูภาพ 4] รวมทั้งงานศึกษาของ กมธ.องค์กรอิสระของ สว.ชุดก่อน ที่เห็นปัญหาของการเลือกชุดที่ผ่านมาว่าขาดการมีส่วนร่วม ข้อเสนอของ กมธ.นั้นมีถึงการให้ กกต.จัดเวทีแนะนำตัวเองด้วยซ้ำ [ดูภาพ 5] เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ผมใช้เป็นข้อมูลและหลักฐานประกอบการร้องให้เพิกถอนระเบียบ กกต.ดังกล่าว
.
เมื่อศาลเพิกถอนระเบียบไปแล้ว ภายหลัง กกต.เองก็ไม่อุทธรณ์ รวมทั้งก็ไม่ได้ออกระเบียบใหม่มาแทน ทำให้การแนะนำตัวในโค้งสุดท้ายผ่อนปรนขึ้น และเมื่อดูจากคำวินิจฉัยศาลปกครอง(เดียวผมให้ลิงก์ไว้เพื่ออ่านฉบับเต็มในคอมเมนท์) จะเห็นถึงการตีความของศาลว่าตามรัฐธรรมนูญคือต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากกว่าที่ กกต.วางระเบียบ เมื่อ กกต.เองไม่ได้ออกระเบียบมาใหม่ ทำให้ฐานความผิดที่เหลือก็จะเหลือ 2 ฐานหลักคือ การเลือกโดยทุจริตตาม พ.ร.ป.ว่าด้านการได้มาซึ่ง สว. ม.77 ไม่ว่าจะเป็นการให้อามิสสินจ้าง การจัดมหรสพ การจัดเลี้ยง การหลอกลวง ข่มขู่คุกคาม ใส่ร้ายจนถึงการจูงใจให้ผู้อื่นเข้าใจผิด กับ ม.76 คือเป็น กบห.พรรคการเมืองหรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ว่าจะ สส. หรือ อปท. ช่วยเหลือผู้สมัคร
.
https://www.facebook.com/bus.tewarit/posts/pfbid09JSaWLrhdw8Y62TjtUnNYjycdVfW7rRYL4kN85jfRqHRNLHMbd1eHBdqf6LnE1WFl