THE MAN WHO SAVED NEW YORK - Ray Cummings
ชายผู้กอบกู้นิวยอร์ก - นรา สุภัคโรจน์ แปลและเรียบเรียง
THE MAN WHO SAVED NEW YORK
ชายผู้กอบกู้นิวยอร์ก
เรย์ คัมมิงส์
เรื่องราวการกอบกู้มหานครนิวยอร์ก
ให้รอดจากความพินาศในสงครามโลกครั้งที่สอง
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แน่นอน อย่างที่พวกคุณรู้นั่นแหละ ชื่อของผมไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับไอ้ยักษ์เขียวที่สร้างความแตกตื่นไปทั่ว หนังสือพิมพ์หรือวิทยุไม่เคยเอ่ยถึงผม หรือลิสเบธ หรือบอลดี หรือแม้แต่พอร์กี เจ็งค์ส ก็พวกเขาจะรู้ได้อย่างไรล่ะ ในเมื่อเราพยายามทำทุกอย่างเงียบเชียบที่สุด ไม่ใช่เพราะพวกเราเป็นคนขี้อายหรอกนะ ความจริงแล้วหากจะมีใครเอ่ยถึงพวกเรา เราก็ไม่ขัดข้อง แต่คงไม่ดีแน่หากหนังสือพิมพ์หรือวิทยุจะป่าวร้องว่าพวกเราเป็นว่าที่คนไข้ชั้นยอดสำหรับโรงพยาบาลบ้า ด้วยเหตุนี้เจ้ายักษ์เขียวที่เดินลุยทะเลอยู่แถวแซนดีฮุคจึงยังคงเป็นสิ่งลึกลับอยู่ ใช่ว่าผมจะอธิบายได้หรอกนะว่าไอ้ยักษ์เขียวนั่นคืออะไร มาจากไหน ผมก็ไม่รู้พอกับทุกคนนั่นแหละ แต่เรื่องของเรื่องก็คือ ถ้าไม่ใช่เพราะผมแล้ว ไอ้ยักษ์เขียวก็คงไม่ปรากฏขึ้น
ผมเล่าความจริงให้ฟังได้ แต่คิดว่าน่าจะปลอดภัยกว่าถ้ามันจะออกมาในรูปนิยาย พวกคุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่
เรื่องนี้ยังมีอีกมุม ความจริงพวกเราน่าจะชนะสงครามไปแล้ว ถ้าลิสเบธไม่ได้ทำพังเสียก่อน ฮิตเลอร์น่าจะโดนขยี้แหลกราญไปแล้ว และทุกอย่างคงจบลงด้วยดี ผมวางแผนการไว้พร้อม แต่ลิสเบธดันทำเสียเรื่อง ผมเสียใจด้วยที่เรื่องเป็นอย่างนี้ แต่เดี๋ยวคุณจะพบว่าผมทำอะไรไม่ได้เลยจริงๆ
เรื่องประหลาดนี้เกิดขึ้นในฤดูใบไม้ผลิปีก่อน บ่ายวันนั้นอากาศค่อนข้างร้อน ผมกำลังนั่งคิดแผนการบางอย่างอยู่ในห้องทำงานตอนที่พอร์กี เจ็งค์สมาหา ผมเคยสนิทกับเขา แต่เราไม่ได้เจอกันมาสองสามปีแล้ว เขาเป็นคนหนุ่มอัธยาศัยดี หัวเราะง่าย ซึ่งทำให้ผมคิดว่าที่เขาอ้วนปุ้กก็เพราะความเป็นคนอารมณ์ดีนี่แหละ ทว่าพอร์กีที่เข้ามาหาผมวันนั้นเป็นคนละคนกับที่ผมเคยรู้จักเลย เขาแทรกตัวลงนั่งบนเก้าอี้นวมตัวเดียวที่ผมมี แล้วทิ้งตัวลงบนพนักอย่างเหนื่อยอ่อน เสื้อผ้าที่ใส่ยับยู่ยี่เหมือนใส่นอนมาเมื่อคืน คอเสื้อเหี่ยวๆ ชื้นเหงื่อแนบกับคออ้วนเตอะ ผมสีทรายบาง ๆ ลีบติดหน้าผากชุ่มเหงื่อ เขาดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาซับหน้า ตาสีฟ้าซีดมองผมด้วยความกังวล
“ไง พอร์กี ดีใจที่ได้เจอ” ผมทัก “เป็นไงบ้าง”
