JJNY : ทนายชี้เจตนาไม่สุจริต│ปชน.หนุนแก้กม.บัตรทอง│รอมฎอนหนุนฝ่ายการเมือง│จับหญิงแคนาดา│ญี่ปุ่นผ่านกมตั้งเมืองหลวงสำรอง

ทนายนรเศรษฐ์ ชี้อนุทิน-ภท. ไล่ฟ้องยิ่งชีพ เจตนาไม่สุจริต ยันกระทำกรรมเดียว แต่แยกคดี เข้าข่ายฟ้องปิดปาก 
https://www.matichon.co.th/politics/news_5821180
.
.
ทนายนรเศรษฐ์ ชี้อนุทิน-ภท. ไล่ฟ้องยิ่งชีพ เจตนาไม่สุจริต ยันกระทำกรรมเดียว แต่แยกคดี เข้าข่ายฟ้องปิดปาก 
.
เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความสิทธิมนุษยชน ได้โพสต์ให้ความเห็นทางกฎหมายกรณีที่แกนนำพรรคภูมิใจไทย จะฟ้อง นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) หลังยื่นหลักฐานคดีฮั้วเลือก ส.ว. เพื่อให้ใช้อำนาจหน้าที่ในการสอบสวนบุคคลในฝ่ายรัฐบาล 9 ราย โดยระบุชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีใน ครม.ด้วย ว่า
.
กรณีการแถลงข่าวของนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์
.
และต่อมาได้มีข่าวว่านายกรัฐมนตรีรัฐมนตรีรวมถึงนักการเมืองหลายคนจะฟ้องร้องดำเนินคดี ผมมีความเห็นทางกฎหมายดังนี้ครับ
.
การแถลงข่าวหรือแสดงความคิดเห็นในสถานที่และเวลาเดียวกัน แม้จะมีเนื้อหาเอ่ยถึงหรือพาดพิงบุคคลจำนวนหลายคน (เช่น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และนักการเมืองรวม 9 คน) ในทางกฎหมายอาญาถือเป็น “การกระทำความผิดกรรมเดียว”
.
เนื่องจากองค์ประกอบของการกระทำเกิดขึ้นจากเจตนาและการกระทำเดียวกันในวาระเดียว ไม่สามารถแยกการกระทำเดียวกันนี้ออกเป็นคดีหลายกรรมต่างกันหรือหลายคดีเพียงเพราะมีผู้เสียหายหลายคนได้
.
ตามหลักสิทธิมนุษยชนและหลักกฎหมายสากล โดยเฉพาะกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ได้รับรองหลักการว่า บุคคลจะถูกนำตัวมาดำเนินคดีหรือรับโทษซ้ำสองสำหรับการกระทำความผิดที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วไม่ได้
.
การนำเหตุการณ์แถลงข่าวเพียงครั้งเดียวไปแยกฟ้องคดีหลายครั้ง หรือดำเนินคดีซ้ำซ้อนในต่างท้องที่ ย่อมขัดต่อหลักการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานตามมาตรฐานสากลดังกล่าว
.
หากมีการแยกนำเหตุการณ์เดียวกันนี้ไปแจ้งความร้องทุกข์หรือฟ้องร้องดำเนินคดีกระจายไปในหลายพื้นที่/หลายศาล พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมสะท้อนให้เห็นถึง “เจตนาที่ไม่สุจริต” ของผู้ฟ้อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างภาระเกินสมควรแก่ผู้ถูกกล่าวหา ทั้งในด้านเวลา ค่าใช้จ่าย และความกลัว
.
ลักษณะเช่นนี้เข้าข่ายการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือ หรือที่เรียกว่า “การฟ้องคดีปิดปาก” เพื่อยับยั้งการแสดงความคิดเห็นและการตรวจสอบทางการเมือง ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์แห่งการรับรองเสรีภาพในการแสดงออกตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายสากล.
.
https://www.facebook.com/ronsan.huadong/posts/pfbid0yYqk4GYeLcsHYfGN1NbhhfHfiQJVsU5zKYxkPmUgoSAJ4Qo2y494mo6VijjUzPCRl
.

.
