สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 5
เป็นเราไม่แต่งค่ะ แฟนคุณหัวอ่อนตามพ่อตามแม่
หากคุณแต่งงานบอกได้เลยรายได้ของคุณต้องเอามาใช้จ่ายในครอบครัว ส่วนรายได้ของแฟนจะทุ่มให้ที่บ้านเดิมเขาหมด
เราแค่อยากจะบอกว่า ผญ เวลารู้ว่าบ้านผู้ชายมีหนี้สินยังเลือกไม่แต่งงานและเลิกคบเลยค่ะหาอ่านได้ในพันทิปนี่ล่ะ คุณก็เลือกได้เช่นกัน ไม่ต้องทำตัวเป็นพระเอกหรอกค่ะ คนเราแต่งงานอยากสร้างครอบครัวของตัวเอง ถ้าเมียต้องแบกภาระของพ่อแม่หลังแอ่นเมื่อไหร่จะสร้างครอบครัวได้กัน
หากคุณแต่งงานบอกได้เลยรายได้ของคุณต้องเอามาใช้จ่ายในครอบครัว ส่วนรายได้ของแฟนจะทุ่มให้ที่บ้านเดิมเขาหมด
เราแค่อยากจะบอกว่า ผญ เวลารู้ว่าบ้านผู้ชายมีหนี้สินยังเลือกไม่แต่งงานและเลิกคบเลยค่ะหาอ่านได้ในพันทิปนี่ล่ะ คุณก็เลือกได้เช่นกัน ไม่ต้องทำตัวเป็นพระเอกหรอกค่ะ คนเราแต่งงานอยากสร้างครอบครัวของตัวเอง ถ้าเมียต้องแบกภาระของพ่อแม่หลังแอ่นเมื่อไหร่จะสร้างครอบครัวได้กัน
ความคิดเห็นที่ 29
เขาเร่งให้คุณแต่งเพื่อจะให้คุณมาเป็นแหล่งรายได้ค่ะ ไม่ใช่เพราะขี้ปากชาวบ้าน
จากที่คุณบอก บ้านเขาไม่มีความรับผิดชอบ และยังคงก่อหนี้เพิ่ม แล้วยังพูดว่าน้องไม่เกี่ยวกับหนี้ทั้งที่แฟนคุณก็ไม่เกี่ยวแต่ต้องมาทำใช้หนี้
เราแนะนำจากใจดังนี้ค่ะ
1. ถ้ารักกัน ไม่ต้องแต่งค่ะ อยู่ไปแบบนี้แหละ เราเข้าใจว่าไม่ยุติธรรมกับแฟนคุณ แต่ถ้าแต่งไปก็ไม่ยุติธรรมกับคุณ เพราะบ้านเขาหาหลักเกาะ ซึ่งก็คือคุณ แต่แล้วถอนตัวยาก
2. ถ้าเข้าใจสัจธรรม ยอมรับความจริง ก็ถอยจากความสัมพันธ์ฉันท์คนรัก แล้วเกื้อกูลกันในฐานะกัลยาณมิตรที่หวังดีต่อกันพอค่ะ
มันไม่มีจริงหรอกค่ะ การ “รอจนกว่าจะเคลียร์ปัญหาได้” เพราะพ่อแม่แฟนไม่มีความตั้งใจจะรับผิดชอบหรือแก้ปัญหา ยังเดินหน้าก่อหนี้เพิ่ม และมีความคิดว่าน้องไม่ต้องร่วมรับผิดชอบ แฟนคุณเองก็ไม่มีวันใจแข็งกับที่บ้าน ดังนั้น หนี้จะเพิ่มเรื่อยๆ แฟนคุณต้องรับภาระเรื่อยๆ และต่อไปถ้าคุณเป็นสามีคุณก็ต้องช่วยเพราะเขาจะกดดันคุณ เช่น ปากบอกว่าไม่รบกวนคุณแต่แฟนนอนร้องไห้ทุกคืน คุณก็ต้องช่วยอยู่ดีไหมล่ะ นี่คือคำทำนายที่เราฟันธงกว่าโหรทุกสำนักค่ะ สินสอดจะถูกเรียกเอาไปใช้หนี้ รวมถึงต่อไปเรือนหออาจถูกจำนอง หรือขอให้น้องมาอยู่ด้วยฟรีๆ รถคุณอาจถูกนำไปเข้าไฟแนนซ์ ลูกคุณต้องพึ่งคุณคนเดียว คุณจะถูกหยิบยืมเงินหรือขอให้ช่วยค้ำ ให้กู้แทน ขืนแต่งไปสุดท้ายคุณจะตกนรกพร้อมคนบ้านนี้ค่ะ
