ฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น "รัฐสวัสดิการ" (Welfare State) ที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ประชาชนเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลในราคาต่ำ มีระบบช่วยเหลือผู้ไร้บ้าน และมีเครือข่ายสวัสดิการครอบคลุมแทบทุกช่วงชีวิต
แต่ในเดือนกรกฎาคม 2026 มีข่าวสำคัญสองข่าวที่เมื่อมองแยกกันอาจดูเป็นคนละเรื่อง ทว่าเมื่อวางคู่กันกลับสะท้อนภาพเดียวกันอย่างชัดเจน นั่นคือ
รัฐบาลฝรั่งเศสกำลังเข้าสู่โหมด "ควบคุมรายจ่ายภาครัฐ" อย่างจริงจัง
ข่าวแรก รัฐบาลประกาศเพิ่มเพดานเงินร่วมจ่ายด้านสาธารณสุข (franchises médicales) เป็นสองเท่า ทำให้ประชาชนต้องรับภาระค่ารักษาและค่ายาเพิ่มขึ้น แม้มาตรการนี้จะยังคงรักษาหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าไว้ แต่ก็เป็นการผลักภาระบางส่วนกลับไปยังผู้ใช้บริการ เพื่อชะลอการขาดดุลของระบบประกันสุขภาพ ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันจากสังคมผู้สูงอายุและต้นทุนทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น
สรุปข่าว รัฐบาลฝรั่งเศสประกาศ "เพิ่มเพดาน" ค่าธรรมเนียมส่วนร่วมทางการแพทย์และค่ายาขึ้นเป็น 2 เท่า
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้รัฐบาลฝรั่งเศสได้เตรียมผลักดันกฤษฎีกาเพื่อปรับเพิ่ม "ค่าธรรมเนียมส่วนแรก" ที่ผู้ป่วยต้องรับผิดชอบจ่ายเอง (โดยไม่สามารถนำไปเบิกคืนจากระบบประกันสังคมได้) ซึ่งเรียกว่า Franchises médicales และ Participations forfaitaires โดยจะปรับเพิ่มอัตราการเก็บขึ้น 2 เท่า
ค่ายา (Médicaments) จากเดิมที่ผู้ป่วยต้องจ่ายส่วนแรก 1 ยูโรต่อกล่อง จะถูกปรับเพิ่มเป็น 2 ยูโรต่อกล่อง (ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลเพิ่งปรับจาก 0.50 ยูโร มาเป็น 1 ยูโรไปแล้วครั้งหนึ่ง)
ค่าเข้าพบแพทย์ (Consultations) จากเดิมที่ผู้ป่วยต้องจ่ายส่วนแรก 2 ยูโรต่อครั้ง จะถูกปรับเพิ่มเป็น 4 ยูโรต่อครั้ง
ตามปกติแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยต้องแบกรับภาระหนักเกินไป ระบบจะมีการตั้ง "เพดานค่าใช้จ่ายสูงสุดต่อปี" เอาไว้ แต่กฎหมายใหม่นี้ได้ขยายเพดานดังกล่าวขึ้น 2 เท่าเช่นกัน
เพดานค่าเข้าพบแพทย์ ปรับจากที่เคยจำกัดสูงสุด 50 ยูโร/ปี กลายเป็น 100 ยูโร/ปี
เพดานค่ายาและค่าพาหนะทางการแพทย์ ปรับจากสูงสุด 50 ยูโร/ปี กลายเป็น 100 ยูโร/ปี
สรุปผลกระทบ ผู้ป่วย 1 คน (โดยเฉพาะกลุ่มที่ป่วยบ่อยหรือมีโรคประจำตัว) อาจต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้รวมกันสูงสุดถึง 200 ยูโรต่อปี (ประมาณ 7,800 บาท) จากเดิมที่เคยจ่ายสูงสุดเพียง 100 ยูโรต่อปี
เหตุผลหลักคือเพื่ออุดช่องโหว่ การขาดดุลอย่างหนักของระบบประกันสังคม (Sécurité sociale) ซึ่งคาดการณ์ว่าจะขาดทุนสูงถึง 38.4 พันล้านยูโร รัฐบาลจึงต้องหาทางลดรายจ่ายของรัฐ โดยอ้างว่ามาตรการนี้จะช่วยสร้าง "ความตระหนักรู้และความรับผิดชอบ" ให้ประชาชนลดการบริโภคยาพร่ำเพรื่อ หรือลดการไปพบแพทย์โดยไม่จำเป็น
สมาคมคุ้มครองสิทธิผู้ป่วย สหภาพแรงงาน และคณะกรรมการประกันสุขภาพแห่งชาติ (CNAM) ต่างออกมาโหวตคัดค้านอย่างหนัก โดยมองว่านี่ไม่ใช่การสร้างวินัย แต่เป็นการ "ผลักภาระและทำโทษคนป่วย" ผู้ที่รับเคราะห์หนักที่สุดคือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง (ALD) ที่มีความจำเป็นต้องใช้ยาและพบแพทย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
