แม่บ้านลูกพิการโอดพลาดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 3 ครั้งใน 9 ปี หลังมีชื่อถือครองที่ดินในเมืองคอน
.
.
ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังห้องเช่าภายในซอยลิเก ถนนพระยาศรีสุนทร 3 ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา พบกับ น.ส.สาคร อายุ 60 ปี อาชีพแม่บ้าน พร้อมด้วยนายสุทธินันท์ อายุ 40 ปี ลูกชายผู้พิการท่อนล่างจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อ 20 ปีก่อน ปัจจุบันไม่สามารถเดินได้และต้องนอนติดเตียงมีแผลกดทับขนาดใหญ่บริเวณสะโพก โดยน.ส.สาคร ต้องรับภาระเป็นหัวหน้าครอบครัวเพียงลำพัง หลังสามีเสียชีวิตมานานกว่า 10 ปีแล้ว
.
น.ส.สาคร เปิดเผยว่า ต้องการเรียกร้องสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลังถูกตัดสิทธิ์มาตั้งแต่ปี 2560 รวม 3 ครั้ง เป็นเวลานานกว่า 9 ปี เนื่องจากระบบตรวจสอบพบว่ามีชื่อถือครองที่ดินในอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เนื้อที่ประมาณ 3 ไร่กว่า โดยข้อมูลระบุทั้งชื่อ-นามสกุลและเลขบัตรประชาชนตรงกับของตนเอง แต่ยืนยันว่าไม่เคยมีญาติพี่น้อง ไม่เคยอาศัย และไม่เคยมีทรัพย์สินใด ๆ ในจังหวัดนครศรีธรรมราช เพราะตนเองเป็นชาวจังหวัดลำปาง สามีเป็นชาวนครสวรรค์ ก่อนย้ายมาทำงานที่จังหวัดฉะเชิงเทรา
.
หลังถูกปฏิเสธสิทธิ์ในครั้งแรกปี 2560 ได้ยื่นอุทธรณ์และพยายามตรวจสอบกับกรมที่ดิน แต่เจ้าหน้าที่แจ้งว่าต้องเดินทางไปดำเนินการที่จังหวัดนครศรีธรรมราชด้วยตนเองหรือมอบอำนาจให้ผู้อื่น ซึ่งตนไม่สามารถเดินทางไปได้ เนื่องจากต้องดูแลลูกชายที่พิการติดเตียง ต้องทำแผลกดทับทุกวัน อีกทั้งไม่มีเงินสำหรับค่าเดินทางไปยื่นอุทธรณ์ จึงปล่อยเรื่องเลยตามเลยไป จนมีการยื่นสิทธิ์ในรอบที่ 2 ตนเองไปยื่นสิทธิ์ที่ธนาคารกรุงไทย
.
แต่เมื่อเจ้าหน้าที่คีย์ข้อมูลก็พบว่า ตนเองถือครองทรัพย์สินที่ดินอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ ตนเองพยายามยื่นอุทธรณ์สิทธิ ว่าตนเองไม่มีทรัพย์สินดังกล่าวเลย แม้เงินช่วยเหลือจะมีเพียงเดือนละ 300 บาท ถือว่าเป็นเงินที่สำคัญกับตนเองมาก ปัจจุบันครอบครัวมีภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมากทั้งค่าห้องเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหารการกิน แผ่นรองซับของลูกชาย เครื่องมือการทำแผล ล้วนแต่เป็นค่าใช้จ่ายที่ตนเองต้องหาทั้งสิ้น การได้รับสวัสดิการดังกล่าวของรัฐ จะช่วยแบ่งเบาค่าครองชีพ ให้ตนเองและลูกชายในแต่ละเดือนได้
.