จากที่คุณบอก บ้านเขาไม่มีความรับผิดชอบ และยังคงก่อหนี้เพิ่ม แล้วยังพูดว่าน้องไม่เกี่ยวกับหนี้ทั้งที่แฟนคุณก็ไม่เกี่ยวแต่ต้องมาทำใช้หนี้
เราแนะนำจากใจดังนี้ค่ะ
1. ถ้ารักกัน ไม่ต้องแต่งค่ะ อยู่ไปแบบนี้แหละ เราเข้าใจว่าไม่ยุติธรรมกับแฟนคุณ แต่ถ้าแต่งไปก็ไม่ยุติธรรมกับคุณ เพราะบ้านเขาหาหลักเกาะ ซึ่งก็คือคุณ แต่แล้วถอนตัวยาก
2. ถ้าเข้าใจสัจธรรม ยอมรับความจริง ก็ถอยจากความสัมพันธ์ฉันท์คนรัก แล้วเกื้อกูลกันในฐานะกัลยาณมิตรที่หวังดีต่อกันพอค่ะ
มันไม่มีจริงหรอกค่ะ การ “รอจนกว่าจะเคลียร์ปัญหาได้” เพราะพ่อแม่แฟนไม่มีความตั้งใจจะรับผิดชอบหรือแก้ปัญหา ยังเดินหน้าก่อหนี้เพิ่ม และมีความคิดว่าน้องไม่ต้องร่วมรับผิดชอบ แฟนคุณเองก็ไม่มีวันใจแข็งกับที่บ้าน ดังนั้น หนี้จะเพิ่มเรื่อยๆ แฟนคุณต้องรับภาระเรื่อยๆ และต่อไปถ้าคุณเป็นสามีคุณก็ต้องช่วยเพราะเขาจะกดดันคุณ เช่น ปากบอกว่าไม่รบกวนคุณแต่แฟนนอนร้องไห้ทุกคืน คุณก็ต้องช่วยอยู่ดีไหมล่ะ นี่คือคำทำนายที่เราฟันธงกว่าโหรทุกสำนักค่ะ สินสอดจะถูกเรียกเอาไปใช้หนี้ รวมถึงต่อไปเรือนหออาจถูกจำนอง หรือขอให้น้องมาอยู่ด้วยฟรีๆ รถคุณอาจถูกนำไปเข้าไฟแนนซ์ ลูกคุณต้องพึ่งคุณคนเดียว คุณจะถูกหยิบยืมเงินหรือขอให้ช่วยค้ำ ให้กู้แทน ขืนแต่งไปสุดท้ายคุณจะตกนรกพร้อมคนบ้านนี้ค่ะ
ความคิดเห็นที่ 38
ไม่มีอะไรที่จะคลี่คลาย มีแต่เรื่องจะแย่ลงเรื่อยๆ ภาระหนักอึ้งจะมากขึ้นเรื่อยๆ
และตัวปัญหา คือคนทั้งหมดนั่นแหล่ะ ทั้งพ่อแม่เค้า แฟนคุณ(โง่และกับดักกตัญญู)
คุณอยากได้ความพัง ที่สืบต่อจากการเลี้ยงดูและพันธุกรรม มาอยู่กับลูกคุณ หรือติดตัวคุณรึเปล่า
เราไล่ Timeline ที่แย่ขึ้นเรื่อยๆนะ
1)สามปีก่อน พ่อแม่มีหนี้บัตรเครดิตและอื่นๆ 1 ล้านบาท
จ่ายแค่ขั้นต่ำ 30,000-40,000 /เดือน (หนี้ไม่มีวันลดลงนะจ๊ะ)
2) แฟนกู้ปิดหนี้ โดยพ่อแม่ให้ผ่อน10,000บาท 20ปี
(การแก้ปัญหา ดีเยี่ยม ... ทั้งที่ common sense ก็รู้ว่า ห้ามทำ )
3) เมื่อหนี้เดิมหมดลง ก็เริ่มมีการสร้างหนี้ใหม่อีก (ก็ควรจะรู้อยู่แล้วป่ะ)
4) ปีที่แล้ว พ่อและแม่ของแฟนตัดสินใจลาออกจากงานโดยที่ไม่ปรึกษาแฟนผมเลย
(ชักดาบเห็นๆ ลาออกทั้ง2คนด้วย ต้องเครียดพร้อมกัน2คนเลยนะ ทั้งที่น้องสาวเพิ่งเข้ามหาลัย ใครเลี้ยงอ่ะ )
5) เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ไม่เอามาจ่ายหนี้ (จ่ายก็โง่ดิ มีควายรับหนี้ไปแล้ว ควายที่ต้องเลี้ยงน้องด้วย)
6) ปีนี้ ต้องแต่งงานแล้วนะ เพราะต้องการสินสอด เอามาใช้จ่าย , ต้องรีบผูกมัดจับควายเพิ่ม