สส.เอกภพ ตอบแพทย์ชนบท ปชน.หนุนแก้กม.บัตรทอง ปรับโครงสร้างบอร์ด ลดสัดส่วนราชการเพิ่มปชช.
https://www.matichon.co.th/local/quality-life/news_5821550
.
สส.เอกภพ ตอบแพทย์ชนบท ปชน.หนุนแก้กม.บัตรทอง ปรับโครงสร้างบอร์ด ลดสัดส่วนราชการเพิ่มปชช.
.
เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม จากกรณีชมรมแพทย์ชนบท ได้ตั้งคำถามถึงพรรคประชาชน ให้ตอบให้ชัดว่ามีจุดยืนพรรค สนับสนุนแก้กฎหมายบัตรทอง ปรับโครงสร้างบอร์ด ให้สธ.คุมเบ็ดเสร็จ และผลักดันการร่วมจ่าย จริงหรือไม่” นั้น
.
นายเอกภพ สิทธิวรรณธนะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า
.
ตอบคำถามชมรมแพทย์ชนบท จุดยืนพรรคประชาชนต่อระบบบัตรทอง
.
– สนับสนุนแก้กฎหมายบัตรทอง แก้จุดอ่อนให้บัตรทองมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
– ปรับโครงสร้างบอร์ดด้วยการเพิ่มสัดส่วนประชาชนและผู้ให้บริการ ลดสัดส่วนราชการ แก้ปัญหาบอร์ดนั่งยาว นั่งวน
– สนับสนุนประชาธิปไตย จัดเลือกตั้งตัวแทนบอร์ดทางตรง ส่งเสริมความรับผิดชอบในการตัดสินใจของบอร์ด
– สนับสนุนการใช้ข้อมูลวิชาการที่มีคุณภาพประกอบการตัดสินใจเลือกชุดสิทธิประโยชน์ อัพเดทราคาจ่ายให้เป็นปัจจุบัน
– ผลักดันให้เกิดชุดสิทธิประโยชน์หลักที่เป็นมาตรฐานเดียวกันของทั้ง 3 กองทุน ล้มปรากฏการณ์โรบินฮูด (โรงพยาบาลเอาเงินกองทุนอื่นมาโปะบัตรทอง)
– ใส่เงินเพิ่มให้ซื้อชุดสิทธิประโยชน์หลักให้เพียงพอต่อทั้งผู้ป่วย ต่อทั้งบุคลากร จ่ายค่าตอบแทนคนทำงานเป็นธรรม ลดสมองไหล ทำงานได้ยาวๆ
– ส่วนชุดสิทธิประโยชน์เสริม ผลักดันให้นายจ้างร่วมจ่ายเป็นสวัสดิการ ประชาชนซื้อประกันเอกชนจ่ายส่วนนี้ได้
– ชุดสิทธิประโยชน์เสริม รัฐร่วมจ่ายให้ประชาชนที่ไม่มีนายจ้าง ไม่ได้ซื้อประกันเอกชน คนไข้จะได้ไม่ต้องจ่ายเองทั้งหมด หลักเกณฑ์ให้ขึ้นกับบอร์ดตัดสินใจ
– ลงทุนกับการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิทั้งที่ชุมชนและที่ทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพการสร้างเสริมสุขภาพ การรักษาที่หน่วยปฐมภูมิ และส่งรักษาต่ออย่างแม่นยำ
.
https://www.facebook.com/MartEkkapop/posts/pfbid0QJdMFxwq3XyJJxd87bnx2QLrQsPYcUoDGsZ62Wb77Z7QDbCPkEYn4sJ6NJBWDNtKl
.

.
รอมฎอน หนุนท่าทีฝ่ายการเมือง ปรามบิ๊กเหล่าทัพ ส่งสัญญาณใช้กำลัง หลังเหตุยิงทหารพราน ที่นราธิวาส
https://www.matichon.co.th/politics/news_5821536
.
รอมฎอน หนุนฝ่ายการเมือง ปราบบิ๊กเหล่าทัพ ส่งสัญญาณใช้กำลัง หลังเหตุยิงทหารพราน ที่ตันหยง ยันจังหวะนี้ ปล่อยให้ทหารประเมินสถานกรณ์ลำพังไม่ได้  
.