น.ส.สาคร ยืนยันว่า หากที่ดินดังกล่าวเป็นของตนจริง ก็พร้อมขายเพื่อนำเงินมารักษาและดูแลครอบครัว แต่เชื่อมั่นว่า ไม่เคยเป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าว และไม่เคยอยากได้ที่ดินที่ไม่ใช่ของตน แต่ตนเองอยากได้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนี้ ที่ตนเองควรได้ จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง แก้ไขข้อมูลที่คลาดเคลื่อน และคืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ เพราะตลอดระยะเวลากว่า 9 ปีที่ผ่านมา ต้องสูญเสียโอกาสได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ทั้งที่เป็นคนไทยและมีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ พร้อมย้ำว่า “ไม่ต้องการที่ดิน 3 ไร่ที่นครศรีธรรมราช แต่ต้องการเพียงสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ประชาชนคนไทยพึงได้รับ”
.
.
ยิ่งชีพ จำแนก 3 กลุ่มร่วมโกงเลือกส.ว. ชงไอเดีย รับบริจาค่าตอบแทน คนมีหลักฐาน เส้นเงิน
.
ยิ่งชีพ จำแนก 3 กลุ่มร่วมโกงเลือกส.ว. ชงไอเดีย รับบริจาค่าตอบแทน คนมีหลักฐาน เส้นเงิน
.
วันที่ 24 กรกฎาคม นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า
.
ในขบวนการโกงเลือกส.ว. ต้องมีคนเกี่ยวข้องด้วยหลายพันคน บางคนเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาที่ถูกจ้างเพื่อไปสมัครและไปโหวต อาจเรียกพวกเขาว่าพวก Voter หรือพวกไปส่งนาย ในจำนวนนี้มีทั้ง
.
1) ที่หัวใจภักดีทำงานรับใช้อย่างเข้มแข็ง
.
2) มีทั้งคนที่ไม่ได้คิดอะไร ทำๆไปตามที่ได้รับจ้าง
.
3) มีทั้งคนที่รู้ทั้งรู้ว่าสิ่งที่ทำไม่ถูกต้อง และรู้สึกผิดในใจอยู่
.
เท่าที่ทราบมาค่าตอบแทนของคนที่ต้องไปโหวต ราคาไม่เท่ากัน เช่น ใครที่ไปรอบแรกอย่างเดียวแล้วกลับบ้านก็อาจจะราคาถูกหน่อย ประมาณ 6000 ถึง 10,000 ไม่รวมค่าสมัคร 2500 ใครที่เข้ารอบประเทศก็อาจจะแพงหน่อย เช่น หนึ่งแสน ภาษาของพวกเขาตอนช่วงนั้นในขบวนการเรียกว่า “หนึ่งขีด” บางคนได้รับข้อเสนอห้าขีด บางคนได้รับข้อเสนอหนึ่งกิโล แต่สุดท้ายก็โดนเบี้ยวได้ประมาณคนละหนึ่งขีด
.
คนกลุ่มที่สามหลายคนได้ไปให้การไว้ในคดีแล้วและได้เปิดตัวต่อสาธารณะแล้ว แต่เชื่อว่ายังมีมีคนอีกมากที่ไม่ได้เปิดและยังไม่กล้า ถ้าท่านยังรู้สึกผิดแต่ท่านไม่กล้าออกหน้าเอง ขอให้ท่านทราบว่าส่งข้อมูลและพยานหลักฐานมาให้เราได้เสมอ เดี๋ยวเราหาวิธีเปิดให้ เอาแบบไม่ต้องมาถึงตัวท่านก็ได้
.
คนกลุ่มที่สอง น่าจะพอซื้อได้ด้วยเงิน ไม่ต้องคิดอะไรเยอะ ผมก็เลยกำลังมีไอเดียว่า อยากจะลองประกาศเชิญชวนคนกลุ่มนี้ ถ้าใครย้ายข้างมาอยู่ข้างความถูกต้อง กล้าเอาข้อมูลที่เกิดขึ้นมาเปิดเผยต่อสาธารณะ โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางการโอนเงินและบุคคลที่เกี่ยวข้อง ถ้าข้อมูลใหม่พอและมีคุณค่ามากพอ ก็พร้อมจะจ่ายค่าตอบแทนให้สักสองเท่าของที่เคยรับมา ถ้าเราทำแบบนี้และ มีคนช่วยกันแชร์มากพอคนโกงมันคงไปตามข่มขู่ปิดปากไม่หมดหรอก
.