(อย่าหวังว่า จะคืน หรือจ่ายหนี้นะจ๊ะ)
7) ตอนนี้แฟนคุณก็ร่วมกู้อะไรไม่ได้มากหรอกนะ ความหวังจะกู้ร่วม มีบ้าน น่าจะไกลลิบๆริบหรี่
กู้คนเดียวก็น่าจะได้บ้านเล็กๆ ซึ่งคุณก็จะมาเป็นครอบครัวเดียวกันให้หาเงินเพิ่ม หลังจากปล้นสินสอด(เงินจากพ่อแม่คุณ)
คุณเปลี่ยนพ่อแม่เค้าไม่ได้ เค้าไม่มีวันจ่ายหนี้ และเค้าจะไถเงินคุณมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่ทำงาน
คุณเปลี่ยนแฟนคุณไม่ได้ เค้ามีกำพืดเดียวกัน และฉลาดได้เท่านี้ ... คุณอยากได้กำพืดนี้มาเป็นแม่ของลูก และอยู่ข้างตัวคุณตลอดชีวิตไหม
ดีที่คุณเห็นก่อนที่จะแต่ง และชมคุณที่เล่าได้เป็นขั้นตอนอย่างฉลาด
คุณจะให้โอกาสเค้าอีก1ปีที่จะทำใจก็ได้ เผื่อเค้าพลิกสถานการณ์ได้
1ปีนี้ คุณน่าจะเห็น ธาตุแท้ และภาระที่ล้นขึ้น จากครอบครัวนี้ เธอต้องส่งเสียน้อง พ่อแม่ที่ว่างแต่ฟุ้งซ่านไถเงินเพิ่ม
เพราะเป็นความจริงที่ว่า สถานการณ์บ้านนี้จะแย่ลงเรื่อยๆ ซึ่งเป็นภาระคุณอย่างเลี่ยงไม่ได้
อย่าลืม หันไปมองหน้า"พ่อแม่คุณ"ด้วย ว่าเค้าเลี้ยงคุณมาอย่างฉลาด เค้าอยากให้ลูกชายเค้าไปแบกเลี้ยงดูพ่อแม่คนอื่นรึเปล่า
และตัวปัญหา คือคนทั้งหมดนั่นแหล่ะ ทั้งพ่อแม่เค้า แฟนคุณ(โง่และกับดักกตัญญู)
คุณอยากได้ความพัง ที่สืบต่อจากการเลี้ยงดูและพันธุกรรม มาอยู่กับลูกคุณ หรือติดตัวคุณรึเปล่า
เราไล่ Timeline ที่แย่ขึ้นเรื่อยๆนะ
1)สามปีก่อน พ่อแม่มีหนี้บัตรเครดิตและอื่นๆ 1 ล้านบาท
จ่ายแค่ขั้นต่ำ 30,000-40,000 /เดือน (หนี้ไม่มีวันลดลงนะจ๊ะ)
2) แฟนกู้ปิดหนี้ โดยพ่อแม่ให้ผ่อน10,000บาท 20ปี
(การแก้ปัญหา ดีเยี่ยม ... ทั้งที่ common sense ก็รู้ว่า ห้ามทำ )
3) เมื่อหนี้เดิมหมดลง ก็เริ่มมีการสร้างหนี้ใหม่อีก (ก็ควรจะรู้อยู่แล้วป่ะ)
4) ปีที่แล้ว พ่อและแม่ของแฟนตัดสินใจลาออกจากงานโดยที่ไม่ปรึกษาแฟนผมเลย
(ชักดาบเห็นๆ ลาออกทั้ง2คนด้วย ต้องเครียดพร้อมกัน2คนเลยนะ ทั้งที่น้องสาวเพิ่งเข้ามหาลัย ใครเลี้ยงอ่ะ )
5) เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ไม่เอามาจ่ายหนี้ (จ่ายก็โง่ดิ มีควายรับหนี้ไปแล้ว ควายที่ต้องเลี้ยงน้องด้วย)
6) ปีนี้ ต้องแต่งงานแล้วนะ เพราะต้องการสินสอด เอามาใช้จ่าย , ต้องรีบผูกมัดจับควายเพิ่ม
(อย่าหวังว่า จะคืน หรือจ่ายหนี้นะจ๊ะ)
7) ตอนนี้แฟนคุณก็ร่วมกู้อะไรไม่ได้มากหรอกนะ ความหวังจะกู้ร่วม มีบ้าน น่าจะไกลลิบๆริบหรี่
กู้คนเดียวก็น่าจะได้บ้านเล็กๆ ซึ่งคุณก็จะมาเป็นครอบครัวเดียวกันให้หาเงินเพิ่ม หลังจากปล้นสินสอด(เงินจากพ่อแม่คุณ)
