ศิวายะ นะมะหะ ขอความนอบน้อมจงมีแด่พระศิวะผู้เป็นเจ้าณ บัดนี้ จะได้แสดงธรรมเทศนา ชี้แจงแสดงเหตุผลตามหลักแห่ง "ไศวาคม" และวิถีทางของ "ไศวนิกาย" เพื่อจำแนกแจกแจงข้อวัตรปฏิบัติ และชี้ให้เห็นถึงความผิดเพี้ยนในการแสดงตนของฆราวาสผู้มีนามว่า "เบียร์ คนตื่นธรรม" เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติ และเป็นดวงประทีปส่องใจให้แก่ศาสนิกชนผู้แสวงหาทางหลุดพ้นที่แท้จริงท่านสาธุชนผู้ศรัทธาในองค์พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย การที่บุคคลผู้หนึ่งลุกขึ้นมาประกาศตนเป็นผู้ชี้ทางโลก ชี้ทางธรรม แล้วใช้ วาจากระโชกโฮกฮาก ดุดัน ด่าทอ และเต็มไปด้วยโทสจริต โดยอ้างว่าทำไปเพื่อปลุกมวลชนให้ตื่นจากความงมงายนั้น หากเราน้อมนำหลักปรัชญาอันลึกซึ้งขององค์พระศิวะลงมาจับ จะพบความผิดพลาดคลาดเคลื่อนอันเป็นเมฆหมอกบดบังปัญญาอยู่ถึง 5 ประการใหญ่ ขอให้ท่านทั้งหลายจงสดับฟังโดยแยบคายเทอญ
ประการที่ ๑ : วาจาอันกระด้าง ผิดต่อ "ตบะ" และ "วจีสุจริต" ของชาวไศวะในคัมภีร์ไศวะทุกสำนัก ปราชญ์โบราณต่างยกย่องว่า "วาจา" คือสิ่งสะท้อนความบริสุทธิ์ของจิตใจ ผู้ที่บำเพ็ญตบะและเข้าถึงกระแสธรรมแห่งพระศิวะ จะต้องเป็นผู้ที่สงบระงับซึ่งกิเลสภายนอก มีความสำรวมในถ้อยคำ การที่นายเบียร์ใช้คำหยาบคาย ตะคอกดุดัน สะใจผู้ฟัง ย่อมแสดงให้เห็นชัดว่า "จิตยังถูกครอบงำด้วยโทสมะละ" (สิ่งสกปรกคือความโกรธ) พระศิวะทรงเป็น "มหากรุณิกะ" ผู้ทรงความเมตตาอันล้นพ้น พระองค์ทรงดับไฟใต้โลกด้วยน้ำพระคงคาอันเย็นฉ่ำ การสอนธรรมที่แท้จริงจึงต้องดับไฟความงมงายด้วยน้ำแห่งปัญญาและเมตตา ไม่ใช่การสาดน้ำมันแห่งความเกลียดชังและการด่าทอเข้าใส่กัน
ประการที่ ๒ : การทำลายวิถีแห่ง "ภักติ" และการดูหมิ่นเทวรูปนายเบียร์มักกล่าวอ้างเหมารวมว่า การกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ การบูชาเทวรูป และการขอพรเทพเจ้าเป็นเรื่องไร้สาระ โง่เขลา และงมงาย นี่คือ ความผิดพลาดอันใหญ่หลวงในทางเทววิทยาฮินดู เพราะในไศวนิกาย เทวรูปหรือศิวลึงค์ไม่ได้เป็นเพียงก้อนหินหรือเนื้อปูน แต่คือ "อารฺจาอวตาร" คือรูปสัณฐานที่องค์พระศิวะทรงอนุญาตให้ปรากฏเพื่อเป็นสื่อน้อมนำจิตของมนุษย์ให้เข้าสู่ความสงบ การปฏิเสธพิธีบูชาและการอ้อนวอนอย่างสิ้นเชิง ถือเป็นการทำลาย "ภักติมาร์ค" (เส้นทางแห่งความรักอันบริสุทธิ์ต่อพระเจ้า) ซึ่งเป็นบันไดขั้นสำคัญที่ช่วยขัดเกลาจิตใจของปุถุชนให้ละวางจากความเห็นแก่ตัว