อันนี้เป็นหลักฐานมาที่ได้มาโดยไม่ได้สวยงาม ต้องกลั่นกรองละเอียดหลายชั้นว่าเชื่อได้แค่ไหน ซึ่งหลักฐานก็ไม่จำเป็นต้องยื่นศาล ถ้ามันเห็นชัดเจนพอ ก็เอามาเปิดเผยให้ผู้คนตาสว่างมากขึ้นก็คุ้มแล้ว อันนี้ยังเป็นไอเดียอยู่ และเห็นพี่น้องถามมาเยอะว่าอยากบริจาคช่วยค่าเดินทางผมไปต่อสู้คดี ก็เลยแวะมาถามว่ามีคนมีเงินคนไหนอยากเห็นข้อมูลใหม่ๆ จากพยานไหมครับ ช่วยกันจ่ายไหมครับ เผื่อมีคนพร้อมจ่ายเยอะจะได้ข้อมูลมากมายมหาศาลเลยทีเดียว
.
จริงๆข้อมูลที่มีอยู่แล้วและกำลังรอวันเปิดก็มีอยู่อีกมาก ทำทันบ้างไม่ทันบ้าง แต่พอดีมีไอเดียโครงการนี้ ก็เลยลงมาโยนไว้ก่อน อันนี้ยังไม่เริ่มนะครับ ระดมความคิดเห็นก่อน ใครคิดยังไงกับไอเดียนี้บอกได้ ถ้าตกผลึกดีดีแล้ว พร้อมแล้วจะประกาศทางการบนเพจอีกทีครับ
.
.
.
ไฟใต้โหม รอมฎอน หนุนนายกฯ หนักแน่น-เดินหน้ากระบวนการสันติภาพ
.
ไฟใต้โหมนราธิวาส รอมฎอน มองเจ้าหน้าที่เป็นฝ่ายตั้งรับ สงครามยืดเยื้อทำให้เกิดภาวะล้า ส่วนผู้ก่อเหตุรุนแรง เป็นกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับความคืบหน้าของกระบวนการสันติภาพ หนุนนายกฯ หนักแน่น-เดินหน้า กระบวนการสันติภาพต่อไป
.
ความคืบหน้าหลังไฟใต้ปะทุ คนร้ายกราดยิง ขว้างไปป์บอมบ์ ทหารพลีชีพ 5 นาย ทางด้านนายรอมฎอน ปันจอร์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ใช้พื้นที่เฟซบุ๊กส่วนตัว ให้ความเห็นว่า ความรุนแรงที่นราธิวาสกับสัญญาณต่อต้านแนวทางการเมืองและกระบวนการสันติภาพ วันสองวันนี้ เกิดเหตุรุนแรงในนราธิวาสอีกระลอก ต้องขอแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ ทั้งกำลังพลและพลเรือนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งโดยตรง ขอส่งกำลังใจให้กับครอบครัวของผู้ที่สูญเสียทุกคนทุกนาย โดยเฉพาะเด็ก ๆ ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์
.
“ผมยังคงต้องยืนยันอีกครั้งว่า การใช้กำลัง ไม่ว่าจะกระทำโดยใครหรือฝ่ายใด นอกจากจะต้องได้รับการประณามแล้ว วิธีการเช่นนี้ไม่ใช่หนทางในการคลี่คลายความขัดแย้งที่เรามีมาเนิ่นนานข้ามชั่วรุ่น อีกทั้งยังต้องยืนยันด้วยว่าความรุนแรงไม่สามารถทำให้แต่ละฝ่ายบรรลุเป้าหมายของตนเองได้” นายรอมฎอน ระบุ
.
สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจในฐานะพนักงานสอบสวน ตนขอสนับสนุนการทำงานของพวกท่านในการรวบรวมพยานหลักฐานให้ชัดเจนและติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด อย่างไรก็ดี การทำงานตามอำนาจหน้าที่เช่นนี้ในสถานการณ์ความขัดแย้งนั้นไม่ง่าย เพราะแม้จะสรุปสำนวนคดีส่งอัยการได้ แต่ในเมื่อความขัดแย้งในภาพใหญ่นั้นเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม ซึ่งพร่องลงไปในระยะหลัง ก็ต้องยอมรับตรง ๆ ว่าเป็นความท้าทายอย่างมากจากข้อมูลเท่าที่มีในขณะนี้ ตนพอจะมีข้อสังเกต ดังนี้
.
เรื่องแรก เหตุการณ์คาร์บอมบ์หน้า สภ.ตันหยง (21 ก.ค.69) และเหตุการณ์กราดยิงด่านตรวจกลางตันหยงมัส (22 ก.ค.69) อาจสัมพันธ์กันหรือไม่ก็ได้ แต่ทั้ง 2 กรณี ชี้ให้เห็นขีดความสามารถในระดับยุทธวิธีของผู้ก่อเหตุ ในด้านกลับกันก็สะท้อนข้อจำกัดในเชิงยุทธวิธีของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นฝ่ายตั้งรับ ความจริงที่ยากจะยอมรับก็คือขีดความสามารถและความพร้อมของกำลังพลนั้นยังคงมีอยู่อย่างจำกัด การรับมือกับ “สงครามยืดเยื้อ” เช่นนี้ทำให้เกิดภาวะล้า ความจริงข้อนี้ผู้ที่อยู่ระดับผู้บังคับบัญชาน่าจะรู้ดี แต่คงยากที่จะยอมรับต่อสาธารณะ
.
ลองพิจารณาดูว่า “สถานีตำรวจ” และ “ด่านตรวจ” เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่างไร แต่กลับกลายเป็นเป้าโจมตีได้อีกในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่นับว่ากรณีของสถานีตำรวจตันหยงที่อยู่ใกล้เขตพระราชฐานนั้น จะส่งผลสะเทือนในทางสัญลักษณ์อย่างไร หากไม่มีการปรับเปลี่ยนจุดเน้นในระดับยุทธศาสตร์ของแนวทางการแก้ไขปัญหา ปัญหาในทางยุทธวิธีเช่นนี้ก็อาจจะยังคงดำรงอยู่ต่อไป
.
ในภาพใหญ่ เรากำลังเข้าสู่ปี 2570 ซึ่งยุทธศาสตร์ชาติเคยปักหมุดเอาไว้ว่าจะต้องมีการเปลี่ยนผ่านและถ่ายโอนภารกิจจากหน่วยงานพิเศษสู่หน่วยงานปกติ เหตุการณ์ความรุนแรงในลักษณะนี้ก่อคำถามว่าเรามีความพร้อมมากน้อยเพียงใด เป้าหมายที่เคยวางไว้ในช่วงรัฐบาลประยุทธ์จะบรรลุผลหรือไม่ ทิศทางใหญ่เช่นนี้จึงเป็นภารกิจของรัฐบาล นายกฯ อนุทิน และรัฐบาลสีน้ำเงินจะเอาอย่างไรต่อ
.
เรื่องที่ 2 ทำไมเหตุการณ์ในนราธิวาสถึงแรงขึ้น ตนเคยตั้งข้อสังเกตเอาไว้ก่อนหน้านี้ระยะหนึ่งแล้ว ในภาพรวมความรุนแรงเริ่มส่งสัญญาณเพิ่มสูงขึ้นมาในช่วง 2 ปีหลังมานี้ แต่สำหรับนราธิวาส การเผชิญหน้าโดยการใช้กำลังนั้นแตกต่างไปจากอีก 2-3 จังหวัดที่เหลือ เป็นไปได้อย่างมาก ว่าเป็นผลมาจากการสับเปลี่ยนกำลังของฝ่ายรัฐ โดยเฉพาะผู้นำหน่วยทหารในพื้นที่ แต่ก็ต้องประเมินการควบคุมกองกำลังของบีอาร์เอ็นในเขตนี้ และการเลือกใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือของกลุ่มการเมือง และอาชญากรรมอื่น ๆ ในท้องถิ่นด้วยเช่นกัน
.