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 นายรอมฎอน ปันจอร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อเขียน เรื่อง [ ขอสนับสนุนท่าทีของฝ่ายการเมืองและนโยบายในสถานการณ์ปัจจุบัน ] แสดงความคิดเห็นถึงสถานการณ์ล่าสุด เหตุความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า
.
ผมขอสนับสนุนท่าทีและจุดยืนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและเลขาธิการ สมช. ต่อแนวทางการแก้ไขปัญหาที่สนับสนุนการพูดคุยสันติภาพและปรามหน่วยงานในระดับปฏิบัติที่มีท่าทีแข็งกร้าว นี่คือบทบาทที่เหมาะสมของฝ่ายการเมืองและนโยบาย ที่ยืนยันทิศทางการทำงานในภาพใหญ่หรือการกำกับแนวทางในระดับยุทธศาสตร์ที่ควรจะเป็นครับ
.
จากข่าวสารที่รับรู้กันในวงกว้างแล้วว่า ท่าทีเหล่านี้เป็นการตอบสนองต่อคำพูดของเสนาธิการทหารบก ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กอ.รมน. โดยตำแหน่ง ในระหว่างการลงพื้นที่หลังเหตุการณ์ความรุนแรงที่ตันหยงมัสและ สภ.ตันหยง จ.นราธิวาส ก่อนหน้านั้น โดยเฉพาะประเด็นที่มุ่งส่งสัญญาณในการไล่ล่าผู้ก่อเหตุทั้งในและต่างประเทศ
.
“ถึงเวลาที่เราจะเป็นผู้ล่าบ้างแล้ว”
.
คำพูดลักษณะนี้ของผู้นำหน่วยไม่ใช่ไม่เคยมีมาก่อน ทุกท่านคงจำท่าทีที่แข็งกร้าวของแม่ทัพภาคที่ 4 (ผอ.รมน.ภาค 4 สน. โดยตำแหน่ง) เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา “ถ้าเป็นผมไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ” ที่แม้สาระสำคัญจะเป็นการปฏิเสธความเกี่ยวข้องของหน่วยงานกับการลอบสังหาร ส.ส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ แต่ก็ส่งสัญญาณในเชิงลบต่อการแก้ไขปัญหาโดยภาพรวม รวมไปถึงกระทบกระเทือนต่อความรู้สึกนึกคิดของพี่น้องประชาชนในพื้นที่
.
อันที่จริง การไล่ล่า ปิดล้อม ตรวจค้น และใช้กำลัง (หรือตามถ้อยคำทางการคือ “การบังคับใช้กฎหมาย”) เพื่อสังหารบุคคลที่เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นสมาชิกบีอาร์เอ็นนั้นมีมาโดยตลอดครับ แต่การปฏิบัติเช่นนี้ยังจำกัดความสำเร็จเอาไว้เพียงในระดับยุทธวิธีเท่านั้น ผมไม่แน่ใจว่าได้มีการประเมินผลกระทบในระดับยุทธศาสตร์อย่างจริงจังและตรงไปตรงมาหรือยัง?
.
ในสงครามต่อต้านการก่อความไม่สงบ (COIN หรือ ปปส.) การลดกำลังรบของฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบนั้นไม่ได้นับคำนวณกันเป็นยอดตัวเลขแบบทื่อๆครับ เพราะสถานการณ์ที่เราเจอเป็นความขัดแย้งทางการเมืองที่ไม่ใช่แค่มวลชนเท่านั้นที่ต้องช่วงชิง หากแต่เป็นความชอบธรรมทางการเมืองด้วย
.
เรื่องใหญ่ที่ต้องประเมินก็คือการส่งสัญญาณของผู้นำหน่วยติดอาวุธเช่นนี้ จะส่งผลอย่างไรต่อการตัดสินใจใช้กำลังของหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชา จะมีส่วนกำหนดแนวทางปฏิบัติของบรรดาหน่วยต่าง ๆ ที่ขึ้นทางยุทธการต่อ กอ.รมน. และ ทบ. (รวมถึง ทร.ด้วย) อย่างไร
.
ที่สำคัญก็คือ มันขัดและฝืนต่อทิศทางที่รัฐบาลและองคาพยพของรัฐในภาคส่วนต่าง ๆ กำลังทำอยู่หรือไม่ และอย่างไร
.
