JJNY : ลุงวัย 66 ป่วยเนื้องอก ชวดสิทธิ│จนจริงแต่สุดท้อ│พริษฐ์ชี้พฤติกรรมชัด│“วีระยุทธ”ชี้“ปล่อยผี”│เนติวิทย์โต้บิ๊กดุลย์

ลุงวัย 66 ท้อแท้ชีวิต เก็บของเก่าขาย ป่วยเนื้องอก ชวดสิทธิบัตรคนจน เหตุหลานทำประกันชีวิตให้
.

.
นายจันทร์ อายุ 66 ปี ประกอบอาชีพเก็บของเก่าขาย ต้องผิดหวัง เมื่อผลการตรวจสอบสิทธิโครงการสวัสดิการแห่งรัฐรอบล่าสุด ระบุว่า ไม่ผ่านเกณฑ์ โดยที่ผ่านมา นายจันทร์ ยังไม่เคยได้รับความช่วยเหลือจากโครงการดังกล่าว และตั้งความหวังว่าการสมัครครั้งนี้จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพในแต่ละวันได้บ้าง
.
นายจันทร์ เปิดเผยว่า รู้สึกเสียใจอย่างมากเมื่อทราบผลการพิจารณา สาเหตุที่ไม่ผ่านเกณฑ์ เนื่องจากตนมีข้อมูลกรมธรรม์ประกันชีวิต ที่มีวงเงินเกินกว่าหลักเกณฑ์กำหนด โดยประกันชีวิตดังกล่าวหลานเป็นผู้จัดทำให้ ไม่ใช่ทรัพย์สินหรือเงินที่ตนดำเนินการด้วยตัวเอง จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริง และพิจารณาสภาพความเป็นอยู่ของผู้ยื่นขอรับสิทธิเป็นรายบุคคล
.
ตนยังคงออกตระเวนหาเก็บของเก่าตลอดทั้งวัน เพื่อแลกกับรายได้เพียงเล็กน้อยมาประคับประคองชีวิต โดยรายได้ในแต่ละวันไม่แน่นอน บางวันแทบไม่เพียงพอสำหรับซื้ออาหาร และของใช้จำเป็น นอกจากนี้ เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน ตนป่วยเป็นเนื้องอกในกระเพาะปัสสาวะ และเข้ารับการผ่าตัดรักษาแล้ว แม้สุขภาพจะไม่แข็งแรงเหมือนเดิม แต่ด้วยภาระค่าใช้จ่าย และไม่มีรายได้ทางอื่น ต้องฝืนร่างกายออกเก็บของเก่าเพื่อเลี้ยงชีพ
.
นายจันทร์ ยอมรับว่า หลายครั้งรู้สึกท้อแท้กับชีวิต เมื่อต้องต่อสู้ทั้งกับความยากจน และอาการเจ็บป่วย ส่วนคนในครอบครัวพยายามให้กำลังใจ และชักชวนให้ไปพักอาศัยกับลูกหลาน เพื่อลดภาระการทำงานหนัก
.
นายจันทร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า อยากวิงวอนให้รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยทบทวนสิทธิของตนอีกครั้ง พร้อมขอให้พิจารณาจากสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริง เพราะปัจจุบันรายได้ไม่เพียงพอ ต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการเก็บของเก่า และยังต้องต่อสู้กับปัญหาสุขภาพ โดยหวังเพียงว่าความช่วยเหลือจากรัฐจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในบั้นปลายชีวิตได้บ้าง
.

.
ชาวบ้านเก็บของเก่าขาย จนจริง แต่สุดท้อ ไม่ขอทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
.
ชาวบ้าน จ.ชัยนาท หาเก็บของเก่า เก็บขวดตามถังขยะขาย โดนตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ท้อไม่ขอทบทวนสิทธิแม้จนจริง ระบบบอกมีรถ จยย. 3 คัน โดย 1 คันเคยขายไปนานเป็น 20 ปี แต่ไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์
.