“แย่มากเลยครับ” เขาตอบ และพยายามหัวเราะตามนิสัย ทว่าออกมาได้แค่รอยยิ้มเนือยๆ “มีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับผมครับ เรย์ บางอย่างที่เลวร้ายมาก นี่แหละผมถึงมาหา เพราะเห็นว่าคุณเป็นผู้รอบรู้เรื่องแปลกประหลาด พิลึกพิลั่น เหลือเชื่อทั้งหลาย”
“โอ้” ผมอุทาน
เขามองผมด้วยสีหน้าเป็นทุกข์ “นี่” เขาว่า “ผมดูเหมือนคนประสาท บ้า หรือวิกลจริตหรือเปล่า เรย์ ช่วยบอกผมทีเถอะว่า ไม่เลย”
“ไม่เลย ไม่เลยสักนิด” ผมบอก “ดีใจได้ ว่าแต่ตอนนี้นายทำอะไรอยู่ล่ะ ครั้งสุดท้ายที่ได้ข่าวคือ นายเรียนจบแล้ว”
“ครับ ตอนนี้ผมเป็นเซลส์แมนขายฮาร์ดแวร์ ขายปลีก ผมหมายถึงเคยเป็นน่ะครับ แต่สงครามกับอะไรต่อมิอะไร ทำให้ไม่ดีเท่าไหร่”
“แย่หน่อยนะ” ผมว่า
“ก็ดีเหมือนกันครับ เดินมากๆ แล้วเจ็บเท้า เท้าผมไม่ค่อยดีเท่าไหร่” เขาถอนใจยาว “นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ผมถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 4-F ไม่ต้องถูกเกณฑ์ทหารด้วย นั่น แล้วก็น้ำหนักตัวผม..เกี่ยวกับหัวใจน่ะครับ แต่ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง”
“อืม” ผมรับฟัง “ว่าแต่ตอนนี้ นายมีเรื่องอื่นอีกรึ”
* * * * *
ตาของเขามีแววกังวลอีกครั้ง “ผมจะเล่าให้ฟัง” เขาว่า “ผมมาที่นี่ก็เพราะเรื่องนี้แหละ” เขากลืนน้ำลาย “ทำใจดีๆ นะ” เขาบอก “คุณคงช็อกถ้าได้ยิน เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่ออาทิตย์ก่อน จู่ๆ ก็เหมือนสายฟ้าฟาดตู้มลงมาเลย ไม่มีอะไรเตือนล่วงหน้า แต่ผมไม่ได้เป็นอะไรนะ สาบานได้”
“เรื่องอะไรรึ”
“ตอนนั้นผมนั่งอยู่ข้างหน้าต่างในห้องของผมที่หอพัก” น้ำเสียงของเขาฟังเคร่งเครียดเหมือนไม่อยากเชื่อแบบเดียวกับเวลาคนเล่าเรื่องผี “จู่ๆ ผมก็ไม่เป็นตัวของตัวเอง คือ ผมยังนั่งอยู่ที่เก้าอี้ ผมรู้ตัว แต่ขณะเดียวกันก็กำลังเดินผ่านหน้าต่างผมไปบนถนนด้วย”
“นายอะไรนะ”
“ผู้ชายคนหนึ่งเดินผ่านหน้าต่างห้องผม” เขาพูดซ้ำเนือยๆ “ผมไม่เคยรู้จักเขาเลย..แต่ผมกังวลว่าจะกลับบ้านสายและถูกภรรยาผมอาละวาด ผมเป็นคนกลัวเมียมาก กลัวหัวหดตดหายเลย เข้าใจไหมครับ”
“ไม่อะ ไม่เข้าใจ” ผมบอก
เขาโบกมืออ้วนใหญ่เหมือนสิ้นหวัง “อย่างที่ผมบอกนั่นแหละ เรย์ คุณคงคิดว่าผมบ้าไปแล้ว นี่แหละ เหตุผลที่ผมไม่ไปหาหมอ เพราะหมอคงจับผมยังเข้าหลังคาแดงหรือโรงพยาบาลบ้าที่ไหนสักแห่ง” เขายื่นมือมาจับแขนผม “คุณต้องเชื่อผมนะเรย์ เอาล่ะ ผมทำให้คุณดูได้ ง่ายมากเลย”
“จริงรึ” ผมว่า
“ครับ คือ ดูเหมือน จิต อีโก อิด ตัวตน หรืออะไรทำนองนั้นของผมไม่ยอมอยู่ในร่างผมอีก มัน..มันอยากออกมาเดิน..”
