== The Piano Lesson (2024) บทเรียนจากเปียโน... ==

กระทู้สนทนา


เรื่องราวเกิดขึ้นในปี 1936 ในสหรัฐอเมริกาช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่
บอยวิลลี่ ขับรถทางไกลเพื่อมาหาพี่สาวของเขา เบอร์นิช เพื่อหวังจะเกลี้ยกล่อมให้เธอยอมขายเปียโน
เปียโนที่เป็นของตกทอดจากบรรพบุรุษ โดยหวังว่าจะนำเงินที่ได้มาสมทบกับที่เขาสะสมไว้อยู่
และจะเอาเงินดังกล่าวไปซื้อที่ดินเพื่อทำการเกษตรต่อไป แต่เบอร์นิชไม่ยอมขายอย่างเด็ดขาด
เพราะความหวังฝังใจที่ยังมีอยู่กับเปียโนหลังนี้....



The Piano Lesson เป็นภาพยนตร์ดราม่าอเมริกันกำกับโดย Malcolm Washington
ร่วมเขียนบทกับ Virgil Williams นำแสดงโดย ซามูเอล แอล. แจ็คสัน, จอห์น เดวิด วอชิงตัน, เรย์ ฟิชเชอร์ และ แดเนียล เดดไวเลอร์
เป็นการดัดแปลงจากบทละครปี 1987 ของออกัสต์ วิลสัน ที่จับประเด็นคำถามสั้นๆ แต่ได้คำตอบที่หลากหลายมาก
นั่นก็คือ.. “คุณทำอะไรกับมรดกของคุณ และคุณจะนำมันไปใช้อย่างไรให้ดีที่สุด?”



ต้องขอขยายความถึงงานชิ้นนี้สักนิดนะครับ ออกัสต์ วิลสัน ผู้ประพันธ์บทละครเรื่องนี้
เขาได้แรงบันดาลใจมาจากที่เขาได้เห็นภาพวาดของ โรแมร์ แบร์เดน ศิลปินชาวอเมริกัน
เป็นภาพวาดหญิงผิวสีกำลังเล่นเปียโนจนนำไปสู่บทละครที่มีตัวละครหญิงที่แข็งแกร่ง
แต่ยังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆ จะด้วยความกลัวหรืออะไรก็แล้วแต่
ซึ่งนั่นก็ทำให้ The Piano Lesson ถือกำเนิดขึ้นมา และถูกสร้างเป็นละครเวทีมาแล้ว 2 ครั้ง
การันตีความยอดเยี่ยมจนได้รับรางวัลพูลิตเซอร์สาขาการละครในปี 1990 และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง 5 ครั้งจากงาน Tony Awards ครั้งที่ 44



ซึ่งในเวอร์ชั่นละครเวทีในปี 2022 ที่เพิ่งผ่านมานั้น ผู้ที่รับบทนำในส่วนของ โด๊กเกอร์ และ บอยวิลลี่
ก็คือซามูเอล แอล. แจ็คสัน และ จอห์น เดวิด วอชิงตัน ทั้งคู่ก็มาต่อยอดรับบทนำในเวอร์ชั่นภาพยนตร์อีก
เรียกได้ว่าความอินเข้าถึงตัวละครดังกล่าวจึงอัดแน่นและเต็มเปี่ยมเหมือนเป็นตัวของเขาเองแน่นอน



ด้วยความยอดเยี่ยมจากบทละครเวทีมาสู่บทภาพยนตร์ ความคาดหวังของแฟนๆจึงมีอยู่มาก
และยิ่งมาอยู่ในมือการปรุงของ Malcolm Washington เห็นชื่อก็คุ้นๆ
นี่มันลูกชายของ Denzel Washington มหาเทพที่ชอบกำกับหนังสายละครเวทีนี่หว่า
มัลคอล์มในวัย 33 ปี นี่คือผลงานกำกับเต็มตัวชิ้นแรกของเขา ภายใต้อิทธิพลของเดนเซล ผู้พ่อแบบเต็มๆ ถือว่าสอบผ่านครับ งานดีมากจริงๆ



หนังที่พัฒนามาจากละครเวที แน่นอนว่าฉากจะน้อยมีอยู่ไม่กี่ฉาก
เรื่องนี้ก็เช่นกันครับทุกอย่างจะเกิดขึ้นภายในบ้านของโด๊กเกอร์ (ซามูเอล แอล. แจ็คสัน) อาของเบอร์นิช (แดเนียล เดดไวเลอร์)
ที่เธอมาอาศัยพร้อมกับลูกสาว ชีวิตของเธอเป็นไปอย่างราบเรียบ
จนการมาถึงของน้องชายอย่างบอยวิลลี่ (จอห์น เดวิด วอชิงตัน) ที่ตั้งใจอย่างแรงกล้าว่าเขาจะต้องเอาเปียโนที่บ้านหลังนี้ไปขายให้ได้



