โมเดลเศรษฐกิจแบบ “นอร์เวย์” ที่รัฐทำให้ทุกคน มีรายได้เฉลี่ยพอ ๆ กันที่ 3,200,000 บาทต่อปี /โดย ลงทุนแมน

หากหลับตาแล้วนึกภาพว่า ในประเทศหนึ่ง มีคนที่มีรายได้เฉลี่ยสูงกว่า 3,200,000 บาทต่อปี
แถมคนในชาติก็ยังรวยพอ ๆ กันเพราะความเหลื่อมล้ำต่ำมาก

ซึ่งบนโลกนี้มีประเทศหนึ่งที่เป็นแบบนั้นจริง นั่นก็คือ “ประเทศนอร์เวย์”

ทั้งที่ประเทศนี้ ไม่ได้มีแบรนด์สินค้าที่โดดเด่น และไม่มีโรงงานอุตสาหกรรมหนัก

แต่ประเทศนี้ สามารถทำให้ประชาชนทุกคนรวยอย่างทั่วถึง และเท่าเทียมมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวเดือนละ 260,000 บาท และมีดัชนีความเหลื่อมล้ำ ที่ต่ำมากที่สุดในโลก

แล้วทำไม รัฐบาลนอร์เวย์ สามารถบริหารจัดการให้คนในประเทศ มีรายได้สูงอย่างเท่าเทียม ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

https://www.facebook.com/share/p/1DDA7kiuiQ/?mibextid=wwXIfr


- นอร์เวย์ มี GDP อยู่ที่ 17.8 ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่ามี GDP พอ ๆ กับประเทศไทย แต่นอร์เวย์มีประชากรเพียงแค่ 5.7 ล้านคนเท่านั้น

ดังนั้น เมื่อหารเป็น GDP ต่อหัวแล้ว ก็แสดงให้เห็นว่าประเทศนอร์เวย์ เป็นประเทศที่มีรายได้สูง โดยปัจจุบัน นอร์เวย์ ติดกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่อหัวสูงที่สุดในโลก

และมีอยู่ 3 อย่าง ที่ผลักดันให้นอร์เวย์ กลายเป็นประเทศที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงมาก นั่นก็คือ ปิโตรเลียม ปลาสด และพลังงานสะอาด

โดยนอร์เวย์
- สามารถส่งออกก๊าซปิโตรเลียม ทั้งน้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติ มากเป็นอันดับ 6 ของโลก

- สามารถส่งออกปลาสด ๆ ที่ยังไม่ผ่านการแล่ อย่างปลาแซลมอน ปลาแม็กเคอเรล และปลาเทราต์ ได้มากเป็นอันดับ 1 ของโลก

และถึงแม้ว่านอร์เวย์ จะมีแหล่งน้ำมันที่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ แต่คนนอร์เวย์ แทบไม่ได้ใช้พลังงานจากน้ำมันเลย เพราะนอร์เวย์จะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด อย่างพลังงานลม และพลังงานน้ำมาใช้แทน

ซึ่งหากพูดถึงเรื่องน้ำ ก็ต้องบอกว่า “นอร์เวย์” ถือเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์มาก ๆ ประเทศหนึ่ง
เพราะนอร์เวย์มีฟยอร์ด ซึ่งเป็นอ่าวธรรมชาติที่เชื่อมต่อจากทะเลมากกว่า 1,000 แห่ง

โดยฟยอร์ดแต่ละแห่งก็มีความนิ่งและลึกมาก เหมาะจะเป็นที่วางไข่ หรือฟาร์มอนุบาลสัตว์น้ำทะเลต่าง ๆ อย่างปลาแซลมอน หรือปลาเทราต์

แต่สิ่งที่เริ่มผลักดันให้นอร์เวย์ กลายเป็นประเทศรายได้สูงจริง ๆ ก็คือการค้นพบก๊าซปิโตรเลียม และน้ำมันดิบเป็นจำนวนมากที่ทะเลเหนือในปี 1969