รัฐบาลถูกวิจารณ์อย่างรุนแรงเรื่องวิธีการทางการเมือง เนื่องจากเลือกใช้วิธีผลักดันข้อบังคับนี้ผ่าน "กฤษฎีกา" ในช่วงเดือนสิงหาคมซึ่งเป็นช่วงวันหยุดยาวฤดูร้อนของประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกต่อต้านและการนำเรื่องเข้าไปอภิปรายในรัฐสภา
อีกข่าวหนึ่ง พนักงานของ Samusocial de Paris ซึ่งเป็นหน่วยงานช่วยเหลือคนไร้บ้าน ยังคงนัดหยุดงานต่อเนื่อง พร้อมประณามการที่ครอบครัวจำนวนหนึ่งถูกยุติการจัดหาที่พักชั่วคราวและต้องกลับไปใช้ชีวิตบนท้องถนน เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณและจำนวนที่พักฉุกเฉินที่ไม่เพียงพอ
สรุปข่าว พนักงาน Samusocial de Paris ประท้วงหยุดงานยืดเยื้อ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้พนักงาน Samusocial de Paris ประท้วงหยุดงานยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 2 ต้านการผลักไสครอบครัวคนไร้บ้านกลับไปนอนข้างถนน
พนักงานและเจ้าหน้าที่ของ Samusocial de Paris (หน่วยงานบริการความช่วยเหลือทางสังคมและจัดหาที่พักฉุกเฉินให้คนไร้บ้านในปารีส) ได้รวมตัวกันนัดหยุดงานประท้วงมาเป็นเวลา 1 เดือนเต็มแล้ว และประกาศว่าจะเดินหน้าประท้วงต่อไป
กลุ่มผู้ประท้วงและสหภาพแรงงานออกมาประณามสถานการณ์ที่โหดร้ายและไร้มนุษยธรรม โดยเฉพาะการที่หน่วยงานต้องจำใจยุติการให้ที่พักพิง และ "ผลักไสครอบครัวคนไร้บ้าน รวมถึงเด็กทารก ให้กลับไปนอนตามท้องถนน" (remise à la rue de familles) เนื่องจากไม่มีที่พักรองรับ
ทางผู้บริหารของ Samusocial ได้ออกมาชี้แจงถึงต้นตอของวิกฤตว่าเกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก
1.ทางหน่วยงานเผชิญกับสภาวะวิกฤตทางการเงิน โดย ใช้จ่ายงบประมาณเกินเพดานสูงสุดประจำปี ที่ถูกจัดสรรไว้สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายด้านที่พักพิงฉุกเฉินไปแล้ว
2.มีการปรับเปลี่ยนนโยบายและ ยกระดับความเข้มงวดของเกณฑ์การเข้าพัก ทำให้การอนุมัติหาที่พักให้กับผู้ที่เดือดร้อนทำได้ยากลำบากมากขึ้น
รัฐบาลได้ปรับลดโควตาจำนวนคืนในการให้ที่พักพิงฉุกเฉินลง ในขณะที่จำนวนคนไร้บ้านกลับเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ผู้ประท้วงตัดสินใจปักหลักชุมนุมร่วมกับกลุ่มผู้ประสบปัญหา เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหันมาแก้ไขวิกฤตสิทธิมนุษยชนนี้อย่างเร่งด่วนครับ
หากมองเฉพาะข่าว อาจเข้าใจผิดว่าทั้งสองเรื่องเกี่ยวข้องกันโดยตรง แต่ในความเป็นจริง งบประมาณทั้งสองส่วนเป็นคนละระบบ ไม่ได้มีการนำเงินจากผู้ป่วยไปใช้กับคนไร้บ้าน หรือกลับกัน
สิ่งที่เชื่อมโยงข่าวทั้งสองคือ
"ทิศทางนโยบายการคลัง"
รัฐบาลฝรั่งเศสกำลังเผชิญปัญหาขาดดุลงบประมาณและภาระหนี้สาธารณะในระดับสูง ขณะที่เศรษฐกิจเติบโตช้ากว่าที่คาด ทำให้รายได้ภาษีไม่เพิ่มขึ้นตามเป้าหมาย รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเดินหน้ามาตรการลดการขาดดุลอย่างต่อเนื่อง
แนวทางที่เลือกใช้ไม่ใช่การขึ้นภาษีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการดำเนินการทั้งสองด้านพร้อมกัน
ด้านแรก คือ
ลดรายจ่าย
เพิ่มเงินร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลของประชาชน
ควบคุมการเติบโตของงบประมาณด้านสาธารณสุข
