ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา หลายคนน่าจะเริ่มเห็นคำว่า
"Ultra Smooth" และ
"เจลาโต" โผล่เต็มโซเชียล จนหลายคนสงสัยว่าทำไมไอศกรีมถึงกลายเป็นกระแสได้ขนาดนี้
ข้อมูลจาก Google Trends ระบุว่า คนไทยค้นหาคำว่า
"เจลาโต" เพิ่มขึ้นกว่า 5,000% ภายในเวลาเพียง 3 เดือน ถือเป็นการเติบโตที่น่าสนใจมากสำหรับสินค้าประเภทนี้
สรุปประเด็นสำคัญ
1. Parameter ทำให้ "เจลาโต" กลายเป็นกระแส
- แบรนด์ Parameter ของคุณกฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์ มีส่วนสำคัญในการทำให้คนรู้จักเจลาโตมากขึ้น
- นอกจากเรื่องคุณภาพและการไปเรียนทำเจลาโตที่อิตาลีกว่า 5 ปี สิ่งที่โดดเด่นคือ "วิธีสื่อสาร" ของแบรนด์
2. คอนเทนต์ที่คนเห็นแล้วต้องแสดงความคิดเห็น
- เจลาโตรสกาแฟ ราคา 519 บาท พร้อมบอกว่า "ราคานี้ถูกมาก"
- บอกว่าตัวเองเป็น "เมสซีแห่งวงการเจลาโต"
- แนะนำว่ากินเจลาโต "ห้ามเคี้ยว" และ "ห้ามถ่ายรูป" เพื่อสัมผัสความ Ultra Smooth
- หลายคนเห็นด้วย หลายคนไม่เห็นด้วย แต่สุดท้ายทุกคนเข้ามาคอมเมนต์ แชร์ และพูดถึง
นี่คือการตลาดแบบ "Rage Bait" หรือเปล่า?
ในวงการการตลาดมีคำว่า
Rage Bait คือการสร้างคอนเทนต์ที่กระตุ้นให้เกิดการโต้เถียงหรือถกเถียง จนคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก
ข้อดีคือ
- ได้ Engagement สูง
- อัลกอริทึมของโซเชียลมีเดียมักดันคอนเทนต์ให้คนเห็นมากขึ้น
- ได้การรับรู้แบรนด์โดยแทบไม่ต้องซื้อโฆษณา
- ตัวอย่างแบรนด์ระดับโลกที่ใช้แนวทางคล้ายกันคือ
Ryanair ที่มักตอบลูกค้าแบบกวน ๆ จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์
สิ่งที่น่าสนใจคือ...
- ไม่ว่าจะมีคนบอกว่า
- ราคาแพงเกินไป
- จะกินแบบเคี้ยวให้ดู
- ซื้อแล้วทำไมถ่ายรูปไม่ได้
- หรือกลับมองว่าคุณภาพสมราคามาก
+ ทุกความคิดเห็นล้วนกลายเป็น Engagement ที่ช่วยให้คอนเทนต์ถูกกระจายออกไปเรื่อย ๆ
+ ผลลัพธ์คือ คนเริ่มรู้จัก "เจลาโต" มากขึ้น ไม่ใช่แค่แบรนด์เดียว แต่ทั้งตลาดได้รับอานิสงส์ไปด้วย
+ จนล่าสุดแบรนด์ใหญ่อย่าง
Dairy Queen และ
Swensen's ยังนำแนวคิด
Ultra Smooth ไปต่อยอดเป็นแคมเปญของตัวเอง
แต่กลยุทธ์นี้ก็มีความเสี่ยง
- แม้ Rage Bait จะสร้างการรับรู้ได้รวดเร็ว แต่หากใช้บ่อยเกินไป หรือใช้ผิดจังหวะ ก็อาจทำให้ผู้บริโภครู้สึกต่อต้าน และส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ในระยะยาว
- สุดท้ายแล้ว ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ทุกวันนี้
การตลาดที่ทำให้คน "อยากเถียง" อาจทรงพลังกว่าการโฆษณาที่ทำให้คน "เห็นด้วย" แต่ - สิ่งสำคัญคือ หลังจากคนรู้จักแบรนด์แล้ว สินค้าและประสบการณ์ที่ได้รับจะดีพอให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำหรือไม่
ที่มา
MarketThink
Ultra Smooth ทำคนไทยค้นหาคำว่า "เจลาโต" พุ่งกว่า 5,000% ใน 3 เดือน เพราะการตลาดหรือเพราะรสชาติ?