ถึงแม้ว่านอร์เวย์ จะค้นพบแหล่งปิโตรเลียมขนาดใหญ่ แต่นอร์เวย์ในตอนนั้น ก็ยังขุดเจาะและผลิตไม่เป็น

นั่นจึงทำให้รัฐบาลนอร์เวย์ ต้องยอมเปิดโอกาสให้บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง ESSO และ Shell รับสัมปทานขุดเจาะและผลิตน้ำมันในนอร์เวย์

โดยมีเงื่อนไขว่าบริษัทเหล่านี้ จะต้องเข้ามาร่วมทุนกับบริษัท Statoil ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลนอร์เวย์ได้จัดตั้งขึ้นมา คล้าย ๆ กับกลุ่ม ปตท. ของประเทศไทย

โดยในช่วงแรก รัฐบาลนอร์เวย์ได้เปิดโอกาสให้บริษัทปิโตรเลียมข้ามชาติ เข้ามาลงทุนสัมปทานน้ำมัน

แต่รัฐบาลนอร์เวย์ ก็ไม่ได้ปล่อยให้ผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้ ตกไปอยู่ในมือของชาวต่างชาติ

เพราะในระหว่างที่บริษัทต่างชาติได้สัมปทาน รัฐบาลนอร์เวย์ก็ได้วางเงื่อนไขที่แสนจะรัดกุมเอาไว้ว่า

เมื่อบริษัทข้ามชาติ จะเข้ามารับสัมปทานขุดเจาะน้ำมันในนอร์เวย์ บริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้ จะต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีการขุดเจาะให้กับชาวนอร์เวย์ และจะต้องจ้างชาวนอร์เวย์ทำงานในแหล่งขุดเจาะ และผลิตน้ำมันทั้งหมด

ด้วยโมเดลนี้จึงทำให้นอร์เวย์มีองค์ความรู้ เทคโนโลยีด้านการขุดเจาะ และผลิตน้ำมันแบบเฉพาะด้าน

และทำให้นอร์เวย์ ได้กลายเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีขุดเจาะน้ำมันในทะเลลึก และระบบการผลิตปิโตรเลียมใต้ทะเล ที่ก้าวหน้ามากที่สุดในโลก

เมื่อเราไปดูบริษัทที่มีมูลค่าตลาดมากที่สุดในนอร์เวย์ 5 อันดับแรก
เราจะพบว่ามี 3 บริษัท ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับปิโตรเลียม และเทคโนโลยีการขุดเจาะ นั่นก็คือ

- Equinor หรือเดิมชื่อ Statoil รัฐวิสาหกิจมูลค่า 3 ล้านล้านบาท ที่เป็นหัวหอกหลักของนอร์เวย์ ในการขุดเจาะ และผลิตปิโตรเลียม ปัจจุบันเป็นผู้รับผิดชอบการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เกือบทั้งหมดในทะเลเหนือ

- Kongsberg Gruppen บริษัทเทคโนโลยีขั้นสูงของนอร์เวย์ มูลค่า 8.5 แสนล้านบาท ที่ทำทั้งธุรกิจเทคโนโลยีทางการทหารกับการป้องกันประเทศ ระบบอัตโนมัติตรวจจับใต้ทะเลลึกสำหรับเรือขุดเจาะน้ำมัน และแท่นขุดเจาะ โดยมีลูกค้ารายใหญ่เป็นผู้ขุดเจาะน้ำมันเจ้าดังอย่าง Shell, BP, Chevron และ ExxonMobil

- Aker BP หนึ่งในบริษัทขุดเจาะและผลิตน้ำมัน โดยเน้นสำรวจและขุดเจาะน้ำมันดิบในน่านน้ำนอร์เวย์โดยเฉพาะ