ประการที่ ๓ : การปฏิเสธ "กริยาประกอบพิธีกรรม" โดยขาดความเข้าใจเชิงลึกฆราวาสผู้นี้ชี้หน้าตัดสินว่าพิธีกรรมทั้งหลายเป็นสิ่งมอมเมา แต่ในศาสตร์แห่งไศวะนั้น "กริยา" (Rituals) คือ 1 ใน 4 เสาหลักของการหลุดพ้น การสรงน้ำพระศิวะ การถวายเครื่องหอม การจุดไฟอารตี มิใช่การทำเพื่อความโลภหรือการขอหวย แต่เป็น "จิตวิทยาขั้นสูง" ที่ใช้สิ่งที่เป็นรูปธรรมภายนอกมาขัดเกลานามธรรมภายใน การที่นายเบียร์ผลักไสพิธีกรรมทั้งหมดทิ้ง ย่อมเป็นการปิดกั้นโอกาสของผู้ที่ยังตั้งไข่ทางจิตวิญญาณ ถือเป็นการแสดงออกที่เต็มไปด้วย "อัตตาและโอหังทางปัญญายิ่งนัก
ประการที่ ๔ : การตั้งตนเป็นคุรุ โดยไม่มี "คุรุปรมปราย" (สายธรรมอันถูกต้อง)ทางแห่งไศวนิกายให้ความสำคัญกับ "คุรุปรมปราย" หรือสายการสืบทอดธรรมะจากอาจารย์สู่ศิษย์ที่ไม่มีวันขาดสาย นับย้อนไปจนถึงองค์พระศิวะทักษิณามูรติ ผู้สอนธรรมต้องผ่านพิธี "ทีกษา" เพื่อรับพลังงานอันบริสุทธิ์และเพื่อทำลาย "อาณวมะละ" (ความหลงตนว่าเป็นใหญ่) แต่นายเบียร์เป็นฆราวาสที่ตีความธรรมะตามอัตโนมัติของตนเอง ไม่มีรากแก้ว ไม่มีครูบาอาจารย์คอยกำราบอัตตา เมื่อสอนธรรมะด้วยจิตที่ไม่มีเครื่องเหนี่ยวรั้ง จึงกลายเป็นการเผยแพร่ธรรมะที่ปนเปื้อนไปด้วยทิฐิส่วนตัวชักนำผู้คนให้หลงทางได้ง่าย
ประการที่ ๕ : การติดใน "สภาวะปฏิเสธโลก" ขัดต่อพลังงานแห่ง "พระศักติ"หลักปรัชญาชั้นสูงอย่างกัศมีร์ไศวนิกายสอนว่า โลกใบนี้คือภาพสะท้อนอันงดงามของพระศิวะและพระศักติร่วมกัน ทุกสิ่งในจักรวาลมีความศักดิ์สิทธิ์ในตัวเอง แต่วิธีการสอนของนายเบียร์มักนำพาผู้ฟังไปสู่ความหดหู่ ความชิงชังโลก และการมองทุกอย่างในแง่ลบเพื่อสลัดตัดทิ้ง ซึ่งขัดต่อหลักการตระหนักรู้ที่ว่า "ตัวเราและโลกคือเนื้อเดียวกับพระผู้เป็นเจ้า" การมีชีวิตอยู่ตามวิถีไศวะที่แท้จริงคือการใช้ชีวิตด้วยความเบิกบาน ตระหนักรู้ และนอบน้อมต่อพลังงานของจักรวาล ไม่ใช่การก่นด่าโลกด้วยความอึดอัดขัดเคืองใจ
แม้ว่าเจตนาส่วนหนึ่งของนายเบียร์ จะเป็นการห้ามปรามไม่ให้ผู้คนตกเป็นเหยื่อของร่างทรงกำมะลอหรือมิจฉาชีพสายมู ซึ่งเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ในทางสังคม แต่หากมองในมุมของจิตวิญญาณและเทววิทยาไศวนิกายแล้ว "วิธีการและหลักคิด" ของเขา มีจุดผิดพลาดที่รุนแรงในการใช้วาจาที่เต็มไปด้วยโทสะ การทำลายวิถีแห่งความภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า และการตั้งตนเป็นใหญ่โดยไร้รากฐานแห่งครูบาอาจารย์ขอศาสนิกชนทั้งหลายจงเป็นผู้ตื่นรู้ด้วยปัญญาอันแท้จริง แยกแยะระหว่าง "สาระ" และ "อารมณ์" อย่าได้รับเอาไฟแห่งโทสะมาแผดเผาจิตใจตนเองเลย จงน้อมนำความสงบเยือกเย็นอันเป็นคุณลักษณะขององค์พระศิวะมาประดับไว้ในจิตวิญญาณเทอญฯโอม ศานติ ศานติ ศานติฮี
