สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 5
เป็นเราไม่แต่งค่ะ แฟนคุณหัวอ่อนตามพ่อตามแม่
หากคุณแต่งงานบอกได้เลยรายได้ของคุณต้องเอามาใช้จ่ายในครอบครัว ส่วนรายได้ของแฟนจะทุ่มให้ที่บ้านเดิมเขาหมด
เราแค่อยากจะบอกว่า ผญ เวลารู้ว่าบ้านผู้ชายมีหนี้สินยังเลือกไม่แต่งงานและเลิกคบเลยค่ะหาอ่านได้ในพันทิปนี่ล่ะ คุณก็เลือกได้เช่นกัน ไม่ต้องทำตัวเป็นพระเอกหรอกค่ะ คนเราแต่งงานอยากสร้างครอบครัวของตัวเอง ถ้าเมียต้องแบกภาระของพ่อแม่หลังแอ่นเมื่อไหร่จะสร้างครอบครัวได้กัน
หากคุณแต่งงานบอกได้เลยรายได้ของคุณต้องเอามาใช้จ่ายในครอบครัว ส่วนรายได้ของแฟนจะทุ่มให้ที่บ้านเดิมเขาหมด
เราแค่อยากจะบอกว่า ผญ เวลารู้ว่าบ้านผู้ชายมีหนี้สินยังเลือกไม่แต่งงานและเลิกคบเลยค่ะหาอ่านได้ในพันทิปนี่ล่ะ คุณก็เลือกได้เช่นกัน ไม่ต้องทำตัวเป็นพระเอกหรอกค่ะ คนเราแต่งงานอยากสร้างครอบครัวของตัวเอง ถ้าเมียต้องแบกภาระของพ่อแม่หลังแอ่นเมื่อไหร่จะสร้างครอบครัวได้กัน
โลกของซึนซึน ถูกใจ, No need to carry on ถูกใจ, หัวใจข้างซ้าย พวงมาลัยข้างขวา ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 4108983 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 4390623 ถูกใจ, Z-8080 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 9355460 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 4659374 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 6895436 ถูกใจ, pumpkin&blackbeauty ถูกใจรวมถึงอีก 20 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
ผมควรชะลอการแต่งงานเพราะหนี้ของครอบครัวแฟนไหมครับ หรือผมคิดมากเกินไป
ผมกับแฟนคบกันมา 9 ปี ตั้งใจวางแผนจะแต่งงานช่วงปี 2570
ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน ผมทราบว่าครอบครัวของแฟนมีหนี้บัตรเครดิตและหนี้สินจากหลายแหล่ง รวมกันประมาณ 1 ล้านบาท (ไม่มีหนี้นอกระบบ) โดยในตอนนั้นพ่อแม่ของแฟนต้องจ่ายหนี้ขั้นต่ำเดือนละประมาณ 30,000–40,000 บาท ทำให้แทบไม่มีสภาพคล่องทางการเงิน อีกทั้งน้องของแฟนก็เพิ่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีก
ตอนนั้นผมกับแฟนพยายามหาทางออกหลายวิธี สุดท้ายแฟนตัดสินใจกู้สินเชื่อมาเพื่อปิดหนี้ทั้งหมดของพ่อแม่ โดยตกลงกันว่าหลังจากกู้สินเชื่อนี้แล้ว พ่อแม่ของแฟนจะเป็นผู้รับผิดชอบผ่อนชำระเดือนละประมาณ 10,000 บาท เป็นเวลา 20 ปี ซึ่งจะช่วยลดภาระรายเดือนและทำให้ครอบครัวมีสภาพคล่องมากขึ้น
(แต่เมื่อมองย้อนกลับไป ผมคิดว่านั่นเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด เพราะเป็นการนำหนี้ทั้งหมดมาอยู่ในชื่อของแฟน ขณะที่คนที่เป็นต้นเหตุของหนี้กลับไม่ได้ปรับพฤติกรรมการใช้เงิน เมื่อหนี้เดิมหมดลง ก็เริ่มมีการสร้างหนี้ใหม่อีก)