คุณเปลี่ยนพ่อแม่เค้าไม่ได้ เค้าไม่มีวันจ่ายหนี้ และเค้าจะไถเงินคุณมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่ทำงาน
คุณเปลี่ยนแฟนคุณไม่ได้ เค้ามีกำพืดเดียวกัน และฉลาดได้เท่านี้ ... คุณอยากได้กำพืดนี้มาเป็นแม่ของลูก และอยู่ข้างตัวคุณตลอดชีวิตไหม
ดีที่คุณเห็นก่อนที่จะแต่ง และชมคุณที่เล่าได้เป็นขั้นตอนอย่างฉลาด
คุณจะให้โอกาสเค้าอีก1ปีที่จะทำใจก็ได้ เผื่อเค้าพลิกสถานการณ์ได้
1ปีนี้ คุณน่าจะเห็น ธาตุแท้ และภาระที่ล้นขึ้น จากครอบครัวนี้ เธอต้องส่งเสียน้อง พ่อแม่ที่ว่างแต่ฟุ้งซ่านไถเงินเพิ่ม
เพราะเป็นความจริงที่ว่า สถานการณ์บ้านนี้จะแย่ลงเรื่อยๆ ซึ่งเป็นภาระคุณอย่างเลี่ยงไม่ได้
อย่าลืม หันไปมองหน้า"พ่อแม่คุณ"ด้วย ว่าเค้าเลี้ยงคุณมาอย่างฉลาด เค้าอยากให้ลูกชายเค้าไปแบกเลี้ยงดูพ่อแม่คนอื่นรึเปล่า
แสดงความคิดเห็น
ผมควรชะลอการแต่งงานเพราะหนี้ของครอบครัวแฟนไหมครับ หรือผมคิดมากเกินไป
ผมกับแฟนคบกันมา 9 ปี ตั้งใจวางแผนจะแต่งงานช่วงปี 2570
ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน ผมทราบว่าครอบครัวของแฟนมีหนี้บัตรเครดิตและหนี้สินจากหลายแหล่ง รวมกันประมาณ 1 ล้านบาท (ไม่มีหนี้นอกระบบ) โดยในตอนนั้นพ่อแม่ของแฟนต้องจ่ายหนี้ขั้นต่ำเดือนละประมาณ 30,000–40,000 บาท ทำให้แทบไม่มีสภาพคล่องทางการเงิน อีกทั้งน้องของแฟนก็เพิ่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีก
ตอนนั้นผมกับแฟนพยายามหาทางออกหลายวิธี สุดท้ายแฟนตัดสินใจกู้สินเชื่อมาเพื่อปิดหนี้ทั้งหมดของพ่อแม่ โดยตกลงกันว่าหลังจากกู้สินเชื่อนี้แล้ว พ่อแม่ของแฟนจะเป็นผู้รับผิดชอบผ่อนชำระเดือนละประมาณ 10,000 บาท เป็นเวลา 20 ปี ซึ่งจะช่วยลดภาระรายเดือนและทำให้ครอบครัวมีสภาพคล่องมากขึ้น
(แต่เมื่อมองย้อนกลับไป ผมคิดว่านั่นเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด เพราะเป็นการนำหนี้ทั้งหมดมาอยู่ในชื่อของแฟน ขณะที่คนที่เป็นต้นเหตุของหนี้กลับไม่ได้ปรับพฤติกรรมการใช้เงิน เมื่อหนี้เดิมหมดลง ก็เริ่มมีการสร้างหนี้ใหม่อีก)
***เรื่องยิ่งหนักขึ้นเมื่อปีที่แล้ว พ่อและแม่ของแฟนตัดสินใจลาออกจากงานโดยที่ไม่ปรึกษาแฟนผมเลย ทั้งที่ยังไม่ถึงอายุเกษียณ โดยให้เหตุผลว่าเครียดกับปัญหาต่าง ๆ จึงกลายเป็นว่าแฟนต้องรับภาระผ่อนหนี้ก้อนนี้เพียงคนเดียว
ก่อนหน้านี้เคยตกลงกันไว้ว่า หากพ่อแม่ลาออกหรือเกษียณ แล้วได้รับเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จะนำเงินส่วนนั้นมาช่วยลดภาระหนี้ แต่เมื่อถึงเวลาจริง กลับไม่มีการนำเงินมาช่วยชำระหนี้เลย ทำให้แฟนต้องแบกรับภาระทั้งหมด และเกิดความเครียดสะสมมากขึ้น