#ตื่นด้วยปัญญาไม่ใช่อารมณ์
#ธรรมะที่ไม่ด่าทอ
#มูเตลูอย่างมีสติ
#เตือนสติชาวพุทธฮินดู
#ศรัทธาปัญญา
#ศิวายะนะมะหะ
#พระศิวะ
#ไศวนิกาย
#ไศวาคม
#ภักติมาร์ค
#คุรุปรมปราย
#กัศมีร์ไศวนิกาย
#ตบะและวจีสุจริต
#เบียร์คนตื่นธรรม
#คนตื่นธรรม
#วิพากษ์คนตื่นธรรม
#สติและปัญญา
ตื่นด้วยปัญญา หรือด่าด้วยโทสะ? : มองบทบาท 'คนตื่นธรรม' ผ่านสัจธรรมแห่งพระศิวะ"
ประการที่ ๑ : วาจาอันกระด้าง ผิดต่อ "ตบะ" และ "วจีสุจริต" ของชาวไศวะในคัมภีร์ไศวะทุกสำนัก ปราชญ์โบราณต่างยกย่องว่า "วาจา" คือสิ่งสะท้อนความบริสุทธิ์ของจิตใจ ผู้ที่บำเพ็ญตบะและเข้าถึงกระแสธรรมแห่งพระศิวะ จะต้องเป็นผู้ที่สงบระงับซึ่งกิเลสภายนอก มีความสำรวมในถ้อยคำ การที่นายเบียร์ใช้คำหยาบคาย ตะคอกดุดัน สะใจผู้ฟัง ย่อมแสดงให้เห็นชัดว่า "จิตยังถูกครอบงำด้วยโทสมะละ" (สิ่งสกปรกคือความโกรธ) พระศิวะทรงเป็น "มหากรุณิกะ" ผู้ทรงความเมตตาอันล้นพ้น พระองค์ทรงดับไฟใต้โลกด้วยน้ำพระคงคาอันเย็นฉ่ำ การสอนธรรมที่แท้จริงจึงต้องดับไฟความงมงายด้วยน้ำแห่งปัญญาและเมตตา ไม่ใช่การสาดน้ำมันแห่งความเกลียดชังและการด่าทอเข้าใส่กัน
ประการที่ ๒ : การทำลายวิถีแห่ง "ภักติ" และการดูหมิ่นเทวรูปนายเบียร์มักกล่าวอ้างเหมารวมว่า การกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ การบูชาเทวรูป และการขอพรเทพเจ้าเป็นเรื่องไร้สาระ โง่เขลา และงมงาย นี่คือ ความผิดพลาดอันใหญ่หลวงในทางเทววิทยาฮินดู เพราะในไศวนิกาย เทวรูปหรือศิวลึงค์ไม่ได้เป็นเพียงก้อนหินหรือเนื้อปูน แต่คือ "อารฺจาอวตาร" คือรูปสัณฐานที่องค์พระศิวะทรงอนุญาตให้ปรากฏเพื่อเป็นสื่อน้อมนำจิตของมนุษย์ให้เข้าสู่ความสงบ การปฏิเสธพิธีบูชาและการอ้อนวอนอย่างสิ้นเชิง ถือเป็นการทำลาย "ภักติมาร์ค" (เส้นทางแห่งความรักอันบริสุทธิ์ต่อพระเจ้า) ซึ่งเป็นบันไดขั้นสำคัญที่ช่วยขัดเกลาจิตใจของปุถุชนให้ละวางจากความเห็นแก่ตัว
ประการที่ ๓ : การปฏิเสธ "กริยาประกอบพิธีกรรม" โดยขาดความเข้าใจเชิงลึกฆราวาสผู้นี้ชี้หน้าตัดสินว่าพิธีกรรมทั้งหลายเป็นสิ่งมอมเมา แต่ในศาสตร์แห่งไศวะนั้น "กริยา" (Rituals) คือ 1 ใน 4 เสาหลักของการหลุดพ้น การสรงน้ำพระศิวะ การถวายเครื่องหอม การจุดไฟอารตี มิใช่การทำเพื่อความโลภหรือการขอหวย แต่เป็น "จิตวิทยาขั้นสูง" ที่ใช้สิ่งที่เป็นรูปธรรมภายนอกมาขัดเกลานามธรรมภายใน การที่นายเบียร์ผลักไสพิธีกรรมทั้งหมดทิ้ง ย่อมเป็นการปิดกั้นโอกาสของผู้ที่ยังตั้งไข่ทางจิตวิญญาณ ถือเป็นการแสดงออกที่เต็มไปด้วย "อัตตาและโอหังทางปัญญายิ่งนัก