“ฉันขอทวนที่นายพูดหน่อยนะ ว่าฉันเข้าใจถูกไหม” ผมแทรกขึ้น “นายบอกว่าจู่ๆ นายก็เข้าไปครอบครองร่างกายและจิตใจของชายแปลกหน้าที่เดินอยู่บนถนนข้างล่าง..”
“โอ้ ใช่เลย! ครอบครอง! คำนี้เลยครับ เรย์ คือผมรู้ด้วยว่าเขาเองก็งงๆ อยู่เหมือนกัน..ที่ผมเข้าไปครอบครองเขาน่ะ มันเหมือนกับว่าเขาไม่พอใจอยู่หนึ่งหรือสองวินาที จากนั้นก็เหมือนกับว่าเขานิ่งไป และผมเข้าไปควบคุม..”
“แล้วนายทำยังไง หมายความว่า..นายทำอะไรกับเขาน่ะ”
“อึม คือ ผมตัดสินใจว่าจะไม่กลับไปหาภรรยาผม เอ้อ..ผมหมายถึงภรรยาเขาน่ะครับ”
ผมได้แต่พยักหน้า
“แล้วผมก็ตัดสินใจเดินเข้าไปในร้านบาร์แอนด์กริลล์ สั่งวิสกีมาเดิม ช่าง

ภรรยาเขา”
“แล้ว?” ผมถาม
“แล้วผมก็เริ่มเบลอ แล้วก็เหมือนกับว่าผมนั่งเล่าความในใจของผมเกี่ยวกับคุณภรรยาให้เขาฟัง” เขายิ้มเจ้าเล่ห์ “จากนั้นผมก็..คือผมรู้สึกว่าอย่าไปยุ่งกับเรื่องชาวบ้านดีกว่าเดี๋ยวจะเดือดร้อน แล้วผมก็ เออ..ถอนตัวออกมา”
“ถอนตัว?”
“ผมคืนร่างหมอนั่นกลับให้เขาน่ะ” พอร์กียักไหล่ “จะทำอะไรได้อีกล่ะ ผมกระชากตัวกลับมาที่ร่างตัวเอง—ตัวที่นั่งอยู่ข้างหน้าต่างน่ะครับ”
ผมอึ้ง พูดอะไรไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง ผมเคยเจอเรื่องประหลาดแบบนี้มากมาย แต่มันอยู่บนแผ่นกระดาษเท่านั้น ตอนนี้ผมเจอของจริงเข้าแล้ว และรู้สึกขนลุกขึ้นมาหน่อยๆ เพราะผมรู้ว่าพอร์กีพูดความจริง ผมไม่สงสัยเลย เขาเองก็ตกใจจนทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน
“นายบอกว่านายทำอะไรแบบนี้ได้ทุกเมื่อเลยใช่ไหม” ผมพูดขึ้นในที่สุด
“ครับ ใช่ และนั่นแหละคือปัญหา เพราะบางครั้งมันเกิดขึ้นโดยผมไม่ได้ตั้งใจ อย่างตอนที่ผมสัปหงก ครึ่งหลับครึ่งตื่น แล้วจู่ๆ ผมก็รู้สึกว่าผมเข้าไปในร่างคนอื่น เมื่อคืนผมเพิ่งมีเรื่องมาเอง”
เขารอให้ผมถามว่าเรื่องอะไร แต่ผมได้แต่นั่งจ้องเขา
“คือ..ดูเหมือนผู้ชายกับผู้หญิงที่อยู่ห้องข้างบนจะทะเลาะกันอย่างรุนแรง” เขาเล่าต่อ “ผมได้ยินชัดเจนเลย แล้วก็ไม่รู้ว่าอะไรเข้าสิง จู่ๆ ผมก็ตัดสินใจเข้าข้างภรรยาเขา เธอเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ แต่พอผมเข้าไปครอบครองตัวเธอ คือว่าปกติเธอเป็นคนหงิมๆ กลัวไอ้ผัวตัวยักษ์ที่ชอบตบตีเธอหงอ แล้วจู่ๆ ทุกอย่างก็กลับตาลปัตร..” พอร์กียิ้มอย่างอ่อนใจ “ผมไม่รู้จะอธิบายยังไงดี..”