จำกัดงบประมาณสำหรับที่พักฉุกเฉินและสวัสดิการบางประเภท
ปรับประสิทธิภาพการใช้จ่ายของหน่วยงานรัฐ
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังพยายาม
เพิ่มรายได้ของรัฐ
ในงบประมาณปี 2026 มีมาตรการเพิ่มการจัดเก็บรายได้หลายรายการ เช่น การเพิ่มอัตราภาษีหรือเงินสมทบจากรายได้จากเงินทุน (CSG) สำหรับบางกลุ่ม การจัดเก็บภาษีใหม่บางประเภท และการคงภาษีพิเศษบางรายการไว้ เพื่อช่วยลดการขาดดุลของระบบประกันสังคมและการคลังโดยรวม
กล่าวอีกนัยหนึ่ง รัฐบาลไม่ได้เลือกเพียง "ขึ้นภาษี" หรือ "ตัดงบ" อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่กำลังใช้ทั้งสองเครื่องมือควบคู่กัน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สร้างแรงต้านทางการเมืองคือ ผู้ที่ได้รับผลกระทบก่อนมักเป็นกลุ่มเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วย ผู้มีรายได้น้อย หรือครอบครัวที่ต้องพึ่งพาที่พักฉุกเฉิน จึงทำให้สหภาพแรงงาน องค์กรผู้ป่วย และภาคประชาสังคมออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า ภาระของการแก้ปัญหาการคลังถูกผลักไปยังประชาชนมากเกินไป
แต่หากมองจากมุมของรัฐบาล ภารกิจสำคัญคือการรักษาเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว เพราะหากปล่อยให้หนี้และการขาดดุลขยายตัวต่อไป ต้นทุนดอกเบี้ยจะสูงขึ้น และสุดท้ายอาจกระทบต่อความสามารถของรัฐในการรักษาระบบสวัสดิการทั้งหมดไว้ได้
ข่าวนี้จึงไม่ได้สะท้อนเพียงปัญหาสุขภาพหรือปัญหาคนไร้บ้าน หากแต่สะท้อนว่า
ฝรั่งเศสกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของรัฐสวัสดิการ
ประเทศที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของสวัสดิการถ้วนหน้ากำลังพยายามปรับสมดุลใหม่ ระหว่าง "การคุ้มครองประชาชน" กับ "ความยั่งยืนของการเงินการคลัง"
และนี่อาจเป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดของรัฐบาลฝรั่งเศสในเวลานี้ นั่นคือ
ทำอย่างไรจึงจะลดหนี้และลดการขาดดุลได้ โดยไม่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่ารัฐสวัสดิการกำลังค่อย ๆ หายไปทีละส่วน
ที่มา (เอไอสรุปและเรียบเรียง) lefigaro lemonde
ฝรั่งเศสกำลัง "รัดเข็มขัด" ทั้งประเทศ เมื่อรัฐสวัสดิการต้องเจอกำแพงหนี้
แต่ในเดือนกรกฎาคม 2026 มีข่าวสำคัญสองข่าวที่เมื่อมองแยกกันอาจดูเป็นคนละเรื่อง ทว่าเมื่อวางคู่กันกลับสะท้อนภาพเดียวกันอย่างชัดเจน นั่นคือ รัฐบาลฝรั่งเศสกำลังเข้าสู่โหมด "ควบคุมรายจ่ายภาครัฐ" อย่างจริงจัง
ข่าวแรก รัฐบาลประกาศเพิ่มเพดานเงินร่วมจ่ายด้านสาธารณสุข (franchises médicales) เป็นสองเท่า ทำให้ประชาชนต้องรับภาระค่ารักษาและค่ายาเพิ่มขึ้น แม้มาตรการนี้จะยังคงรักษาหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าไว้ แต่ก็เป็นการผลักภาระบางส่วนกลับไปยังผู้ใช้บริการ เพื่อชะลอการขาดดุลของระบบประกันสุขภาพ ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันจากสังคมผู้สูงอายุและต้นทุนทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น
สรุปข่าว รัฐบาลฝรั่งเศสประกาศ "เพิ่มเพดาน" ค่าธรรมเนียมส่วนร่วมทางการแพทย์และค่ายาขึ้นเป็น 2 เท่า
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
