EP5 : เมื่อได้เห็นทะเลสาบไป๋ซาด้วยตาตัวเอง
หลังจากนั่งรถกันมาสองสามชั่วโมง ไกด์ก็หันมาบอกว่า
“อีกไม่นานก็ถึงทะเลสาบไป๋ซาแล้วค่ะ”
ระหว่างทางเริ่มมองเห็นผืนน้ำอยู่ไกล ๆ ผ่านกระจกรถเป็นระยะ แม้จะยังเห็นไม่ชัด แต่ก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า…ของจริงจะสวยขนาดไหนนะ
เมื่อรถจอดที่ลานจอด ยังต้องเดินต่ออีกพอสมควร ทางเดินพาลอดอุโมงค์ใต้ถนน ก่อนจะค่อย ๆ ไปโผล่ริมทะเลสาบ
ในใจคิดไว้เรียบร้อย อีกไม่กี่นาทีก็คงได้สูดอากาศเย็น ๆ และชมวิวตรงหน้าเสียที
แต่…
สิ่งแรกที่ได้สัมผัส กลับไม่ใช่ลมเย็นค่ะ 😄
พอเดินพ้นอุโมงค์ สิ่งแรกที่เห็นคือ “น้องจามรี” ที่มายืนรอต้อนรับนักท่องเที่ยว พร้อมเจ้าของที่เดินเข้ามาชวนขี่และถ่ายรูป
ตอนนั้นเองก็ถึงบางอ้อ
อ๋อ…ต้นตอของ “อโรม่า” ที่ลอยมาตลอดทางนี่เอง
ด้วยความที่เป็นคนไม่ชอบขี่สัตว์ทุกประเภท ตอนแรกก็ปฏิเสธไปหลายรอบ แต่สุดท้ายยอมจ่าย 20 หยวน เพื่อถ่ายรูปกับน้อง ถือว่าเป็นค่าผ่านทางเล็ก ๆ เพราะหลังจากนั้นก็ได้เดินชมวิวอย่างสบายใจ ไม่มีใครเดินตามมาชวนอีก
พอเดินพ้นบริเวณนั้น ลมเย็นก็พัดเข้ามาแทนที่
ภาพตรงหน้าค่อย ๆ เปิดออก
ผืนน้ำสีฟ้าอมเขียวทอดยาวอยู่เบื้องหน้า ฉากหลังเป็นแนวภูเขาหินสีน้ำตาลที่แทบไม่มีต้นไม้ และบนยอดยังมีหิมะสีขาวหลงเหลืออยู่
ไม่มีเสียงอะไร นอกจากเสียงลมที่พัดผ่าน
ยิ่งมองออกไปไกลเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกว่าใจค่อย ๆ เบาลง
บางครั้ง ความสวยของธรรมชาติ ก็ไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบายมากมาย
แค่ยืนอยู่ตรงนั้นก็เพียงพอแล้ว
หลังจากใช้เวลาอยู่ตรงนั้นพักใหญ่ คนขับรถก็พาพวกเราไปยังจุดชมวิวอีกด้านหนึ่ง
แม้จะเป็นทะเลสาบเดียวกัน แต่ความรู้สึกกลับแตกต่างออกไป
หากจุดแรกให้ความรู้สึกสงบ โล่ง และชวนให้นั่งมองวิวเรื่อย ๆ
จุดนี้กลับทำให้รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ
มีทางเดินไม้ทอดยาวออกไปใกล้ผืนน้ำ แม้จะต้องเดินขึ้นบันไดอยู่พอสมควร แต่พอเดินไปถึงก็รู้สึกว่าคุ้มค่ากับทุกก้าว
ลมตรงนี้แรงกว่าจุดแรก บางช่วงมีละอองฝนปลิวมากับสายลมจนต้องรูดซิปเสื้อขึ้นอีกนิด
แต่แทบไม่มีใครรีบเดินกลับ
ทุกคนต่างยืนมองภาพตรงหน้า ราวกับไม่อยากให้ช่วงเวลานั้นผ่านไปเร็วเกินไป
ก่อนเดินกลับ ฉันหันไปมองทะเลสาบอีกครั้ง
บางสถานที่…
ต่อให้เห็นภาพมานับครั้งไม่ถ้วน ก็ไม่เหมือนกับการได้มายืนอยู่ตรงนั้นด้วยตัวเอง
และในวันนั้น ฉันก็รู้สึกดีใจที่ตัดสินใจออกเดินทาง
เพราะบางความทรงจำ จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเราเดินทางไปพบมันด้วยตัวเอง