ประการที่ ๔ : การตั้งตนเป็นคุรุ โดยไม่มี "คุรุปรมปราย" (สายธรรมอันถูกต้อง)ทางแห่งไศวนิกายให้ความสำคัญกับ "คุรุปรมปราย" หรือสายการสืบทอดธรรมะจากอาจารย์สู่ศิษย์ที่ไม่มีวันขาดสาย นับย้อนไปจนถึงองค์พระศิวะทักษิณามูรติ ผู้สอนธรรมต้องผ่านพิธี "ทีกษา" เพื่อรับพลังงานอันบริสุทธิ์และเพื่อทำลาย "อาณวมะละ" (ความหลงตนว่าเป็นใหญ่) แต่นายเบียร์เป็นฆราวาสที่ตีความธรรมะตามอัตโนมัติของตนเอง ไม่มีรากแก้ว ไม่มีครูบาอาจารย์คอยกำราบอัตตา เมื่อสอนธรรมะด้วยจิตที่ไม่มีเครื่องเหนี่ยวรั้ง จึงกลายเป็นการเผยแพร่ธรรมะที่ปนเปื้อนไปด้วยทิฐิส่วนตัวชักนำผู้คนให้หลงทางได้ง่าย
ประการที่ ๕ : การติดใน "สภาวะปฏิเสธโลก" ขัดต่อพลังงานแห่ง "พระศักติ"หลักปรัชญาชั้นสูงอย่างกัศมีร์ไศวนิกายสอนว่า โลกใบนี้คือภาพสะท้อนอันงดงามของพระศิวะและพระศักติร่วมกัน ทุกสิ่งในจักรวาลมีความศักดิ์สิทธิ์ในตัวเอง แต่วิธีการสอนของนายเบียร์มักนำพาผู้ฟังไปสู่ความหดหู่ ความชิงชังโลก และการมองทุกอย่างในแง่ลบเพื่อสลัดตัดทิ้ง ซึ่งขัดต่อหลักการตระหนักรู้ที่ว่า "ตัวเราและโลกคือเนื้อเดียวกับพระผู้เป็นเจ้า" การมีชีวิตอยู่ตามวิถีไศวะที่แท้จริงคือการใช้ชีวิตด้วยความเบิกบาน ตระหนักรู้ และนอบน้อมต่อพลังงานของจักรวาล ไม่ใช่การก่นด่าโลกด้วยความอึดอัดขัดเคืองใจ
แม้ว่าเจตนาส่วนหนึ่งของนายเบียร์ จะเป็นการห้ามปรามไม่ให้ผู้คนตกเป็นเหยื่อของร่างทรงกำมะลอหรือมิจฉาชีพสายมู ซึ่งเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ในทางสังคม แต่หากมองในมุมของจิตวิญญาณและเทววิทยาไศวนิกายแล้ว "วิธีการและหลักคิด" ของเขา มีจุดผิดพลาดที่รุนแรงในการใช้วาจาที่เต็มไปด้วยโทสะ การทำลายวิถีแห่งความภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า และการตั้งตนเป็นใหญ่โดยไร้รากฐานแห่งครูบาอาจารย์ขอศาสนิกชนทั้งหลายจงเป็นผู้ตื่นรู้ด้วยปัญญาอันแท้จริง แยกแยะระหว่าง "สาระ" และ "อารมณ์" อย่าได้รับเอาไฟแห่งโทสะมาแผดเผาจิตใจตนเองเลย จงน้อมนำความสงบเยือกเย็นอันเป็นคุณลักษณะขององค์พระศิวะมาประดับไว้ในจิตวิญญาณเทอญฯโอม ศานติ ศานติ ศานติฮี
#ตื่นด้วยปัญญาไม่ใช่อารมณ์
#ธรรมะที่ไม่ด่าทอ
#มูเตลูอย่างมีสติ
#เตือนสติชาวพุทธฮินดู
#ศรัทธาปัญญา
#ศิวายะนะมะหะ
#พระศิวะ
#ไศวนิกาย
#ไศวาคม
#ภักติมาร์ค
#คุรุปรมปราย
#กัศมีร์ไศวนิกาย
#ตบะและวจีสุจริต
#เบียร์คนตื่นธรรม
#คนตื่นธรรม
#วิพากษ์คนตื่นธรรม
#สติและปัญญา