งานวิจัยใหม่พบว่า ‘การมีลูก’ ทำให้สมองพ่อแม่ดูอ่อนวัย กว่าคนวัยเดียวกันที่ไม่มีลูก

งานวิจัยใหม่พบว่า ‘การมีลูก’ ทำให้สมองพ่อแม่ดูอ่อนวัย กว่าคนวัยเดียวกันที่ไม่มีลูก

ในอดีต การมีลูกเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนส่วนใหญ่ในสังคมทุกชนชั้น เป็นขั้นตอนหนึ่งของชีวิตที่ต้องผ่านไป ใครๆ ก็มีกัน แต่ในปัจจุบัน อุดมการณ์ไม่มีลูกเป็นสิ่งที่ทั้งคนรุ่นใหม่และภาคธุรกิจจำนวนมากประสานเสียงผลิตซ้ำสร้างความชอบธรรมในทุกมิติ จนเรียกได้ว่าคนที่มีลูกกลายเป็นคนส่วนน้อยของคนรุ่นใหม่ๆ วัยเจริญพันธุ์ไปแล้ว
.
ความน่าสนใจก็คือ ในอดีต ไม่มีใครศึกษาเท่าไรว่าการมีลูกกับการไม่มีลูกส่งผลเชิงลึกกับร่างกายต่างกันอย่างไร เรามักจะได้ยินว่าการไม่มีลูกมีผลดีทางเศรษฐกิจต่างๆ นานา ซึ่งพูดอีกก็ถูกอีก เพราะการมีสมาชิกครอบครัวที่ต้องดูแลก็ทำให้เรา ‘ใช้จ่ายมากขึ้น’ จริงๆ แต่ประเด็นที่พูดน้อยกว่าก็คือ ผลลัพธ์ด้านต่างๆ ของการไม่มีลูก ซึ่งทุกวันนี้ก็มีกรณีศึกษาให้เทียบง่ายมาก เพราะมีตัวอย่างของคนวัยเดียวกันที่มีลูกมาก่อนแล้วเป็น 10-20 ปี เทียบกับคนที่ไม่มีลูก
.
และสิ่งที่น่าสนใจก็คือ งานวิจัยหลายชิ้นชี้ตรงกันว่า ‘สมอง’ ของคนที่มีลูกจะอ่อนเยาว์กว่าคนที่ไม่มีลูก โดยงานวิจัยบางชิ้นยังบอกด้วยซ้ำว่ายิ่งมีลูกหลายคนสมองก็ยิ่งอ่อนเยาว์
.
นี่อาจทำให้หลายคนประหลาดใจ เพราะคงเคยได้ยินมาแต่ว่าการมีลูกทำให้ร่างกายเหนื่อยอ่อน ใช้ร่างกายหนัก ทำให้ ‘แก่ก่อนวัยอันควร’ โดยเฉพาะผู้หญิง แต่ทำไมกับ ‘สมอง’ การมีลูกถึงทำให้อ่อนเยาว์?
.
คนอายุน้อยๆ อาจงง แต่คนวัยกลางคนหลายคนอาจจะร้องอ๋อ
.
สำหรับคนวัยกลางคน สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นกับชีวิตก็คือการทำอะไรซ้ำๆ ยาวๆ ไปจนเกษียณ ตำแหน่งงานคนทั่วไปก็มักจะขึ้นสูงสุด ก็คือทำงานไปเรื่อยๆ จนเกษียณรับบำเหน็จ บำนาญ หรือเงินก้อนใหญ่จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกันไป งานก็ทำไปเรื่อยๆ ร่างกายก็บำรุงรักษาตามอัตภาพตามคำแนะนำของแพทย์ ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น โดยหลายคนจะรู้สึกว่ามันเป็นช่วงที่ ‘เวลาผ่านไปเร็วมาก’ ชนิดที่จากอายุ 40 เผลอแวบเดียวรู้ตัวอีกที 50 แล้ว หันมาอีกทีก็ 60
.
ภาวะนี้ทำให้สมองอยู่นิ่ง ไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ จริงจังไป 10-20 ปี จึงไม่แปลกที่จะทำให้สมอง ‘ดูแก่’ ลง เพราะสมองที่ดูเยาว์วัย คือสมองที่เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา
.
เหตุนี้ทำให้สมองของคนวัยกลางคนที่ไม่มีลูก ต่างจากสมองของคนวัยกลางคนที่มีลูก หรือพูดให้ตรงก็คือต้องเลี้ยงลูก
.