***เรื่องยิ่งหนักขึ้นเมื่อปีที่แล้ว พ่อและแม่ของแฟนตัดสินใจลาออกจากงานโดยที่ไม่ปรึกษาแฟนผมเลย ทั้งที่ยังไม่ถึงอายุเกษียณ โดยให้เหตุผลว่าเครียดกับปัญหาต่าง ๆ จึงกลายเป็นว่าแฟนต้องรับภาระผ่อนหนี้ก้อนนี้เพียงคนเดียว
ก่อนหน้านี้เคยตกลงกันไว้ว่า หากพ่อแม่ลาออกหรือเกษียณ แล้วได้รับเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จะนำเงินส่วนนั้นมาช่วยลดภาระหนี้ แต่เมื่อถึงเวลาจริง กลับไม่มีการนำเงินมาช่วยชำระหนี้เลย ทำให้แฟนต้องแบกรับภาระทั้งหมด และเกิดความเครียดสะสมมากขึ้น
สิ่งที่ทำให้ผมกังวลที่สุดคือ ครอบครัวของแฟนดูเหมือนไม่มีแผนหรือความตั้งใจที่จะรับผิดชอบหนี้ก้อนนี้อย่างจริงจัง
จนมาถึงปีนี้ ครอบครัวแฟนเริ่มถามผมและแฟนบ่อยขึ้นว่าจะจัดงานแต่งเมื่อไหร่ เพราะคบกันมานานแล้ว ทั้งที่เดิมผมก็มีแผนจะแต่งปี 2570 ตามที่ตั้งใจไว้
แต่ตอนนี้ผมขอชะลอการแต่งงานก่อน เพราะรู้สึกว่าหนี้ก้อนนี้อาจกลายเป็นภาระของชีวิตคู่ในระยะยาว หากเราแต่งงานกันในขณะที่ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข
ผมได้อธิบายเหตุผลทั้งหมดให้แฟนเข้าใจ และบอกว่าผมไม่ได้ไม่รักเขา แต่ผมอยากให้ครอบครัวของเขาร่วมกันรับผิดชอบหนี้ที่เกิดขึ้น เพราะสุดท้ายคนที่กำลังแบกรับทั้งหมดคือแฟน
แฟนพยายามคุยกับที่บ้านหลายครั้ง แต่ก็มักถูกปฏิเสธหรือเลี่ยงประเด็นอยู่เสมอ
มีอยู่ครั้งหนึ่ง แฟนพูดว่าเมื่อน้องเรียนจบแล้วจะให้น้องมาช่วยกันผ่อนหนี้ แต่พ่อแม่กลับตอบว่า "น้องจะมาเกี่ยวอะไร นี่ไม่ใช่หน้าที่ของน้อง" ทั้งๆที่หนี้ก้อนหนี้คือหนี้สินครอบครัว
สำหรับผม ประโยคนี้ยิ่งสะท้อนว่าคนที่ควรรับผิดชอบกลับพยายามผลักภาระให้คนอื่น โดยที่ตัวเองไม่ได้แสดงความรับผิดชอบอย่างจริงจัง
ปัจจุบัน เมื่อพ่อแม่ของแฟนทราบว่าผมยังไม่แต่งงานเพราะกังวลเรื่องหนี้ พวกเขากลับบอกว่า "เดี๋ยวน้องเรียนจบก็มาช่วยจ่ายเอง" พร้อมทั้งเร่งให้รีบแต่งงาน เพราะไม่อยากให้คนในหมู่บ้านพูดว่า "คบกันตั้งนานแล้วยังไม่แต่ง"
ผมรู้สึกแปลกใจมาก เพราะดูเหมือนสิ่งที่เขาให้ความสำคัญกลับเป็นสายตาของคนอื่น มากกว่าการแก้ปัญหาหนี้ที่เป็นต้นเหตุของทุกอย่าง
นอกจากนี้ พ่อแม่ของแฟนยังบอกว่าให้เวลาผมอีก 1 ปี ถ้าจะแต่งก็แต่ง พร้อมพูดกับแฟนว่า "เขาไม่รักลูกแล้วหรือ ถึงไม่ยอมแต่งงาน"
ยอมรับตามตรงว่าผมรู้สึกเหนื่อยใจมากครับ
ผมรักแฟน และเข้าใจว่าเขาเองก็เป็นคนกลางที่ลำบากที่สุดในเรื่องนี้ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ผมก็อดกังวลไม่ได้ว่าหากแต่งงานไป ทั้งที่ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข ภาระทั้งหมดอาจตกมาที่ชีวิตคู่ของเราในอนาคต
1.ควรจะชะลอการแต่งงานหรือ
2.ผมคิดมากเกินไปหรือเปล่า
3.มีวิธีไหนที่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นโดยไม่กระทบความสัมพันธ์กับแฟนบ้าง
ขอบคุณทุกความคิดเห็นครับ