TBF Avenger เมื่อ 'ดีพอ' ก็ชนะสงครามได้

TBF Avenger เมื่อ 'ดีพอ' ก็ชนะสงครามได้


ถ้า Spitfire คือหงส์เจ้าสำราญที่กรีดกรายบนท้องฟ้า หรือ P-51 Mustang คือม้าป่าจอมพยศที่ใครเห็นก็ต้องหลงรัก Grumman TBF Avenger ก็คือไอ้อ้วนจอมพลังที่พร้อมจะเดินหน้าไปบวกกับทุกคนแบบไม่สนลูกใคร ในโลกแห่งการรบจริง ความสมบูรณ์แบบทางทฤษฎีมักพ่ายแพ้ให้กับ "ความน่าเชื่อถือ" และ "การใช้งานจริง" เสมอ

นี่คือเครื่องจักรที่นิยามกฎเหล็กของวิศวกรรมสงครามที่ว่า "Good Enough Wins the War" (ความดีพอที่นำมาซึ่งชัยชนะ) Avenger ไม่จำเป็นต้องสวย แต่มันต้องถึกพอที่จะโดนยิงจนพรุนแล้วยังพาชาย 3 คนกลับบ้านได้ และนั่นคือเหตุผลที่มันกลายเป็นฝันร้ายของกองเรือญี่ปุ่นและเรือดำน้ำเยอรมันตลอดทั้งสงคราม

ยักษ์ใหญ่ที่มาพร้อมฉายา "ขวดเบียร์บินได้"

รูปลักษณ์ภายนอกของมันดูอุ้ยอ้าย ย้อนแย้งกับหน้าที่เครื่องบินโจมตีจนถูกขนานนามว่าเป็น "ขวดเบียร์บินได้" (Flying Beer Bottle) ริกกี้ นักบินเก๋าเกมเล่าว่าครั้งแรกที่เขาเห็นมัน เขาแทบไม่เชื่อสายตาว่านี่คือเครื่องบินเครื่องยนต์เดียว เพราะขนาดของมันยักษ์เกินจินตนาการ

* มิติตัวถัง: สูง 16 ฟุต 5 นิ้ว, ยาว 40 ฟุต, และกางปีกกว้างถึง 54 ฟุต 2 นิ้ว
* น้ำหนัก: ตัวเครื่องเปล่าหนัก 7 ตัน และพุ่งสูงถึง 10 ตันเมื่อบรรทุกเต็มพิกัด

การปีนขึ้นสู่ห้องนักบินผ่านช่องวางเท้าและมือจับข้างลำตัวเป็นประสบการณ์ที่ทำให้คนกลัวความสูงต้องขวัญเสีย แต่ความอ้วนป่องที่ดูน่าเกลียดนั้นมีไว้เพื่อรองรับห้องเก็บระเบิดภายในขนาดใหญ่ ป้อมปืนไฟฟ้า และที่นั่งลูกเรือถึง 3 ตำแหน่ง ซึ่งน้ำหนักมหาศาลนี้เองที่มอบ "ความเฉื่อย" ทำให้เครื่องบินนิ่งสนิทราวกับวางอยู่บนรางแม้ต้องเผชิญกับลมกรรโชกแรงเหนือมหาสมุทร

แม้แต่เรื่อง "ชื่อ" ก็ยังมีเรื่องเล่า ตอนแรกอังกฤษที่รับเครื่องบินลำนี้ไปใช้พยายามจะเปลี่ยนชื่อตามธรรมเนียมปลาหรือสัตว์น้ำ (ในชื่อ Tarpon) แต่สุดท้ายชื่อ "Avenger" หรือ "ผู้ล้างแค้น" ก็ชนะขาด เพราะมันไม่ใช่แค่ชื่อ แต่มันคือสัญลักษณ์ของการเอาคืนหลังเหตุการณ์ Pearl Harbor

ขุมพลัง Wright R-2600 และเสียงคำรามที่สร้างความเกรงขาม

การจะยกเหล็กหนัก 10 ตันขึ้นจากดาดฟ้าเรือที่โคลงเคลงกลางทะเลคลั่ง จำเป็นต้องใช้หัวใจที่ทรงพลังที่สุด Avenger ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดาวกระจาย Wright R-2600 ขนาด 14 สูบ 1,700 แรงม้า