วันนี้ (22 ก.ค. 69) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านหลังหนึ่ง หมู่ที่ 4 ต.เขาท่าพระ อ.เมืองชัยนาท จ.ชัยนาท ได้มี น.ส.สมจิตร อายุ 48 ปี ซึ่งเป็นผู้ถูกตัดสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ เปิดเผยด้วยความรู้สึกเสียใจว่า บ้านของตนอาศัยอยู่รวมกันกว่า 13 ชีวิต แบ่งเป็นผู้ใหญ่ 7 คน และเด็กอีก 6 คน อายุระหว่าง 3 ขวบ ถึง 17 ปี หลายคนในครอบครัวกำลังว่างงาน ทำให้รายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ
.
น.ส.สมจิตร บอกว่า เดิมประกอบอาชีพเก็บของเก่าขายที่บ่อขยะเขาพลอง แต่หลังจากบ่อขยะปิดถาวรมาหลายเดือน ต้องเปลี่ยนไปรับจ้างก่อสร้าง เมื่อไม่มีงานก็ไม่มีรายได้ จึงต้องออกเก็บของเก่าตามถังขยะในหมู่บ้าน นำมาสะสมไว้ประมาณ 6-7 วัน ก่อนนำไปขาย ได้เงินเพียงครั้งละ 300-400 บาท จากเดิมที่เคยขายได้ 500-600 บาท อีกทั้งราคาของเก่าในปัจจุบันก็ลดลง ทำให้บางครั้งต้องหยิบยืมเงินเพื่อนบ้านมาใช้จ่าย แล้วรีบหาเงินมาคืน เพราะไม่ต้องการเป็นหนี้ โดยตนได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐมาตั้งแต่เริ่มโครงการ และเงินช่วยเหลือเดือนละ 300 บาท ถือเป็นรายได้สำคัญที่ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว แต่เมื่อตรวจสอบผลคุณสมบัติในครั้งนี้กลับพบว่าถูกตัดสิทธิ เนื่องจากระบบระบุว่ามีรถจักรยานยนต์ครอบครอง 3 คัน ซึ่งเกินเกณฑ์ที่กำหนด
.
น.ส.สมจิตร บอกอีกว่า รถจักรยานยนต์หนึ่งในนั้นได้ขายไปแล้วกว่า 20 ปี แต่ผู้ซื้อไม่ได้ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ ทำให้ยังมีชื่อเป็นผู้ครอบครองในระบบของสำนักงานขนส่งจังหวัดชัยนาท ส่งผลให้จำนวนรถในฐานข้อมูลเกินเงื่อนไขของโครงการ รู้สึกหมดหวัง เสียดาย เสียใจ และเครียดมาก เงิน 300 บาทต่อเดือนมีค่ามากสำหรับครอบครัวเรา เอาไว้ซื้อข้าวสารเลี้ยงลูกหลาน ตอนนี้แฟนเป็นคนหาเงินเป็นหลักก็ยังไม่พอใช้ ลูกหลานก็มีหลายคน หากไม่มีเงินช่วยเหลือตรงนี้ก็ลำบากมาก
.
น.ส.สมจิตร บอกด้วยว่า แม้ภาครัฐจะเปิดให้ยื่นทบทวนสิทธิ แต่ตนรู้สึกท้อใจ และไม่คิดจะดำเนินการ เพราะทราบดีว่ายังมีชื่อครอบครองรถจักรยานยนต์ 3 คันในระบบ จึงเกรงว่าจะไม่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาอยู่ดี ฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอให้ช่วยพิจารณาข้อเท็จจริง เนื่องจากครอบครัวมีฐานะยากจนจริง และรถจักรยานยนต์เป็นเพียงพาหนะที่ใช้ประกอบอาชีพ หากได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐกลับคืนมา ก็จะช่วยแบ่งเบาภาระ และนำเงินไปซื้ออาหารเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัวได้ในช่วงที่รายได้ไม่แน่นอน และค่าครองชีพยังคงสูงอยู่
.

.
พริษฐ์ ชี้พฤติกรรมชัด โกงเลือกส.ว. สงสัยนายกฯไม่แจง อยู่โรงแรมจริงไหม แต่มาไล่ฟ้องคนตรวจสอบ https://www.matichon.co.th/politics/news_5816772
.