บันทึกหน้าหนึ่งของการเดินทาง : ซินเจียงใต้ ตอน 5
หลังจากนั่งรถกันมาสองสามชั่วโมง ไกด์ก็หันมาบอกว่า
“อีกไม่นานก็ถึงทะเลสาบไป๋ซาแล้วค่ะ”
ระหว่างทางเริ่มมองเห็นผืนน้ำอยู่ไกล ๆ ผ่านกระจกรถเป็นระยะ แม้จะยังเห็นไม่ชัด แต่ก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า…ของจริงจะสวยขนาดไหนนะ
เมื่อรถจอดที่ลานจอด ยังต้องเดินต่ออีกพอสมควร ทางเดินพาลอดอุโมงค์ใต้ถนน ก่อนจะค่อย ๆ ไปโผล่ริมทะเลสาบ
ในใจคิดไว้เรียบร้อย อีกไม่กี่นาทีก็คงได้สูดอากาศเย็น ๆ และชมวิวตรงหน้าเสียที
แต่…
สิ่งแรกที่ได้สัมผัส กลับไม่ใช่ลมเย็นค่ะ 😄
พอเดินพ้นอุโมงค์ สิ่งแรกที่เห็นคือ “น้องจามรี” ที่มายืนรอต้อนรับนักท่องเที่ยว พร้อมเจ้าของที่เดินเข้ามาชวนขี่และถ่ายรูป
ตอนนั้นเองก็ถึงบางอ้อ
อ๋อ…ต้นตอของ “อโรม่า” ที่ลอยมาตลอดทางนี่เอง
ด้วยความที่เป็นคนไม่ชอบขี่สัตว์ทุกประเภท ตอนแรกก็ปฏิเสธไปหลายรอบ แต่สุดท้ายยอมจ่าย 20 หยวน เพื่อถ่ายรูปกับน้อง ถือว่าเป็นค่าผ่านทางเล็ก ๆ เพราะหลังจากนั้นก็ได้เดินชมวิวอย่างสบายใจ ไม่มีใครเดินตามมาชวนอีก
พอเดินพ้นบริเวณนั้น ลมเย็นก็พัดเข้ามาแทนที่
ภาพตรงหน้าค่อย ๆ เปิดออก
ผืนน้ำสีฟ้าอมเขียวทอดยาวอยู่เบื้องหน้า ฉากหลังเป็นแนวภูเขาหินสีน้ำตาลที่แทบไม่มีต้นไม้ และบนยอดยังมีหิมะสีขาวหลงเหลืออยู่
ไม่มีเสียงอะไร นอกจากเสียงลมที่พัดผ่าน
ยิ่งมองออกไปไกลเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกว่าใจค่อย ๆ เบาลง
บางครั้ง ความสวยของธรรมชาติ ก็ไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบายมากมาย
แค่ยืนอยู่ตรงนั้นก็เพียงพอแล้ว
หลังจากใช้เวลาอยู่ตรงนั้นพักใหญ่ คนขับรถก็พาพวกเราไปยังจุดชมวิวอีกด้านหนึ่ง
แม้จะเป็นทะเลสาบเดียวกัน แต่ความรู้สึกกลับแตกต่างออกไป
หากจุดแรกให้ความรู้สึกสงบ โล่ง และชวนให้นั่งมองวิวเรื่อย ๆ
จุดนี้กลับทำให้รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ
มีทางเดินไม้ทอดยาวออกไปใกล้ผืนน้ำ แม้จะต้องเดินขึ้นบันไดอยู่พอสมควร แต่พอเดินไปถึงก็รู้สึกว่าคุ้มค่ากับทุกก้าว
ลมตรงนี้แรงกว่าจุดแรก บางช่วงมีละอองฝนปลิวมากับสายลมจนต้องรูดซิปเสื้อขึ้นอีกนิด
แต่แทบไม่มีใครรีบเดินกลับ
ทุกคนต่างยืนมองภาพตรงหน้า ราวกับไม่อยากให้ช่วงเวลานั้นผ่านไปเร็วเกินไป
ก่อนเดินกลับ ฉันหันไปมองทะเลสาบอีกครั้ง
บางสถานที่…
ต่อให้เห็นภาพมานับครั้งไม่ถ้วน ก็ไม่เหมือนกับการได้มายืนอยู่ตรงนั้นด้วยตัวเอง
และในวันนั้น ฉันก็รู้สึกดีใจที่ตัดสินใจออกเดินทาง
เพราะบางความทรงจำ จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเราเดินทางไปพบมันด้วยตัวเอง