การมีลูกและต้องเลี้ยงดู มันบังคับให้ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา ตั้งแต่การเปลี่ยนผ้าอ้อม การทำให้ลูกหยุดร้อง การสอนสิ่งต่างๆ ที่เราจำไม่ได้แล้วว่าเราเรียนรู้มาอย่างไรอีกสารพัด และพอลูกโตขึ้น การมีปฏิสัมพันธ์กับลูกก็ทำให้พ่อแม่ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่หากไม่มีลูกก็คงไม่มีทางได้เรียนรู้ ตั้งแต่เรื่องราวตำนานนักร้องหรือ YouTuber ที่ลูกชื่นชอบ ไปจนถึงจักรวาลของโลกเสมือนและเกมต่างๆ ที่เด็กสมัยนี้เล่นกัน
.
รวมถึงการใช้เวลาว่างสารพัดของวัยรุ่นสมัยนี้ ที่วัยรุ่นเมื่อทศวรรษก่อนๆ ไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่ใช่แค่นั้น การเป็นพ่อเป็นแม่ยังทำให้ต้องไปพบเจอกับผู้คนจำนวนมากที่คนเป็นพ่อเป็นแม่ต้องเจอ ตั้งแต่เพื่อนๆ ของลูก ผู้ปกครองคนอื่นๆ ในโรงเรียน ครูสอนพิเศษลูก ไปจนถึงพ่อค้าของมือสองวัยรุ่นที่ลูกไปซื้อของด้วย โดยเรายังไม่ต้องพูดถึงการต้องไปเจอปัญหาประหลาดๆ สถานการณ์อันซับซ้อน ในแบบที่ไม่ใช่แค่ไม่เคยเจอมาก่อน แต่ไม่สามารถจินตนาการได้มาก่อนด้วยซ้ำ
.
กล่าวคือ การมีลูกนั้นเรียกร้องให้เราต้องใช้สมองเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ผ่านการต้องไปในพื้นที่ใหม่ๆ เจอกับผู้คนใหม่ๆ ในระดับที่คนวัยกลางคนอื่นๆ ที่ไม่มีลูกยากจะพบเจอในระดับเดียวกันแน่ๆ และการ ‘บังคับให้สมองต้องเรียนรู้’ เป็นเวลาสิบยี่สิบปี ผลของมันก็คือสมองเราจะ ‘อ่อนวัย’ กว่าคนที่ไม่ได้ใช้สมองเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในแบบเดียวกันเลย
.
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่คำแนะนำว่าทุกคนต้องมีลูกและเลี้ยงลูก แต่ประเด็นคือการที่คนยุคใหม่ๆ ไม่มีลูก มันส่งผลต่อร่างกายในระดับลึกจริงๆ และในยุคก่อนๆ ยังไม่มีงานศึกษาและวิจัย เพราะยุคก่อนนั้นจำนวนคนที่แก่ตัวโดยไม่เคยมีลูกหรือเลี้ยงลูก ไม่ได้มีมากเท่ายุคนี้
.
ตอนนี้ผลเริ่มออกมาชัดแล้วว่ามีจริงๆ และนั่นก็คือ คนที่ไม่มีลูกก็อาจต้องพึงระวัง ‘ผลของการไม่มีลูก’ ที่มีมากกว่า ‘ไม่มีคนดูแลยามแก่’ แต่อาจส่งผลไปถึงสมองด้วย ซึ่งกรณีนี้ วิธีแก้ก็อาจไม่ยาก ด้วยการต้องใช้เวลาว่างที่ไม่ต้องเลี้ยงเด็กแบบคนมีลูก ในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มันก็น่าจะพอทดแทนกันได้
.
เพราะก็ต้องไม่ลืมว่า มีงานวิจัยชี้ชัดเลยว่าคนวัยเกษียณถ้าอยากชะลออาการสมองเสื่อม ก็ให้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อย่างการหัดเล่นเครื่องดนตรีที่ไม่เคยเล่น และกรณีคนที่ไม่มีลูกก็อาจไม่ต่างกัน ที่การหาสิ่งใหม่ๆ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ มันก็ช่วย ‘บริหารสมอง’ และทดแทนการมีลูกได้
.
ที่มา : BrandThink

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่