เพื่อหวังเอาเงินไปซื้อที่ดิน บอยวิลลี่ หวังว่าพี่สาวของตนจะยินยอมไม่ขัดความตั้งใจของตัวเอง
ด้วยเหตุผลที่ว่าของมันเก่าแล้ว ใช้ก็ไม่ได้ใช้ จะตั้งไว้เฉยๆทำไม
แต่ถ้าเขาเอาไปขาย บวกกับเงินที่ตัวเองมีและไหนจะเงินที่ได้มาจากการขายแตงโมที่ขนมาอีก
รวมเงินกันแล้วมันมากพอที่จะซื้อที่ดินมาทำไร่ทำสวนต่อยอดสร้างเงิน สร้างฐานะได้อีกมาก



แต่เบอร์นิชไม่เห็นด้วย เพราะนี่ไม่ใช่เปียโนเก่าๆธรรมดา แต่มันเป็นของต่างหน้าพ่อแม่และครอบครัวทุกคนที่เธอเคยมี
ใช่แล้ว ทุกคนจากไปหมด แน่นอนว่ามันก็ครอบครัวเดียวกันกับบอยวิลลี่
แต่น้องชายเขามองในอีกมุม เขาคิดว่าหากพ่อยังอยู่ พ่อคงดีใจมากกว่า
หากว่าเปียโนหลังนี้มันจะทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้นมากกว่าที่เคยเป็นได้



และนี่ก็คือประเด็นทั้งหมดของหนัง พี่น้องสองคนทุ่มเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย
ต่างฝ่ายต่างมีเหตุและผลที่จะสนับสนุนต่อความต้องการของตนเอง
ฝ่ายนึงจะเอาเปียโนไปขายเพื่อไปซื้อที่ดิน อยากมีชีวิตที่ดีกว่านี้ ไม่อยากให้คิดถึงอดีตอันเลวร้ายที่ผ่านมา..
ส่วนอีกฝ่ายต้องการจะเก็บมันไว้เพื่อเตือนใจตนเองว่าในอดีตเคยพบกับอะไรมาบ้างจะได้ไม่ลืม



อดีตที่ว่าคืออะไรกัน เปียโนหลังนี้มีความลับหรือความหลังอะไรอย่างไร คนดูทุกคนย่อมต้องอยากรู้แน่
และมันก็จะอิงกับประวัติศาสตร์ยุคที่ชาวผิวสีเป็นทาสคนผิวขาว ความบอบช้ำความกดดันทั้งทางร่างกายและจิตใจ
ชีวิตมนุษย์ที่แตกต่างกันเพียงสีผิวแม้ว่าเลือดจะสีแดงเหมือนกัน แต่ความเป็นคนกลับมาค่าต่างกันมหาศาล



นี่คือภาพยนตร์ที่เป็นดราม่า มิวสิคัล และมีความสยองขวัญแฝงอยู่ด้วย
ใครที่ไม่ชอบบทสนทนายาวๆ เยอะๆ ผมมั่นใจเลยว่าคุณจะเบื่อและไม่ชอบหนังเรื่องนี้แน่นอน
แต่ว่า.... บทเค้าดีมากๆนะ อยากให้ทุกคนลองเปิดใจรับชมดู เพราะแม้เวลาของหนังอาจจะดูยาวถึง 2 ชั่วโมง 7 นาที
แต่ด้วยพลังอันมหาศาลของนักแสดงนำทุกคน (หลักๆ ก็มี 6 คน) ทุกคนใส่กันไฟแลบ
การที่คนดูหนังอย่างเราได้เห็นนักแสดงสักคนที่เข้าถึงจิตวิญญาณ เข้าถึงบทบาทขนาดนั้นได้
สำหรับผมมันคุ้มค่าอย่างมากนะที่ได้ชม


=== ทิ้งท้ายครับ หนังที่ดีสำหรับตัวเรา แน่นอนว่าอาจจะไม่ได้ดีและไม่ได้ถูกใจสำหรับใคร
ซึ่งอยู่ที่ความชอบของแต่ละบุคคล ภาพยนตร์ก็เหมือนอาหารล่ะครับ อยู่ที่เราเลือกที่จะอยากชิมรสชาติแบบไหนเท่านั้นเอง ===
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่