ฝรั่งเศสกำลัง "รัดเข็มขัด" ทั้งประเทศ เมื่อรัฐสวัสดิการต้องเจอกำแพงหนี้

ฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น "รัฐสวัสดิการ" (Welfare State) ที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ประชาชนเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลในราคาต่ำ มีระบบช่วยเหลือผู้ไร้บ้าน และมีเครือข่ายสวัสดิการครอบคลุมแทบทุกช่วงชีวิต

แต่ในเดือนกรกฎาคม 2026 มีข่าวสำคัญสองข่าวที่เมื่อมองแยกกันอาจดูเป็นคนละเรื่อง ทว่าเมื่อวางคู่กันกลับสะท้อนภาพเดียวกันอย่างชัดเจน นั่นคือ รัฐบาลฝรั่งเศสกำลังเข้าสู่โหมด "ควบคุมรายจ่ายภาครัฐ" อย่างจริงจัง

ข่าวแรก รัฐบาลประกาศเพิ่มเพดานเงินร่วมจ่ายด้านสาธารณสุข (franchises médicales) เป็นสองเท่า ทำให้ประชาชนต้องรับภาระค่ารักษาและค่ายาเพิ่มขึ้น แม้มาตรการนี้จะยังคงรักษาหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าไว้ แต่ก็เป็นการผลักภาระบางส่วนกลับไปยังผู้ใช้บริการ เพื่อชะลอการขาดดุลของระบบประกันสุขภาพ ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันจากสังคมผู้สูงอายุและต้นทุนทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น
สรุปข่าว รัฐบาลฝรั่งเศสประกาศ "เพิ่มเพดาน" ค่าธรรมเนียมส่วนร่วมทางการแพทย์และค่ายาขึ้นเป็น 2 เท่า
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

อีกข่าวหนึ่ง พนักงานของ Samusocial de Paris ซึ่งเป็นหน่วยงานช่วยเหลือคนไร้บ้าน ยังคงนัดหยุดงานต่อเนื่อง พร้อมประณามการที่ครอบครัวจำนวนหนึ่งถูกยุติการจัดหาที่พักชั่วคราวและต้องกลับไปใช้ชีวิตบนท้องถนน เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณและจำนวนที่พักฉุกเฉินที่ไม่เพียงพอ
สรุปข่าว พนักงาน Samusocial de Paris ประท้วงหยุดงานยืดเยื้อ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้


หากมองเฉพาะข่าว อาจเข้าใจผิดว่าทั้งสองเรื่องเกี่ยวข้องกันโดยตรง แต่ในความเป็นจริง งบประมาณทั้งสองส่วนเป็นคนละระบบ ไม่ได้มีการนำเงินจากผู้ป่วยไปใช้กับคนไร้บ้าน หรือกลับกัน

สิ่งที่เชื่อมโยงข่าวทั้งสองคือ "ทิศทางนโยบายการคลัง"

รัฐบาลฝรั่งเศสกำลังเผชิญปัญหาขาดดุลงบประมาณและภาระหนี้สาธารณะในระดับสูง ขณะที่เศรษฐกิจเติบโตช้ากว่าที่คาด ทำให้รายได้ภาษีไม่เพิ่มขึ้นตามเป้าหมาย รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเดินหน้ามาตรการลดการขาดดุลอย่างต่อเนื่อง

แนวทางที่เลือกใช้ไม่ใช่การขึ้นภาษีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการดำเนินการทั้งสองด้านพร้อมกัน

ด้านแรก คือ ลดรายจ่าย

    เพิ่มเงินร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลของประชาชน
    ควบคุมการเติบโตของงบประมาณด้านสาธารณสุข
    จำกัดงบประมาณสำหรับที่พักฉุกเฉินและสวัสดิการบางประเภท
    ปรับประสิทธิภาพการใช้จ่ายของหน่วยงานรัฐ

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังพยายาม เพิ่มรายได้ของรัฐ

ในงบประมาณปี 2026 มีมาตรการเพิ่มการจัดเก็บรายได้หลายรายการ เช่น การเพิ่มอัตราภาษีหรือเงินสมทบจากรายได้จากเงินทุน (CSG) สำหรับบางกลุ่ม การจัดเก็บภาษีใหม่บางประเภท และการคงภาษีพิเศษบางรายการไว้ เพื่อช่วยลดการขาดดุลของระบบประกันสังคมและการคลังโดยรวม

กล่าวอีกนัยหนึ่ง รัฐบาลไม่ได้เลือกเพียง "ขึ้นภาษี" หรือ "ตัดงบ" อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่กำลังใช้ทั้งสองเครื่องมือควบคู่กัน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สร้างแรงต้านทางการเมืองคือ ผู้ที่ได้รับผลกระทบก่อนมักเป็นกลุ่มเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วย ผู้มีรายได้น้อย หรือครอบครัวที่ต้องพึ่งพาที่พักฉุกเฉิน จึงทำให้สหภาพแรงงาน องค์กรผู้ป่วย และภาคประชาสังคมออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า ภาระของการแก้ปัญหาการคลังถูกผลักไปยังประชาชนมากเกินไป

แต่หากมองจากมุมของรัฐบาล ภารกิจสำคัญคือการรักษาเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว เพราะหากปล่อยให้หนี้และการขาดดุลขยายตัวต่อไป ต้นทุนดอกเบี้ยจะสูงขึ้น และสุดท้ายอาจกระทบต่อความสามารถของรัฐในการรักษาระบบสวัสดิการทั้งหมดไว้ได้

ข่าวนี้จึงไม่ได้สะท้อนเพียงปัญหาสุขภาพหรือปัญหาคนไร้บ้าน หากแต่สะท้อนว่า ฝรั่งเศสกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของรัฐสวัสดิการ

ประเทศที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของสวัสดิการถ้วนหน้ากำลังพยายามปรับสมดุลใหม่ ระหว่าง "การคุ้มครองประชาชน" กับ "ความยั่งยืนของการเงินการคลัง"

และนี่อาจเป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดของรัฐบาลฝรั่งเศสในเวลานี้ นั่นคือ ทำอย่างไรจึงจะลดหนี้และลดการขาดดุลได้ โดยไม่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่ารัฐสวัสดิการกำลังค่อย ๆ หายไปทีละส่วน

ที่มา (เอไอสรุปและเรียบเรียง) lefigaro  lemonde

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่