“ฉันคิดว่าฉันเข้าใจนะ เล่าต่อสิ”
“อึม ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้ชกผัวไปสองสามหมัด ทำเอาตาผัวงงไปเลย..”
“ก็คิดว่าน่าจะเป็นอย่างนั้นแหละ” ผมออกความเห็น
“และตอนที่เขาจะชกเธอกลับนั่นเอง..”
“นายก็ถอนตัว?”
“ครับ ใช่แล้ว และนี่แหละที่ทำให้ผมกังวล เรย์ ไม่ใช่กังวลกับตัวเองเท่านั้นนะ คือ..เรื่องห่าที่เกิดขึ้นนี่ อาจทำให้คนอื่นเดือดร้อนน่ะ คุณเข้าใจนะ”
“ผมเข้าใจ” ผมเห็นด้วย “อย่างเรื่อง..ตาผัวกลัวเมียนั่นที่เมากลับบ้าน”
“นั่นแหละครับ ใช่เลย” พอร์กียังจับแขนผมอยู่ และมือเขาสั่นนิดๆ “เรย์ คนเราไม่น่าจะทำอะไรแบบนี้ได้ มันไม่ปกติ คุณว่าไหม”
“ใช่” ผมยอมรับ “ไม่ปกติแน่นอน ว่าแต่นายไม่ได้ป่วยใช่ไหม พอร์กี นายไม่มีปัญหาอะไร..เออ..นอกจากเรื่องนี้ใช่ไหม”
“ไม่มีครับ จริงๆ ถ้าผมไม่ได้กลัวขนาดนี้ผมก็รู้สึกปกติดีนะ” ตัวของเขาสั่นเทิ้ม “แล้วนี่ผมจะทำยังไงดี อยากให้ผมทำให้ดูไหมว่ามันเป็นยังไง มันไม่ยากเลย คุณมาที่หน้าต่างนี่สิ แล้วมองลงไปข้างล่าง เลือกเลย คนไหนก็ได้”
* * * * *
เรื่องแปล: ชายผู้กอบกู้นิวยอร์ก
ชายผู้กอบกู้นิวยอร์ก - นรา สุภัคโรจน์ แปลและเรียบเรียง
THE MAN WHO SAVED NEW YORK
ชายผู้กอบกู้นิวยอร์ก
เรย์ คัมมิงส์
เรื่องราวการกอบกู้มหานครนิวยอร์ก
ให้รอดจากความพินาศในสงครามโลกครั้งที่สอง
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แน่นอน อย่างที่พวกคุณรู้นั่นแหละ ชื่อของผมไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับไอ้ยักษ์เขียวที่สร้างความแตกตื่นไปทั่ว หนังสือพิมพ์หรือวิทยุไม่เคยเอ่ยถึงผม หรือลิสเบธ หรือบอลดี หรือแม้แต่พอร์กี เจ็งค์ส ก็พวกเขาจะรู้ได้อย่างไรล่ะ ในเมื่อเราพยายามทำทุกอย่างเงียบเชียบที่สุด ไม่ใช่เพราะพวกเราเป็นคนขี้อายหรอกนะ ความจริงแล้วหากจะมีใครเอ่ยถึงพวกเรา เราก็ไม่ขัดข้อง แต่คงไม่ดีแน่หากหนังสือพิมพ์หรือวิทยุจะป่าวร้องว่าพวกเราเป็นว่าที่คนไข้ชั้นยอดสำหรับโรงพยาบาลบ้า ด้วยเหตุนี้เจ้ายักษ์เขียวที่เดินลุยทะเลอยู่แถวแซนดีฮุคจึงยังคงเป็นสิ่งลึกลับอยู่ ใช่ว่าผมจะอธิบายได้หรอกนะว่าไอ้ยักษ์เขียวนั่นคืออะไร มาจากไหน ผมก็ไม่รู้พอกับทุกคนนั่นแหละ แต่เรื่องของเรื่องก็คือ ถ้าไม่ใช่เพราะผมแล้ว ไอ้ยักษ์เขียวก็คงไม่ปรากฏขึ้น
ผมเล่าความจริงให้ฟังได้ แต่คิดว่าน่าจะปลอดภัยกว่าถ้ามันจะออกมาในรูปนิยาย พวกคุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่