ข้อมูลจาก Google Trends ระบุว่า คนไทยค้นหาคำว่า "เจลาโต" เพิ่มขึ้นกว่า 5,000% ภายในเวลาเพียง 3 เดือน ถือเป็นการเติบโตที่น่าสนใจมากสำหรับสินค้าประเภทนี้
สรุปประเด็นสำคัญ
1. Parameter ทำให้ "เจลาโต" กลายเป็นกระแส
- แบรนด์ Parameter ของคุณกฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์ มีส่วนสำคัญในการทำให้คนรู้จักเจลาโตมากขึ้น
- นอกจากเรื่องคุณภาพและการไปเรียนทำเจลาโตที่อิตาลีกว่า 5 ปี สิ่งที่โดดเด่นคือ "วิธีสื่อสาร" ของแบรนด์
2. คอนเทนต์ที่คนเห็นแล้วต้องแสดงความคิดเห็น
- เจลาโตรสกาแฟ ราคา 519 บาท พร้อมบอกว่า "ราคานี้ถูกมาก"
- บอกว่าตัวเองเป็น "เมสซีแห่งวงการเจลาโต"
- แนะนำว่ากินเจลาโต "ห้ามเคี้ยว" และ "ห้ามถ่ายรูป" เพื่อสัมผัสความ Ultra Smooth
- หลายคนเห็นด้วย หลายคนไม่เห็นด้วย แต่สุดท้ายทุกคนเข้ามาคอมเมนต์ แชร์ และพูดถึง
นี่คือการตลาดแบบ "Rage Bait" หรือเปล่า?
ในวงการการตลาดมีคำว่า Rage Bait คือการสร้างคอนเทนต์ที่กระตุ้นให้เกิดการโต้เถียงหรือถกเถียง จนคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก
ข้อดีคือ
- ได้ Engagement สูง
- อัลกอริทึมของโซเชียลมีเดียมักดันคอนเทนต์ให้คนเห็นมากขึ้น
- ได้การรับรู้แบรนด์โดยแทบไม่ต้องซื้อโฆษณา
- ตัวอย่างแบรนด์ระดับโลกที่ใช้แนวทางคล้ายกันคือ Ryanair ที่มักตอบลูกค้าแบบกวน ๆ จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์
สิ่งที่น่าสนใจคือ...
- ไม่ว่าจะมีคนบอกว่า
- ราคาแพงเกินไป
- จะกินแบบเคี้ยวให้ดู
- ซื้อแล้วทำไมถ่ายรูปไม่ได้
- หรือกลับมองว่าคุณภาพสมราคามาก
+ ทุกความคิดเห็นล้วนกลายเป็น Engagement ที่ช่วยให้คอนเทนต์ถูกกระจายออกไปเรื่อย ๆ
+ ผลลัพธ์คือ คนเริ่มรู้จัก "เจลาโต" มากขึ้น ไม่ใช่แค่แบรนด์เดียว แต่ทั้งตลาดได้รับอานิสงส์ไปด้วย
+ จนล่าสุดแบรนด์ใหญ่อย่าง Dairy Queen และ Swensen's ยังนำแนวคิด Ultra Smooth ไปต่อยอดเป็นแคมเปญของตัวเอง
แต่กลยุทธ์นี้ก็มีความเสี่ยง
- แม้ Rage Bait จะสร้างการรับรู้ได้รวดเร็ว แต่หากใช้บ่อยเกินไป หรือใช้ผิดจังหวะ ก็อาจทำให้ผู้บริโภครู้สึกต่อต้าน และส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ในระยะยาว
- สุดท้ายแล้ว ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ทุกวันนี้ การตลาดที่ทำให้คน "อยากเถียง" อาจทรงพลังกว่าการโฆษณาที่ทำให้คน "เห็นด้วย" แต่ - สิ่งสำคัญคือ หลังจากคนรู้จักแบรนด์แล้ว สินค้าและประสบการณ์ที่ได้รับจะดีพอให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำหรือไม่
ที่มา MarketThink