อีกข่าวหนึ่ง พนักงานของ Samusocial de Paris ซึ่งเป็นหน่วยงานช่วยเหลือคนไร้บ้าน ยังคงนัดหยุดงานต่อเนื่อง พร้อมประณามการที่ครอบครัวจำนวนหนึ่งถูกยุติการจัดหาที่พักชั่วคราวและต้องกลับไปใช้ชีวิตบนท้องถนน เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณและจำนวนที่พักฉุกเฉินที่ไม่เพียงพอ
สรุปข่าว พนักงาน Samusocial de Paris ประท้วงหยุดงานยืดเยื้อ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
หากมองเฉพาะข่าว อาจเข้าใจผิดว่าทั้งสองเรื่องเกี่ยวข้องกันโดยตรง แต่ในความเป็นจริง งบประมาณทั้งสองส่วนเป็นคนละระบบ ไม่ได้มีการนำเงินจากผู้ป่วยไปใช้กับคนไร้บ้าน หรือกลับกัน
สิ่งที่เชื่อมโยงข่าวทั้งสองคือ "ทิศทางนโยบายการคลัง"
รัฐบาลฝรั่งเศสกำลังเผชิญปัญหาขาดดุลงบประมาณและภาระหนี้สาธารณะในระดับสูง ขณะที่เศรษฐกิจเติบโตช้ากว่าที่คาด ทำให้รายได้ภาษีไม่เพิ่มขึ้นตามเป้าหมาย รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเดินหน้ามาตรการลดการขาดดุลอย่างต่อเนื่อง
แนวทางที่เลือกใช้ไม่ใช่การขึ้นภาษีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการดำเนินการทั้งสองด้านพร้อมกัน
ด้านแรก คือ ลดรายจ่าย
เพิ่มเงินร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลของประชาชน
ควบคุมการเติบโตของงบประมาณด้านสาธารณสุข
จำกัดงบประมาณสำหรับที่พักฉุกเฉินและสวัสดิการบางประเภท
ปรับประสิทธิภาพการใช้จ่ายของหน่วยงานรัฐ
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังพยายาม เพิ่มรายได้ของรัฐ
ในงบประมาณปี 2026 มีมาตรการเพิ่มการจัดเก็บรายได้หลายรายการ เช่น การเพิ่มอัตราภาษีหรือเงินสมทบจากรายได้จากเงินทุน (CSG) สำหรับบางกลุ่ม การจัดเก็บภาษีใหม่บางประเภท และการคงภาษีพิเศษบางรายการไว้ เพื่อช่วยลดการขาดดุลของระบบประกันสังคมและการคลังโดยรวม
กล่าวอีกนัยหนึ่ง รัฐบาลไม่ได้เลือกเพียง "ขึ้นภาษี" หรือ "ตัดงบ" อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่กำลังใช้ทั้งสองเครื่องมือควบคู่กัน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สร้างแรงต้านทางการเมืองคือ ผู้ที่ได้รับผลกระทบก่อนมักเป็นกลุ่มเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วย ผู้มีรายได้น้อย หรือครอบครัวที่ต้องพึ่งพาที่พักฉุกเฉิน จึงทำให้สหภาพแรงงาน องค์กรผู้ป่วย และภาคประชาสังคมออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า ภาระของการแก้ปัญหาการคลังถูกผลักไปยังประชาชนมากเกินไป
แต่หากมองจากมุมของรัฐบาล ภารกิจสำคัญคือการรักษาเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว เพราะหากปล่อยให้หนี้และการขาดดุลขยายตัวต่อไป ต้นทุนดอกเบี้ยจะสูงขึ้น และสุดท้ายอาจกระทบต่อความสามารถของรัฐในการรักษาระบบสวัสดิการทั้งหมดไว้ได้
ข่าวนี้จึงไม่ได้สะท้อนเพียงปัญหาสุขภาพหรือปัญหาคนไร้บ้าน หากแต่สะท้อนว่า ฝรั่งเศสกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของรัฐสวัสดิการ
ประเทศที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของสวัสดิการถ้วนหน้ากำลังพยายามปรับสมดุลใหม่ ระหว่าง "การคุ้มครองประชาชน" กับ "ความยั่งยืนของการเงินการคลัง"
และนี่อาจเป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดของรัฐบาลฝรั่งเศสในเวลานี้ นั่นคือ ทำอย่างไรจึงจะลดหนี้และลดการขาดดุลได้ โดยไม่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่ารัฐสวัสดิการกำลังค่อย ๆ หายไปทีละส่วน
ที่มา (เอไอสรุปและเรียบเรียง) lefigaro lemonde