ไม่นับว่าเหตุการณ์ลอบยิง สส. ก็เกิดขึ้นในจังหวัดนี้เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แม้จะเป็น “เหตุการณ์หนึ่ง” แต่ส่งผลสะเทือนในทางการเมืองและต่อความรู้สึกของผู้คนจำนวนมากในพื้นที่ เพราะมีข้อมูลว่าสัมพันธ์กับ “เจ้าหน้าที่รัฐ” จำนวนหนึ่ง
.
ด้วยเหตุนี้ เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่านราธิวาสเป็นจังหวัดที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง (ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) หนาแน่นที่สุด กล่าวคือมี 10 ใน 13 อำเภอที่มีการประกาศใช้ คิดเป็น 77% ของพื้นที่ ในขณะที่ปัตตานีและยะลา มีเพียง 42% และ 38% ตามลำดับ
JJNY : แม่บ้านลูกพิการโอด│ยิ่งชีพจำแนก│รอมฎอนหนุนหนักแน่น│โรมเสียใจเหตุรุนแรงใต้│หมอสุภัทรเปิดแชต│หุ้นเอเชียร่วงหนัก
.
น.ส.สาคร เปิดเผยว่า ต้องการเรียกร้องสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลังถูกตัดสิทธิ์มาตั้งแต่ปี 2560 รวม 3 ครั้ง เป็นเวลานานกว่า 9 ปี เนื่องจากระบบตรวจสอบพบว่ามีชื่อถือครองที่ดินในอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เนื้อที่ประมาณ 3 ไร่กว่า โดยข้อมูลระบุทั้งชื่อ-นามสกุลและเลขบัตรประชาชนตรงกับของตนเอง แต่ยืนยันว่าไม่เคยมีญาติพี่น้อง ไม่เคยอาศัย และไม่เคยมีทรัพย์สินใด ๆ ในจังหวัดนครศรีธรรมราช เพราะตนเองเป็นชาวจังหวัดลำปาง สามีเป็นชาวนครสวรรค์ ก่อนย้ายมาทำงานที่จังหวัดฉะเชิงเทรา
.
หลังถูกปฏิเสธสิทธิ์ในครั้งแรกปี 2560 ได้ยื่นอุทธรณ์และพยายามตรวจสอบกับกรมที่ดิน แต่เจ้าหน้าที่แจ้งว่าต้องเดินทางไปดำเนินการที่จังหวัดนครศรีธรรมราชด้วยตนเองหรือมอบอำนาจให้ผู้อื่น ซึ่งตนไม่สามารถเดินทางไปได้ เนื่องจากต้องดูแลลูกชายที่พิการติดเตียง ต้องทำแผลกดทับทุกวัน อีกทั้งไม่มีเงินสำหรับค่าเดินทางไปยื่นอุทธรณ์ จึงปล่อยเรื่องเลยตามเลยไป จนมีการยื่นสิทธิ์ในรอบที่ 2 ตนเองไปยื่นสิทธิ์ที่ธนาคารกรุงไทย
.
แต่เมื่อเจ้าหน้าที่คีย์ข้อมูลก็พบว่า ตนเองถือครองทรัพย์สินที่ดินอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ ตนเองพยายามยื่นอุทธรณ์สิทธิ ว่าตนเองไม่มีทรัพย์สินดังกล่าวเลย แม้เงินช่วยเหลือจะมีเพียงเดือนละ 300 บาท ถือว่าเป็นเงินที่สำคัญกับตนเองมาก ปัจจุบันครอบครัวมีภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมากทั้งค่าห้องเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหารการกิน แผ่นรองซับของลูกชาย เครื่องมือการทำแผล ล้วนแต่เป็นค่าใช้จ่ายที่ตนเองต้องหาทั้งสิ้น การได้รับสวัสดิการดังกล่าวของรัฐ จะช่วยแบ่งเบาค่าครองชีพ ให้ตนเองและลูกชายในแต่ละเดือนได้
.