สิ่งที่ทำให้ผมกังวลที่สุดคือ ครอบครัวของแฟนดูเหมือนไม่มีแผนหรือความตั้งใจที่จะรับผิดชอบหนี้ก้อนนี้อย่างจริงจัง
จนมาถึงปีนี้ ครอบครัวแฟนเริ่มถามผมและแฟนบ่อยขึ้นว่าจะจัดงานแต่งเมื่อไหร่ เพราะคบกันมานานแล้ว ทั้งที่เดิมผมก็มีแผนจะแต่งปี 2570 ตามที่ตั้งใจไว้
แต่ตอนนี้ผมขอชะลอการแต่งงานก่อน เพราะรู้สึกว่าหนี้ก้อนนี้อาจกลายเป็นภาระของชีวิตคู่ในระยะยาว หากเราแต่งงานกันในขณะที่ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข
ผมได้อธิบายเหตุผลทั้งหมดให้แฟนเข้าใจ และบอกว่าผมไม่ได้ไม่รักเขา แต่ผมอยากให้ครอบครัวของเขาร่วมกันรับผิดชอบหนี้ที่เกิดขึ้น เพราะสุดท้ายคนที่กำลังแบกรับทั้งหมดคือแฟน
แฟนพยายามคุยกับที่บ้านหลายครั้ง แต่ก็มักถูกปฏิเสธหรือเลี่ยงประเด็นอยู่เสมอ
มีอยู่ครั้งหนึ่ง แฟนพูดว่าเมื่อน้องเรียนจบแล้วจะให้น้องมาช่วยกันผ่อนหนี้ แต่พ่อแม่กลับตอบว่า "น้องจะมาเกี่ยวอะไร นี่ไม่ใช่หน้าที่ของน้อง" ทั้งๆที่หนี้ก้อนหนี้คือหนี้สินครอบครัว
สำหรับผม ประโยคนี้ยิ่งสะท้อนว่าคนที่ควรรับผิดชอบกลับพยายามผลักภาระให้คนอื่น โดยที่ตัวเองไม่ได้แสดงความรับผิดชอบอย่างจริงจัง
ปัจจุบัน เมื่อพ่อแม่ของแฟนทราบว่าผมยังไม่แต่งงานเพราะกังวลเรื่องหนี้ พวกเขากลับบอกว่า "เดี๋ยวน้องเรียนจบก็มาช่วยจ่ายเอง" พร้อมทั้งเร่งให้รีบแต่งงาน เพราะไม่อยากให้คนในหมู่บ้านพูดว่า "คบกันตั้งนานแล้วยังไม่แต่ง"
ผมรู้สึกแปลกใจมาก เพราะดูเหมือนสิ่งที่เขาให้ความสำคัญกลับเป็นสายตาของคนอื่น มากกว่าการแก้ปัญหาหนี้ที่เป็นต้นเหตุของทุกอย่าง
นอกจากนี้ พ่อแม่ของแฟนยังบอกว่าให้เวลาผมอีก 1 ปี ถ้าจะแต่งก็แต่ง พร้อมพูดกับแฟนว่า "เขาไม่รักลูกแล้วหรือ ถึงไม่ยอมแต่งงาน"
ยอมรับตามตรงว่าผมรู้สึกเหนื่อยใจมากครับ
ผมรักแฟน และเข้าใจว่าเขาเองก็เป็นคนกลางที่ลำบากที่สุดในเรื่องนี้ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ผมก็อดกังวลไม่ได้ว่าหากแต่งงานไป ทั้งที่ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข ภาระทั้งหมดอาจตกมาที่ชีวิตคู่ของเราในอนาคต
1.ควรจะชะลอการแต่งงานหรือ
2.ผมคิดมากเกินไปหรือเปล่า
3.มีวิธีไหนที่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นโดยไม่กระทบความสัมพันธ์กับแฟนบ้าง
ขอบคุณทุกความคิดเห็นครับ