นอกจากที่นอร์เวย์ จะพัฒนาอุตสาหกรรมด้วยน้ำมันและปิโตรเลียมแล้ว
นอร์เวย์ก็ยังมีพลังธรรมชาติอีกอย่าง นั่นก็คือ “ฟยอร์ด” หรืออ่าวธรรมชาติ ที่มีความลึกชันมากกว่า 1,000 แห่ง

โดยฟยอร์ด ก็ได้เป็นห้องทดลองด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ ของนอร์เวย์หลายด้านด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น

- เทคโนโลยีพลังงานน้ำ หรือ Hydropower ที่สามารถใช้ผลิตไฟฟ้า เพื่อหล่อเลี้ยงคนทั้งประเทศได้เกือบทั้งหมด

โดยมีบริษัทอย่าง Statkraft รัฐวิสาหกิจพลังงานยักษ์ใหญ่ของนอร์เวย์ ที่ทำหน้าที่บุกเบิกและบริหารจัดการเขื่อนผลิตไฟฟ้า และโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำทั่วประเทศ จนปัจจุบันกลายเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรป

ด้วยเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าจากน้ำของนอร์เวย์ที่มีประสิทธิภาพสูง และมีราคาถูก
จึงทำให้ชาวนอร์เวย์ รวมถึงธุรกิจต่าง ๆ ที่อยู่ในประเทศ แทบจะไม่ต้องใช้น้ำมันในการผลิตไฟฟ้าเลย

แม้แต่บริษัท Norsk Hydro บริษัทมูลค่า 6 แสนล้านบาท ผู้ผลิตชิ้นส่วนอะลูมิเนียมระดับโลก ที่จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาลในการหล่ออะลูมิเนียม ก็เลือกใช้ไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดแทบทั้งหมด

และนอกจากพลังงานน้ำแล้ว สิ่งที่ชาวนอร์เวย์ได้รับพรจากธรรมชาติ ก็คือพลังงานลม

เนื่องจากนอร์เวย์มีแนวชายฝั่งที่ยาวเหยียด และเปิดรับลมมรสุมจากมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือโดยตรง ทำให้ประเทศนี้มีกระแสลมพัดแรงและสม่ำเสมอตลอดทั้งปี

ชาวนอร์เวย์ ก็ใช้ลมที่พัดแบบไม่มีวันหยุดนี้ เข้าไปต่อยอดนวัตกรรมจนกลายเป็นเทคโนโลยี “กังหันลม” ที่ก้าวหน้าที่สุดในโลก

เพราะโดยปกติแล้ว กังหันลมสำหรับผลิตไฟฟ้าบนโลกนี้ จะถูกตอกเสาเข็มและสร้างขึ้นบนบก แต่ชาวนอร์เวย์เลือกสร้างกังหันลมกลางทะเลลึกแทน

เพราะชาวนอร์เวย์ ได้นำองค์ความรู้ทางวิศวกรรมทางทะเลลึก ที่สั่งสมมานานกว่า 50 ปีจากอุตสาหกรรมขุดเจาะน้ำมัน มาดัดแปลงเพื่อสร้างรากฐานของกังหันลม ให้สามารถลอยตัวและยึดเกาะกลางมหาสมุทรที่ลึกและมีคลื่นลมรุนแรงได้

ซึ่งบริษัทผู้พัฒนากังหันลมกลางทะเลลึก ก็คือ Equinor พี่ใหญ่ผู้ขุดเจาะและผลิตน้ำมันให้กับประเทศนอร์เวย์นั่นเอง

ปัจจุบัน Equinor ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในน่านน้ำบ้านเกิด แต่พวกเขาได้ส่งออกองค์ความรู้นี้
ไปสร้างธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมในหลากหลายประเทศทั่วโลก

ไม่ว่าจะเป็นการสร้างทุ่งกังหันลมที่ใหญ่ที่สุดในโลก นอกชายฝั่งสหราชอาณาจักร ไปจนถึงโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกา

จากที่นอร์เวย์ ได้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ มาสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ ในประเทศ จึงทำให้มีอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่เป็นผลพลอยได้

และเป็นอีกหนึ่งฟันเฟือง ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเป็นจำนวนมหาศาลให้ประเทศนอร์เวย์ ก็คือ อุตสาหกรรมส่งออกปลาสด อย่างปลาแซลมอน

ด้วยความเหนือชั้นจากเทคโนโลยีใต้ทะเล นอร์เวย์ไม่ได้จับปลาทะเลแบบดั้งเดิม แต่ใช้ระบบเซนเซอร์ใต้ทะเลลึกและ AI ที่ต่อยอดมาจากอุตสาหกรรมพลังงาน

มาทำการปฏิวัติฟาร์มเลี้ยงปลาในฟยอร์ดธรรมชาติให้มีประสิทธิภาพ จนกลายมาเป็นมหาอำนาจผู้ป้อนอาหารทะเลรักษ์โลกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด

โดยในปี 2024 นอร์เวย์สามารถส่งออกอาหารทะเลทุกชนิดรวมกัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 530,000 ล้านบาท และปลาแซลมอนกว่า 50% บนโลกนี้ ล้วนส่งออกจากประเทศนอร์เวย์

ถึงแม้ว่าอุตสาหกรรมปิโตรเลียม พลังงานสะอาด และปลาสด ทั้ง 3 อย่างนี้จะทำให้ชาวนอร์เวย์นั้น
ร่ำรวยและมีรายได้สูง เฉลี่ยถึง 3,200,000 ล้านบาทต่อปี

แต่สิ่งที่ทำให้ชาวนอร์เวย์ 1 คน มีรายได้ที่ค่อนข้างจะเท่าเทียมกัน หรือมีความเหลื่อมล้ำที่ต่ำมาก
ก็คือเรื่องนโยบายของรัฐ ที่วางรากฐานของประเทศให้เป็น “รัฐสวัสดิการ” ตั้งแต่ต้น

ซึ่งคำว่ารัฐสวัสดิการในแบบฉบับของนอร์เวย์ มีรากฐานตั้งแต่ช่วงที่ประเทศนอร์เวย์ ยังยากจนอยู่

โดยกลุ่มแรงงานและนายจ้าง ได้เจรจาตกลงกัน ด้วยข้อตกลงที่เรียกว่า Hovedavtalen

ข้อตกลงนี้ จะทำให้ลูกจ้าง
- สามารถทำให้ค่าแรงของทุกอาชีพในประเทศ จะถูกเจรจาพร้อมกันได้ในระดับประเทศ
- และฝั่งลูกจ้าง ก็ตกลงจะไม่ประท้วงหยุดงานโดยไม่มีเหตุผล

เมื่อสหภาพแรงงานกลายเป็นองค์กรที่เข้มแข็งระดับชาติ ก็มีอำนาจในการต่อรองผลประโยชน์และสวัสดิการเคียงคู่ไปกับกลุ่มทุนใหญ่ได้

ผลที่ตามมาคือ Gap หรือระยะห่างรายได้ ระหว่างเจ้าของธุรกิจ ผู้บริหารระดับสูง กับกลุ่มลูกจ้างทั่วไปนั้น แคบลงอย่างเห็นได้ชัด และไม่ค่อยมีใครทำธุรกิจจนรวยกระโดด ทิ้งห่างคนทั่วไปหลายเท่า

หลังจากที่นอร์เวย์ สามารถเซตระบบตลาดแรงงานให้เท่าเทียมกันได้ รัฐบาลนอร์เวย์ในยุคต่อมา ก็เดินหน้าลุยกฎหมาย Folketrygden หรือระบบประกันสังคมแห่งชาติของนอร์เวย์

โดยกฎหมายนี้ จะเป็นระบบประกันสังคมแห่งชาติ ที่รวบรวมสวัสดิการในประเทศเข้ามาอยู่ภายใต้ระบบเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบบำนาญแห่งชาติ ประกันการว่างงาน และค่ารักษาพยาบาลยามเจ็บป่วย