เรื่องนี้ยังมีอีกมุม ความจริงพวกเราน่าจะชนะสงครามไปแล้ว ถ้าลิสเบธไม่ได้ทำพังเสียก่อน ฮิตเลอร์น่าจะโดนขยี้แหลกราญไปแล้ว และทุกอย่างคงจบลงด้วยดี ผมวางแผนการไว้พร้อม แต่ลิสเบธดันทำเสียเรื่อง ผมเสียใจด้วยที่เรื่องเป็นอย่างนี้ แต่เดี๋ยวคุณจะพบว่าผมทำอะไรไม่ได้เลยจริงๆ
เรื่องประหลาดนี้เกิดขึ้นในฤดูใบไม้ผลิปีก่อน บ่ายวันนั้นอากาศค่อนข้างร้อน ผมกำลังนั่งคิดแผนการบางอย่างอยู่ในห้องทำงานตอนที่พอร์กี เจ็งค์สมาหา ผมเคยสนิทกับเขา แต่เราไม่ได้เจอกันมาสองสามปีแล้ว เขาเป็นคนหนุ่มอัธยาศัยดี หัวเราะง่าย ซึ่งทำให้ผมคิดว่าที่เขาอ้วนปุ้กก็เพราะความเป็นคนอารมณ์ดีนี่แหละ ทว่าพอร์กีที่เข้ามาหาผมวันนั้นเป็นคนละคนกับที่ผมเคยรู้จักเลย เขาแทรกตัวลงนั่งบนเก้าอี้นวมตัวเดียวที่ผมมี แล้วทิ้งตัวลงบนพนักอย่างเหนื่อยอ่อน เสื้อผ้าที่ใส่ยับยู่ยี่เหมือนใส่นอนมาเมื่อคืน คอเสื้อเหี่ยวๆ ชื้นเหงื่อแนบกับคออ้วนเตอะ ผมสีทรายบาง ๆ ลีบติดหน้าผากชุ่มเหงื่อ เขาดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาซับหน้า ตาสีฟ้าซีดมองผมด้วยความกังวล
“ไง พอร์กี ดีใจที่ได้เจอ” ผมทัก “เป็นไงบ้าง”
“แย่มากเลยครับ” เขาตอบ และพยายามหัวเราะตามนิสัย ทว่าออกมาได้แค่รอยยิ้มเนือยๆ “มีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับผมครับ เรย์ บางอย่างที่เลวร้ายมาก นี่แหละผมถึงมาหา เพราะเห็นว่าคุณเป็นผู้รอบรู้เรื่องแปลกประหลาด พิลึกพิลั่น เหลือเชื่อทั้งหลาย”
“โอ้” ผมอุทาน
เขามองผมด้วยสีหน้าเป็นทุกข์ “นี่” เขาว่า “ผมดูเหมือนคนประสาท บ้า หรือวิกลจริตหรือเปล่า เรย์ ช่วยบอกผมทีเถอะว่า ไม่เลย”
“ไม่เลย ไม่เลยสักนิด” ผมบอก “ดีใจได้ ว่าแต่ตอนนี้นายทำอะไรอยู่ล่ะ ครั้งสุดท้ายที่ได้ข่าวคือ นายเรียนจบแล้ว”
“ครับ ตอนนี้ผมเป็นเซลส์แมนขายฮาร์ดแวร์ ขายปลีก ผมหมายถึงเคยเป็นน่ะครับ แต่สงครามกับอะไรต่อมิอะไร ทำให้ไม่ดีเท่าไหร่”
“แย่หน่อยนะ” ผมว่า
“ก็ดีเหมือนกันครับ เดินมากๆ แล้วเจ็บเท้า เท้าผมไม่ค่อยดีเท่าไหร่” เขาถอนใจยาว “นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ผมถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 4-F ไม่ต้องถูกเกณฑ์ทหารด้วย นั่น แล้วก็น้ำหนักตัวผม..เกี่ยวกับหัวใจน่ะครับ แต่ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง”