การใช้กำลังนั้นต้องใช้ต้นทุนในทางการเมืองสูงครับ มีความเสี่ยงที่จะกระทบต่อความเชื่อมั่นไว้วางใจและการสนับสนุนของประชาชนที่ต้องมีการประเมินอย่างรอบด้านครับ
.
นี่ยังไม่รวมถึงการประเมินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่อ่อนไหวเปราะบางด้วย การส่งสัญญาณเช่นนี้ชวนให้นึกถึงการกดปราบข้ามชาติ (Transnational Repression) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่มีแนวโน้มพบมากขึ้นในหลายประเทศ ปฏิบัติการข้ามพรมแดนที่ปิดลับเช่นนี้สุ่มเสี่ยงจะเป็นกระทำที่ละเมิดอำนาจอธิปไตยของรัฐเจ้าบ้าน เหมือนที่เราพบว่ามีเหตุการณ์ลอบสังหารผู้นำฝ่ายค้านของประเทศเพื่อนบ้านกลางกรุงเทพฯ หากบุคคลากรในระดับผู้นำหน่วยกล่าวถึงเช่นนี้ คำถามตามมาก็คือทางรัฐบาลรับรู้และได้ประเมินผลได้ผลเสียรอบด้านต่อแนวทางปฏิบัติทำนองนี้หรือไม่
.
เรามีความร่วมมือกับมิตรประเทศที่เกี่ยวกับการคลี่คลาย “ความขัดแย้งภายในประเทศ” ของเราเอง ทั้งประเทศโลกมุสลิม ประเทศในยุโรป และเพื่อนบ้านอาเซียน โดยเฉพาะมาเลเซีย ที่เรายอมรับและแสวงหาความร่วมมือกับเขามาอย่างยาวนาน — การส่งสัญญาณเช่นนี้จะส่งผลอย่างไร?
.
น่าเสียดายที่ในสถานการณ์ที่ชุลมุนเหล่านี้ ยังขาดเสียงสะท้อนต่อผู้ที่ต้องรับผิดรับชอบอีกคนหนึ่ง นั่นก็คือ ท่านทูตสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ ความรับผิดชอบโดยตรงต่อกรณีไฟใต้ก็คือประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนา จชต. (หรือ กพต.) และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประธานคณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา จชต. ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติและต้องประสานการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน ซึ่งเป็นปมปัญหาใหญ่ของภาครัฐเสมอมา
.
ในฐานะนักการทูตที่เคยมีประสบการณ์ในการรับมือกับ “ปัญหาการยกระดับสถานการณ์” บทบาทของฝ่ายการเมืองที่อยู่ในความรับผิดชอบของท่านดูจะน้อยไปหน่อย ทั้งๆที่นี่คือจังหวะเวลาที่ต้องแสวงหาการตกลงใจร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ คงจะปล่อยให้ทหารและกองทัพประเมินสถานการณ์และรับมือเพียงลำพัง เห็นจะไม่ได้ครับ
.
อย่างไรก็ตาม พิจารณาอย่างเป็นธรรมก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่าในสถานการณ์เหตุโจมตีเหล่านี้นำมาซึ่งความสูญเสีย โดยเฉพาะกำลังพลทหารพราน ผู้นำหน่วยจึงจำเป็นต้องฟื้นฟูความเชื่อมั่นและขวัญกำลังใจ ทั้งต่อบรรดาหน่วยขึ้นตรงต่างๆ และพี่น้องประชาชนที่กังขาต่อขีดความสามารถของหน่วยงาน
.
ผมยังเห็นว่าในวินาทีนี้ สิ่งที่หน่วยปฏิบัติจำเป็นต้องทำก็คือการทบทวนบทเรียนในระดับยุทธวิธีอย่างหนัก ซึ่งเชื่อว่าท่านกำลังทำกันอยู่ แต่ต้องขีดเส้นใต้ไว้ด้วยว่าแผนปฏิบัติการเหล่านั้นจะต้องสอดรับกับทิศทางใหญ่ในระดับยุทธศาสตร์ด้วยเช่นกัน
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่