ความเด็ดขาดของมันเริ่มตั้งแต่การสตาร์ทเครื่องด้วยระบบ "Coffman Starter" ที่บ้าระห่ำด้วยการใช้แรงระเบิดจากคาร์ทริดจ์ (คล้ายกระสุนปืนลูกซอง) นักบินจะกดปุ่มเพื่อส่งแรงอัดระเบิดเข้าสู่ลูกสูบโดยตรง ในวินาทีแรกใบพัดจะยังไม่หมุน แต่มันจะ "กระตุก" ติดเครื่องด้วยเสียงดัง "ปัง!" สนั่นหวั่นไหวตามด้วยเสียงคำรามที่นักบินเรียกว่า "Terrific Noise" ระบบนี้ทำให้เครื่องสตาร์ทได้ทุกที่โดยไม่ต้องพึ่งพารถปั่นไฟ

ในเชิงเปรียบเทียบ วิศวกรอเมริกันเลือกใช้เครื่องยนต์ระบายความร้อนด้วยอากาศ (Air-cooled) ซึ่งทนทานกว่าเครื่องยนต์ระบายความร้อนด้วยน้ำ (Liquid-cooled) อย่างเครื่อง Fairey Barracuda ของอังกฤษที่มักจะเกิดปัญหาความร้อนจัดในสมรภูมิแปซิฟิกจนทำงานไม่เต็มร้อย แต่ Avenger กลับบินฉิวท่ามกลางอากาศร้อนชื้นได้อย่างไร้ปัญหา

ห้องนักบินระดับ "เก้าอี้นวมผู้บริหาร" และระบบนิเวศของชาย 3 คน

ถ้าการมุดเข้าไปใน Spitfire คือการเบียดตัวเองลงในกล่องแคบๆ การเข้าไปนั่งใน Avenger ก็คือการนั่งบน "เก้าอี้นวมของผู้บริหาร" ห้องนักบินกว้างขวางจนปรับระดับที่นั่งได้สูงเพื่อให้เห็นทัศนวิสัยชัดเจนที่สุดตอนลงจอด ภายในจัดวางสวิตช์ 36 จุดไว้อย่างเป็นระเบียบตามมาตรฐานอเมริกัน

แต่ความสบายนั้นมีไว้สำหรับนักบินเท่านั้น เพราะลูกเรืออีก 2 ตำแหน่งต้องเผชิญกับสภาวะที่ต่างกันสุดขั้ว:

* พลวิทยุ: ต้องนั่งอยู่บนม้านั่งในท้องเครื่องที่มืดทึบและแคบ
* พลปืน: ต้องแทรกตัวผ่านช่องทางเล็กๆ เข้าไปในป้อมปืนไฟฟ้าด้านหลัง ซึ่งในแปซิฟิกมันจะกลายเป็น "เตาอบ" ที่ระอุด้วยไอร้อนจากมอเตอร์ไฟฟ้าและแสงแดดที่แผดเผาผ่านกระจกครอบ

กลไก "Sto-Wing" และความมหัศจรรย์บนดาดฟ้าเรือ

ตารางนิ้วบนดาดฟ้าเรือบรรทุกเครื่องบินมีค่าดั่งทอง วิศวกรจึงออกแบบระบบ "Sto-Wing" พับปีกไปด้านหลังตามแนวลำตัวด้วยไฮดรอลิก ริกกี้เล่าว่าตอนพับปีกจากห้องนักบิน มันเหมือนเราติดอยู่ในอุโมงค์แคบๆ และเมื่อมองลงไปข้างลำตัว เขาจะ "มองไม่เห็นดาดฟ้าเรือเลย" เห็นแต่คลื่นทะเลสีคราม เพราะปีกที่กว้างมันปิดบังทัศนวิสัยด้านข้างจนหมด

นอกจากนี้ ระบบฐานล้อแบบ "Oleo" (โช้คก๊าซไนโตรเจนและน้ำมัน) ยังถูกสร้างมาให้ถึกทนพอที่จะรับการ "อัดลงพื้น" ด้วยน้ำหนัก 10 ตันในการลงจอดแบบ 3 จุด เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องจะไม่แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ เมื่อต้องกระแทกกับดาดฟ้าเรือที่กำลังโคลง