ซึ่งระบบประกันสังคม Folketrygden นั้น ไม่ได้ออกแบบมาแค่เป็นสิทธิของคนทำงานเท่านั้น แต่ระบบ Folketrygden ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นประกันสุขภาพถ้วนหน้า สำหรับพลเมืองชาวนอร์เวย์ทุกคน

โดยตั้งแต่เกิดจนตาย ชาวนอร์เวย์ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ หรือเก็บเงินก้อนไว้เพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาลเลย

และจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้ชาวนอร์เวย์ ร่ำรวยอย่างเท่าเทียมกัน ด้วยกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ

ก็คือในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ที่นอร์เวย์ต้องเจอกับวิกฤติการเงินครั้งใหญ่ จนราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกดิ่งลงอย่างแรง

จากวิกฤติครั้งนั้น ทำให้ธนาคารหลายแห่งในนอร์เวย์ต้องล้มละลาย และทำให้รัฐบาลนอร์เวย์ตระหนักว่า การพึ่งพารายได้จากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอย่างเดียวนั้นอันตรายและมีความเสี่ยงต่อประเทศเป็นอย่างมาก

ตั้งแต่ตอนนั้น ก็ทำให้รัฐบาลนอร์เวย์ เริ่มหันมาปรับโมเดลการบริหารเงินของประเทศใหม่
โดยการตั้งกฎเหล็กว่า ห้ามนำรายได้จากการขายน้ำมันมาใช้เป็นงบประมาณแผ่นดินโดยตรง

และตัดสินใจตรากฎหมายจัดตั้ง “กองทุนความมั่งคั่งแห่งรัฐ” หรือ Government Pension Fund Global ขึ้นมาในปี 1990

โดยกองทุนนี้ ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อนำกำไรที่ได้จากการกลั่นน้ำมันทั้งหมด ไปสะสมไว้ที่กองทุนนี้ และจะถูกนำไปใช้ลงทุนทั้ง หุ้น พันธบัตร และอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ เพื่อให้กองทุนนี้งอกเงยเติบโต

ซึ่งเม็ดเงินและผลตอบแทนจากกองทุนนี้บางส่วน ก็จะถูกนำไปใช้ร่วมกับนโยบายการคลังของประเทศ เพื่อนำไปพัฒนาระบบประกันสังคมถ้วนหน้าหรือ Folketrygden ด้วย

ซึ่งมูลค่าเงินลงทุน ของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาตินอร์เวย์ ก็เติบโตขึ้นทุกปี โดย

ปี 2005 กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาตินอร์เวย์ มีมูลค่า 4.8 ล้านล้านบาท
ปี 2015 กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาตินอร์เวย์ มีมูลค่า 25.9 ล้านล้านบาท
ปี 2025 กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาตินอร์เวย์ มีมูลค่า 73.8 ล้านล้านบาท

ณ วันที่ 17 กรกฎาคม 2026 กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาตินอร์เวย์ มีมูลค่ากว่า 76.3 ล้านล้านบาท
ถ้าหารเฉลี่ยด้วยประชากรในประเทศแล้ว

ก็เท่ากับว่าประชากรนอร์เวย์ 1 คน มีส่วนแบ่งความมั่งคั่งนี้เท่ากับ 13.5 ล้านบาทเลยทีเดียว..

ทั้งหมดนี้ ก็เป็นกรณีศึกษา ของความมั่งคั่งในแบบฉบับของนอร์เวย์

ประเทศที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงมากเป็นอันดับ 3 ของโลก แถมยังขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศ ที่มีความเหลื่อมล้ำต่ำที่สุดในโลกด้วย

จากความลงตัวเหล่านี้ ก็เริ่มจากพลังของการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่าง “น้ำมัน” เข้ามาต่อยอดเป็นนวัตกร

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่