เกิดอะไรขึ้น? ทำไม Charles Schwab ถึงอยากให้สภาผ่านกฎหมายคริปโตใจจะขาด

กระทู้สนทนา


ลองจินตนาการดูนะครับว่า คุณกำลังลงแข่งฟุตบอลในสนามที่มีกรรมการ 2 คน เป่านกหวีดพร้อมกัน แถมกฎยังไม่เหมือนกัน คนหนึ่งบอกว่าฟาวล์ แต่อีกคนบอกว่าเล่นต่อได้ เป็นใครก็คงไม่อยากลงไปเล่นจริงไหมครับ เพราะไม่รู้ว่าทำอะไรไปแล้วจะโดนแจกใบแดงวันไหน
นี่คือภาพที่เกิดขึ้นในโลกสินทรัพย์ดิจิทัลระดับโลกช่วงที่ผ่านมาครับ
ล่าสุด Charles Schwab (ชาร์ลส์ ชวาบ) สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ที่ดูแลเงินลงทุนมหาศาลกว่า 13 ล้านล้านดอลลาร์ และครองส่วนแบ่งตลาดคริปโต ETP ในสหรัฐฯ ถึง 20% ได้ออกมาส่งเสียงดังๆ ว่า ถึงเวลาแล้วที่สหรัฐฯ ต้องผ่านร่างกฎหมายที่ชื่อว่า CLARITY Act ให้ได้
เรื่องนี้สำคัญอย่างไร และทำไมไมโครโฟนในมือยักษ์ใหญ่คนนี้ถึงเปลี่ยนทิศทางของตลาดการเงินโลก ผมจะเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่ายที่สุดครับ

ปัญหาเรื้อรัง: กรรมการ 2 คนที่แย่งกันเป่านกหวีด
ในโลกการเงินของสหรัฐฯ มีผู้คุมกฎใหญ่ๆ อยู่ 2 ฝั่ง คือ SEC (กำกับดูแลหุ้นและหลักทรัพย์) กับ CFTC (กำกับดูแลสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมัน หรือทองคำ)
ที่ผ่านมา ทั้งสองฝั่งแย่งกันชี้ว่า คริปโตเคอร์เรนซีเหรียญไหนเป็น "หุ้น" หรือเหรียญไหนเป็น "สินค้า" ความคลุมเครือนี้ทำให้เกิดภาวะสุญญากาศทางกฎหมาย บริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีเงินทุนมหาศาลจึงไม่กล้าขนเงินเข้ามาลงทุนเต็มตัว เพราะกลัวว่าทำไปแล้วจะโดนฟ้องย้อนหลัง

CLARITY Act: คู่มือการเล่นเกมที่ทุกคนรอคอย
ร่างกฎหมาย CLARITY Act เปรียบเสมือน "กติกาฉบับทางการ" ที่เข้ามาขีดเส้นแบ่งหน้าที่ให้ชัดเจนไปเลยว่า
• เหรียญประเภทไหนอยู่ในความดูแลของ SEC
• เหรียญประเภทไหนอยู่ในความดูแลของ CFTC
สำหรับองค์กรระดับโลกที่มีเงินเป็นล้านล้านดอลลาร์ การมีกฎหมายควบคุมไม่ได้แปลว่าเป็นการโดนจำกัดเสรีภาพ แต่มันคือ "คู่มือปฏิบัติงานที่โปร่งใส" ที่บอกให้รู้ว่าอะไรทำได้หรือทำไม่ได้อย่างชัดเจน

ทำไมเรื่องนี้ถึงช่วยปลดล็อกเงินมหาศาล?
สถาบันการเงินดั้งเดิมไม่ได้กลัวเรื่องความเสี่ยงของราคาครับ แต่พวกเขากลัว "ความเสี่ยงทางกฎหมาย"
เมื่อกติกาของตลาดมีความชัดเจนและคาดเดาได้ ความกังวลตรงนี้จะหมดไป ร่างกฎหมายฉบับนี้จึงเปรียบเสมือนการเปิดไฟเขียวให้กองทุนและสถาบันการเงินขนาดใหญ่ สามารถลำเลียงเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดคริปโตได้อย่างมั่นใจและถูกต้องตามกฎหมาย
ปรากฏการณ์ที่ Charles Schwab ออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ จึงเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า โลกการเงินแบบดั้งเดิมกับโลกสินทรัพย์ดิจิทัลไม่ได้แยกออกจากกันอีกต่อไป แต่มันกำลังหลอมรวมเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับให้คริปโตเคอร์เรนซีกลายเป็นรากฐานใหม่ของระบบการเงินโลกอย่างเป็นทางการครับ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่