อาวุธและการสังหาร: จากการบรรทุกจักรยานสู่ยุทธวิธี Skip Bombing

ห้องเก็บระเบิดของ Avenger อเนกประสงค์จนน่าเหลือเชื่อ มันกว้างพอจะบรรทุกระเบิด 500 ปอนด์ได้ถึง 4 ลูก หรือระเบิดน้ำลึกล่าเรือดำน้ำ และกว้างพอที่นักบินจะแอบใส่ "จักรยานทั้งคัน" กระเป๋าเดินทาง และอะไหล่สำรองลงไปได้สบายๆ เมื่อต้องย้ายฐานบิน

ในยามรบ เมื่อการทิ้งตอร์ปิโดเริ่มเสี่ยงเกินไป นักบินจึงหันมาใช้ยุทธวิธีที่บ้าระห่ำกว่า:

* Skip Bombing: บินเลียดระดับผิวน้ำแล้วทิ้งระเบิดให้ "กระดอน" ไปบนน้ำเหมือนการขว้างหิน เพื่อให้พุ่งเข้าปะทะกราบเรือศัตรู ริกกี้บอกว่า "ตอนฝึกน่ะสนุก แต่ตอนรบจริงมันน่าสะพรึงกลัว" เพราะคุณต้องบินหน้าตั้งไถผิวน้ำเข้าไปหาปืนต่อสู้อากาศยานที่ระดมยิงสวนมาทุกกระบอก
* Glide Bombing: การร่อนลงในมุม 60 องศา ซึ่งเครื่องมีความเสถียรสูงมากจนนักบินสามารถปล่อยมือจากคันบังคับเพื่อเล็งเป้าได้นิ่งสนิท

กฎเหล็ก "หน้า 27" และขีดจำกัดที่เขียนด้วยเลือด

เห็นตัวใหญ่ใจดีแบบนี้ แต่ Avenger มีกฎเหล็กที่ "เขียนด้วยเลือด" ในคู่มือการบิน "หน้า 27" ระบุชัดว่าห้ามทำท่าผาดแผลงเกินขีดจำกัด การฝืนม้วนตัวหรือตีลังกาอาจทำให้เครื่องหงายท้องและสูญเสียการควบคุมอย่างรุนแรงทันที

ที่สยองกว่านั้นคือ "ความเฉื่อยของเครื่องวัด" มีนักบินหลายคนต้องจบชีวิตลงเพราะพึ่งพาเข็มหน้าปัดเพียงอย่างเดียว หน้าปัดอาจโชว์แรงดันที่ 44 นิ้วปรอท (ซึ่งดูเหมือนแรงพอแล้ว) แต่ในความเป็นจริงเครื่องยนต์ยังไม่มีแรงฉุดพอ เมื่อนักบินปล่อยเบรก เครื่องจะร่วงตกทะเลทันทีที่พ้นดาดฟ้าเรือ นักบินรุ่นเก๋าจึงสอนกันว่า "อย่าเชื่อเข็ม ให้เชื่อความรู้สึกและฟังเสียงเครื่องยนต์" เท่านั้น

บทสรุป: บทเรียนจากอดีตสู่โลกปัจจุบัน

Grumman TBF Avenger คือข้อพิสูจน์ว่าในสมรภูมิ ความเรียบง่ายและความทนทานคือหัวใจของชัยชนะ มันคือ "ช้างศึก" ที่ยอมสละความสวยงามเพื่อแลกกับความน่าเชื่อถือ พาชาย 3 คนฝ่าดงกระสุนและกลับมาลงจอดบนดาดฟ้าเรือได้อย่างปลอดภัยครั้งแล้วครั้งเล่า

ในยุคปัจจุบันที่เรากำลังหลงใหลในยุทโธปกรณ์ราคาพันล้านที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อนและเปราะบาง บทเรียนจาก "ขวดเบียร์บินได้" ลำนี้ยังคงทรงคุณค่าเสมอ ว่าในยามวิกฤตที่ชี้เป็นชี้ตาย ความเรียบง่ายที่ "ถึกทน" ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของวิศวกรรมการทหารอยู่หรือไม่? หรือเรากำลังสร้างสิ่งที่ซับซ้อนจนอาจกลายเป็นจุดอ่อนร้ายแรงที่สุดในวันที่เราต้องการมันมากที่สุด

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่