น.ส.สาคร ยืนยันว่า หากที่ดินดังกล่าวเป็นของตนจริง ก็พร้อมขายเพื่อนำเงินมารักษาและดูแลครอบครัว แต่เชื่อมั่นว่า ไม่เคยเป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าว และไม่เคยอยากได้ที่ดินที่ไม่ใช่ของตน แต่ตนเองอยากได้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนี้ ที่ตนเองควรได้ จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง แก้ไขข้อมูลที่คลาดเคลื่อน และคืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ เพราะตลอดระยะเวลากว่า 9 ปีที่ผ่านมา ต้องสูญเสียโอกาสได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ทั้งที่เป็นคนไทยและมีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ พร้อมย้ำว่า “ไม่ต้องการที่ดิน 3 ไร่ที่นครศรีธรรมราช แต่ต้องการเพียงสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ประชาชนคนไทยพึงได้รับ”
.
ความคืบหน้าหลังไฟใต้ปะทุ คนร้ายกราดยิง ขว้างไปป์บอมบ์ ทหารพลีชีพ 5 นาย ทางด้านนายรอมฎอน ปันจอร์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ใช้พื้นที่เฟซบุ๊กส่วนตัว ให้ความเห็นว่า ความรุนแรงที่นราธิวาสกับสัญญาณต่อต้านแนวทางการเมืองและกระบวนการสันติภาพ วันสองวันนี้ เกิดเหตุรุนแรงในนราธิวาสอีกระลอก ต้องขอแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ ทั้งกำลังพลและพลเรือนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งโดยตรง ขอส่งกำลังใจให้กับครอบครัวของผู้ที่สูญเสียทุกคนทุกนาย โดยเฉพาะเด็ก ๆ ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์
.
“ผมยังคงต้องยืนยันอีกครั้งว่า การใช้กำลัง ไม่ว่าจะกระทำโดยใครหรือฝ่ายใด นอกจากจะต้องได้รับการประณามแล้ว วิธีการเช่นนี้ไม่ใช่หนทางในการคลี่คลายความขัดแย้งที่เรามีมาเนิ่นนานข้ามชั่วรุ่น อีกทั้งยังต้องยืนยันด้วยว่าความรุนแรงไม่สามารถทำให้แต่ละฝ่ายบรรลุเป้าหมายของตนเองได้” นายรอมฎอน ระบุ
.
สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจในฐานะพนักงานสอบสวน ตนขอสนับสนุนการทำงานของพวกท่านในการรวบรวมพยานหลักฐานให้ชัดเจนและติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด อย่างไรก็ดี การทำงานตามอำนาจหน้าที่เช่นนี้ในสถานการณ์ความขัดแย้งนั้นไม่ง่าย เพราะแม้จะสรุปสำนวนคดีส่งอัยการได้ แต่ในเมื่อความขัดแย้งในภาพใหญ่นั้นเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม ซึ่งพร่องลงไปในระยะหลัง ก็ต้องยอมรับตรง ๆ ว่าเป็นความท้าทายอย่างมากจากข้อมูลเท่าที่มีในขณะนี้ ตนพอจะมีข้อสังเกต ดังนี้
.