“อืม” ผมรับฟัง “ว่าแต่ตอนนี้ นายมีเรื่องอื่นอีกรึ”
ตาของเขามีแววกังวลอีกครั้ง “ผมจะเล่าให้ฟัง” เขาว่า “ผมมาที่นี่ก็เพราะเรื่องนี้แหละ” เขากลืนน้ำลาย “ทำใจดีๆ นะ” เขาบอก “คุณคงช็อกถ้าได้ยิน เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่ออาทิตย์ก่อน จู่ๆ ก็เหมือนสายฟ้าฟาดตู้มลงมาเลย ไม่มีอะไรเตือนล่วงหน้า แต่ผมไม่ได้เป็นอะไรนะ สาบานได้”
“เรื่องอะไรรึ”
“ตอนนั้นผมนั่งอยู่ข้างหน้าต่างในห้องของผมที่หอพัก” น้ำเสียงของเขาฟังเคร่งเครียดเหมือนไม่อยากเชื่อแบบเดียวกับเวลาคนเล่าเรื่องผี “จู่ๆ ผมก็ไม่เป็นตัวของตัวเอง คือ ผมยังนั่งอยู่ที่เก้าอี้ ผมรู้ตัว แต่ขณะเดียวกันก็กำลังเดินผ่านหน้าต่างผมไปบนถนนด้วย”
“นายอะไรนะ”
“ผู้ชายคนหนึ่งเดินผ่านหน้าต่างห้องผม” เขาพูดซ้ำเนือยๆ “ผมไม่เคยรู้จักเขาเลย..แต่ผมกังวลว่าจะกลับบ้านสายและถูกภรรยาผมอาละวาด ผมเป็นคนกลัวเมียมาก กลัวหัวหดตดหายเลย เข้าใจไหมครับ”
“ไม่อะ ไม่เข้าใจ” ผมบอก
เขาโบกมืออ้วนใหญ่เหมือนสิ้นหวัง “อย่างที่ผมบอกนั่นแหละ เรย์ คุณคงคิดว่าผมบ้าไปแล้ว นี่แหละ เหตุผลที่ผมไม่ไปหาหมอ เพราะหมอคงจับผมยังเข้าหลังคาแดงหรือโรงพยาบาลบ้าที่ไหนสักแห่ง” เขายื่นมือมาจับแขนผม “คุณต้องเชื่อผมนะเรย์ เอาล่ะ ผมทำให้คุณดูได้ ง่ายมากเลย”
“จริงรึ” ผมว่า
“ครับ คือ ดูเหมือน จิต อีโก อิด ตัวตน หรืออะไรทำนองนั้นของผมไม่ยอมอยู่ในร่างผมอีก มัน..มันอยากออกมาเดิน..”
“ฉันขอทวนที่นายพูดหน่อยนะ ว่าฉันเข้าใจถูกไหม” ผมแทรกขึ้น “นายบอกว่าจู่ๆ นายก็เข้าไปครอบครองร่างกายและจิตใจของชายแปลกหน้าที่เดินอยู่บนถนนข้างล่าง..”
“โอ้ ใช่เลย! ครอบครอง! คำนี้เลยครับ เรย์ คือผมรู้ด้วยว่าเขาเองก็งงๆ อยู่เหมือนกัน..ที่ผมเข้าไปครอบครองเขาน่ะ มันเหมือนกับว่าเขาไม่พอใจอยู่หนึ่งหรือสองวินาที จากนั้นก็เหมือนกับว่าเขานิ่งไป และผมเข้าไปควบคุม..”
“แล้วนายทำยังไง หมายความว่า..นายทำอะไรกับเขาน่ะ”
“อึม คือ ผมตัดสินใจว่าจะไม่กลับไปหาภรรยาผม เอ้อ..ผมหมายถึงภรรยาเขาน่ะครับ”
ผมได้แต่พยักหน้า
“แล้วผมก็ตัดสินใจเดินเข้าไปในร้านบาร์แอนด์กริลล์ สั่งวิสกีมาเดิม ช่าง
“แล้ว?” ผมถาม
“แล้วผมก็เริ่มเบลอ แล้วก็เหมือนกับว่าผมนั่งเล่าความในใจของผมเกี่ยวกับคุณภรรยาให้เขาฟัง” เขายิ้มเจ้าเล่ห์ “จากนั้นผมก็..คือผมรู้สึกว่าอย่าไปยุ่งกับเรื่องชาวบ้านดีกว่าเดี๋ยวจะเดือดร้อน แล้วผมก็ เออ..ถอนตัวออกมา”
“ถอนตัว?”