‘พริษฐ์’ บี้ ‘กกต.-ดีเอสไอ’ ใช้มาตรฐานเดียว สอบหมด ‘ส.ว.สีน้ำเงิน-สีส้ม’ มองพฤติกรรม ‘โกงเลือกส.ว.’ ถ้าเรียกรับผลประโยชน์-สัญญาจะให้ผิดหมด จี้ รมต.ตอบคำถาม แทนที่ฟ้อง ‘ไอลอว์’ คนเปิดโปง
.
เมื่อเวลา 13.50 น. วันที่ 22 กรกฎาคม ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคภูมิใจไทยจ่อฟ้อง นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ภายหลังยื่นหลักฐานเกี่ยวกับคดีฮั้วเลือก ส.ว. โดยมีการเปิด 9 รายชื่อนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ว่า ล่าสุดได้รับการยืนยันจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีว่าจะมีการฟ้องนายยิ่งชีพซึ่งตนมองว่า การที่นายกรัฐมนตรีเป็นบุคคลสาธารณะ เป็นผู้มีอำนาจรัฐ เมื่อถูกตั้งคำถามแทนที่จะทำการฟ้องบุคคลนั้น ท่านควรที่จะชี้แจงข้อกล่าวหาหรือคำถามที่ทางผู้ตั้งคำถามได้ตั้งมากกว่า
.
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ หากเราไปฟังข้อมูลที่นายยิ่งชีพก็จะเห็นว่ามีการพูดถึงข้อกล่าวหาที่ค่อนข้างเจาะจง โดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องสามารถชี้แจงสั้นได้ง่ายๆ เช่น ข้อมูลที่เกี่ยวกับนายอนุทินที่มีการกล่าวหาว่านายอนุทินไปประชุมร่วมกับส.ว. และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือกตำแหน่งประธานและรองประธานวุฒิสภา แทนที่จะมาฟ้องคนที่ตรวจสอบท่าน ทำไมไม่ตอบให้ชัดว่าวันนั้นนายอนุทินอยู่ที่ไหน ไปที่โรงแรมดังกล่าวจริงหรือไม่ มีการประชุมร่วมกับ ส.ว.หรือไม่ หากมีการประชุมกันจริงประชุมเรื่องอะไร
.
นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า อีกกรณีคือกรณีของนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งก้อนสอดรับกับข้อมูลที่มีการเปิดเผยไปเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า ทีมงานได้มีการโทรหานายทรงศักดิ์ว่ามีการรวบรวมบัญชีรายชื่อของผู้สมัครส.ว.ที่อยู่ในกระบวนการเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่นายทรงศักดิ์สามารถทำได้แทนที่จะเป็นการฟ้อง แต่ควรที่จะมีการมาชี้แจงว่ามีการพูดคุยกับผู้สมัคร ส.ว. จริงหรือไม่ หากมีการติดต่อกันจริงเป็นการพูดคุยกันเรื่องอะไร
.
นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า หรือแม้กระทั่งกรณีของนายศุภชัย โพธิ์สุ อดีต ส.ส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย ก็สอดรับกับพยานที่มีการพูดคุยกันบนเวทีเสวนาของฝ่ายค้านเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา สิ่งที่นายศุภชัยสามารถทำได้ไม่ใช่การฟ้อง แต่ต้องมาชี้แจงว่าตกลงแล้ววันนั้นได้ไปที่โรงแรมดังกล่าวจริงหรือไม่
.
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า โดยภาพรวมตนมองว่าไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการที่ถูกพาดพิงนั้น แทนที่จะมาดำเนินคดีกับผู้ที่ตั้งคำถาม ความจริงหากท่านตอบให้ตรงคำถาม ก็จะทำให้สังคมมีข้อมูลที่รอบด้านมากขึ้น นอกจากนี้ ยังขอเรียกร้องไปยังหน่วยงานที่ตรวจสอบด้วยไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ท่านได้มีการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวหรือไม่ สิ่งที่หน่วยงานตรวจสอบสามารถทำได้มากกว่าตนหรือนายยิ่งชีพแน่นอนคือการไปตรวจสอบกับทางโรงแรมหรือดูกล้องวงจรปิดว่าในโรงแรม ซอยรางน้ำ วันนั้น นายอนุทินได้มีการปรากฏตัวหรือไม่ หรือมีนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยได้ปรากฏตัวร่วมกับส.ว.หรือไม่ หรือย้อนไปดูกล้องวงจรปิดของโรงแรมที่เกี่ยวข้อง ว่านายศุภชัยได้มีการปรากฏตัวหรือไม่
.