เรื่องแรก เหตุการณ์คาร์บอมบ์หน้า สภ.ตันหยง (21 ก.ค.69) และเหตุการณ์กราดยิงด่านตรวจกลางตันหยงมัส (22 ก.ค.69) อาจสัมพันธ์กันหรือไม่ก็ได้ แต่ทั้ง 2 กรณี ชี้ให้เห็นขีดความสามารถในระดับยุทธวิธีของผู้ก่อเหตุ ในด้านกลับกันก็สะท้อนข้อจำกัดในเชิงยุทธวิธีของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นฝ่ายตั้งรับ ความจริงที่ยากจะยอมรับก็คือขีดความสามารถและความพร้อมของกำลังพลนั้นยังคงมีอยู่อย่างจำกัด การรับมือกับ “สงครามยืดเยื้อ” เช่นนี้ทำให้เกิดภาวะล้า ความจริงข้อนี้ผู้ที่อยู่ระดับผู้บังคับบัญชาน่าจะรู้ดี แต่คงยากที่จะยอมรับต่อสาธารณะ
.
ลองพิจารณาดูว่า “สถานีตำรวจ” และ “ด่านตรวจ” เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่างไร แต่กลับกลายเป็นเป้าโจมตีได้อีกในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่นับว่ากรณีของสถานีตำรวจตันหยงที่อยู่ใกล้เขตพระราชฐานนั้น จะส่งผลสะเทือนในทางสัญลักษณ์อย่างไร หากไม่มีการปรับเปลี่ยนจุดเน้นในระดับยุทธศาสตร์ของแนวทางการแก้ไขปัญหา ปัญหาในทางยุทธวิธีเช่นนี้ก็อาจจะยังคงดำรงอยู่ต่อไป
.
ในภาพใหญ่ เรากำลังเข้าสู่ปี 2570 ซึ่งยุทธศาสตร์ชาติเคยปักหมุดเอาไว้ว่าจะต้องมีการเปลี่ยนผ่านและถ่ายโอนภารกิจจากหน่วยงานพิเศษสู่หน่วยงานปกติ เหตุการณ์ความรุนแรงในลักษณะนี้ก่อคำถามว่าเรามีความพร้อมมากน้อยเพียงใด เป้าหมายที่เคยวางไว้ในช่วงรัฐบาลประยุทธ์จะบรรลุผลหรือไม่ ทิศทางใหญ่เช่นนี้จึงเป็นภารกิจของรัฐบาล นายกฯ อนุทิน และรัฐบาลสีน้ำเงินจะเอาอย่างไรต่อ
.
เรื่องที่ 2 ทำไมเหตุการณ์ในนราธิวาสถึงแรงขึ้น ตนเคยตั้งข้อสังเกตเอาไว้ก่อนหน้านี้ระยะหนึ่งแล้ว ในภาพรวมความรุนแรงเริ่มส่งสัญญาณเพิ่มสูงขึ้นมาในช่วง 2 ปีหลังมานี้ แต่สำหรับนราธิวาส การเผชิญหน้าโดยการใช้กำลังนั้นแตกต่างไปจากอีก 2-3 จังหวัดที่เหลือ เป็นไปได้อย่างมาก ว่าเป็นผลมาจากการสับเปลี่ยนกำลังของฝ่ายรัฐ โดยเฉพาะผู้นำหน่วยทหารในพื้นที่ แต่ก็ต้องประเมินการควบคุมกองกำลังของบีอาร์เอ็นในเขตนี้ และการเลือกใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือของกลุ่มการเมือง และอาชญากรรมอื่น ๆ ในท้องถิ่นด้วยเช่นกัน
.
ไม่นับว่าเหตุการณ์ลอบยิง สส. ก็เกิดขึ้นในจังหวัดนี้เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แม้จะเป็น “เหตุการณ์หนึ่ง” แต่ส่งผลสะเทือนในทางการเมืองและต่อความรู้สึกของผู้คนจำนวนมากในพื้นที่ เพราะมีข้อมูลว่าสัมพันธ์กับ “เจ้าหน้าที่รัฐ” จำนวนหนึ่ง
.
ด้วยเหตุนี้ เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่านราธิวาสเป็นจังหวัดที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง (ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) หนาแน่นที่สุด กล่าวคือมี 10 ใน 13 อำเภอที่มีการประกาศใช้ คิดเป็น 77% ของพื้นที่ ในขณะที่ปัตตานีและยะลา มีเพียง 42% และ 38% ตามลำดับ