“ผมคืนร่างหมอนั่นกลับให้เขาน่ะ” พอร์กียักไหล่ “จะทำอะไรได้อีกล่ะ ผมกระชากตัวกลับมาที่ร่างตัวเอง—ตัวที่นั่งอยู่ข้างหน้าต่างน่ะครับ”
ผมอึ้ง พูดอะไรไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง ผมเคยเจอเรื่องประหลาดแบบนี้มากมาย แต่มันอยู่บนแผ่นกระดาษเท่านั้น ตอนนี้ผมเจอของจริงเข้าแล้ว และรู้สึกขนลุกขึ้นมาหน่อยๆ เพราะผมรู้ว่าพอร์กีพูดความจริง ผมไม่สงสัยเลย เขาเองก็ตกใจจนทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน
“นายบอกว่านายทำอะไรแบบนี้ได้ทุกเมื่อเลยใช่ไหม” ผมพูดขึ้นในที่สุด
“ครับ ใช่ และนั่นแหละคือปัญหา เพราะบางครั้งมันเกิดขึ้นโดยผมไม่ได้ตั้งใจ อย่างตอนที่ผมสัปหงก ครึ่งหลับครึ่งตื่น แล้วจู่ๆ ผมก็รู้สึกว่าผมเข้าไปในร่างคนอื่น เมื่อคืนผมเพิ่งมีเรื่องมาเอง”
เขารอให้ผมถามว่าเรื่องอะไร แต่ผมได้แต่นั่งจ้องเขา
“คือ..ดูเหมือนผู้ชายกับผู้หญิงที่อยู่ห้องข้างบนจะทะเลาะกันอย่างรุนแรง” เขาเล่าต่อ “ผมได้ยินชัดเจนเลย แล้วก็ไม่รู้ว่าอะไรเข้าสิง จู่ๆ ผมก็ตัดสินใจเข้าข้างภรรยาเขา เธอเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ แต่พอผมเข้าไปครอบครองตัวเธอ คือว่าปกติเธอเป็นคนหงิมๆ กลัวไอ้ผัวตัวยักษ์ที่ชอบตบตีเธอหงอ แล้วจู่ๆ ทุกอย่างก็กลับตาลปัตร..” พอร์กียิ้มอย่างอ่อนใจ “ผมไม่รู้จะอธิบายยังไงดี..”
“ฉันคิดว่าฉันเข้าใจนะ เล่าต่อสิ”
“อึม ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้ชกผัวไปสองสามหมัด ทำเอาตาผัวงงไปเลย..”
“ก็คิดว่าน่าจะเป็นอย่างนั้นแหละ” ผมออกความเห็น
“และตอนที่เขาจะชกเธอกลับนั่นเอง..”
“นายก็ถอนตัว?”
“ครับ ใช่แล้ว และนี่แหละที่ทำให้ผมกังวล เรย์ ไม่ใช่กังวลกับตัวเองเท่านั้นนะ คือ..เรื่องห่าที่เกิดขึ้นนี่ อาจทำให้คนอื่นเดือดร้อนน่ะ คุณเข้าใจนะ”
“ผมเข้าใจ” ผมเห็นด้วย “อย่างเรื่อง..ตาผัวกลัวเมียนั่นที่เมากลับบ้าน”
“นั่นแหละครับ ใช่เลย” พอร์กียังจับแขนผมอยู่ และมือเขาสั่นนิดๆ “เรย์ คนเราไม่น่าจะทำอะไรแบบนี้ได้ มันไม่ปกติ คุณว่าไหม”
“ใช่” ผมยอมรับ “ไม่ปกติแน่นอน ว่าแต่นายไม่ได้ป่วยใช่ไหม พอร์กี นายไม่มีปัญหาอะไร..เออ..นอกจากเรื่องนี้ใช่ไหม”
“ไม่มีครับ จริงๆ ถ้าผมไม่ได้กลัวขนาดนี้ผมก็รู้สึกปกติดีนะ” ตัวของเขาสั่นเทิ้ม “แล้วนี่ผมจะทำยังไงดี อยากให้ผมทำให้ดูไหมว่ามันเป็นยังไง มันไม่ยากเลย คุณมาที่หน้าต่างนี่สิ แล้วมองลงไปข้างล่าง เลือกเลย คนไหนก็ได้”