นายพริษฐ์ กล่าวว่า แม้กระทั่งข้อกล่าวหาที่บอกว่ามีการติดต่อกันทางโทรศัพท์ระหว่างผู้สมัครส.ว.กับนายทรงศักดิ์ ตนเชื่อว่าอยู่ในวิสัยของหน่วยงานตรวจสอบอย่าง กกต.หรือดีเอสไอ ที่จะเข้าไปขอดูหลักฐานได้ว่ามีการโทรติดต่อกันหรือไม่ อยากได้รับคำยืนยันว่าหน่วยงานตรวจสอบได้ทำเต็มที่แล้วหรือไม่
.
เมื่อถามถึง กรณีที่ นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ระบุว่าพฤติกรรมการทำเช่นนี้เป็นพฤติกรรมเด็กๆ นายพริษฐ์กล่าวว่า ตนคิดว่าไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ต้องรับได้กับข้อกล่าวหาที่มีอยู่ ยืนยันว่าเราทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา
.
เมื่อถามว่า มองว่าลักษณะการฟ้องเช่นนี้เป็นการฟ้องปิดปากและข่มขู่หรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่า ตนคิดว่าทุกคนดูเจตนาออกว่าทำไมจึงทำพฤติกรรมเช่นนี้ แต่ตนก็มองว่าอย่างการที่นายกฯ ให้สัมภาษณ์ว่าท่านไม่ได้เกี่ยวข้อง หากท่านไม่เกี่ยวข้องจริงก็แค่ออกมายืนยันว่า วันที่ท่านถูกกล่าวหานั้นท่านไม่ได้อยู่ที่โรงแรม ท่านไม่เคยไปประชุมร่วมกับ ส.ว. ตามข้อกล่าวหา และต้องเรียกร้องไปยังหน่วยงานตรวจสอบให้พิสูจน์ด้วยว่าหากข้อมูลที่แต่ละฝ่ายให้มันขัดแย้งกันนั้น ก็ต้องถามหน่วยงานตรวจสอบว่าได้ทำเต็มที่แล้วหรือไม่ ท่านต้องไปที่โรงแรมที่เกี่ยวข้องแล้วขอกล้องวงจรปิดเพื่อนำมาตรวจสอบข้อเท็จจริง
.
เมื่อถามว่า หน่วยงานตรวจสอบ มีอำนาจทุกอย่าง รวมถึงการคอนโทรลอยู่ในมือของรัฐบาล ฝ่ายค้านคาดหวังที่จะตรวจสอบได้หรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่า เราต้องใช้ทุกกลไกที่เรามีในการตรวจสอบเรื่องนี้ ตนเชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้คือความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน ดังนั้น หากประชาชนที่รับฟังและรับรู้ถึงข้อมูลหลักฐานเกี่ยวกับคดีนี้ แล้วเห็นตรงกับเราว่าควรที่จะส่งเรื่องนี้ไปที่ศาล ตนคิดว่าหน่วยงานตรวจสอบไม่ว่าจะถูกกำกับหรือครอบคลุมโดยกลุ่มการเมืองกลุ่มใด ก็หวังว่าเสียงของประชาชนจะยังมีความหมายอยู่
.
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ตนเข้าใจดีเข้าใจเหมือนกับทุกคนว่าสังคมตั้งคำถามถึงความไว้วางใจที่เรามีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานตรวจสอบ ยิ่ง กกต.ทั้ง 7 คนโดยเฉพาะอย่างยิ่งมี 4 คนที่ถูกรับรองโดยส.ว. ที่ส่วนใหญ่อยู่ในสำนวน ตนก็ต้องขอเรียกร้องไปยัง กกต.ว่าหากมีหลักฐานชัด แล้วท่านตัดสินใจไม่ส่งเรื่องไปที่ศาลหรือตัดสินใจขวางคดีเพื่อปกป้องเครือข่ายนักการเมืองที่อยู่อยู่เบื้องหลัง ตนคิดว่า กกต.ก็ต้องคิดหนักว่าจะเสี่ยงที่จะติดคุกเพื่อปกป้องคนเหล่านี้หรือไม่
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่