เรือนหลังนั้น : คำมั่นเหนือกาลเวลา ตอนที่ 5

ตอนที่ 5 : จดหมายที่ไม่เคยถูกส่ง

เปลวไฟในตะเกียงเจ้าพายุส่องแสงสีทองอ่อนทั่วห้องลับ
กลิ่นกำยานอ่อน ๆ ปะปนกับกลิ่นดอกพิกุลอบอวลอยู่ในอากาศ
ธีรัตน์ยืนนิ่ง ดวงตาไม่อาจละจากหญิงสาวที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้สัก
นางไม่ได้ดูน่ากลัวเหมือนผีที่เขาเคยได้ยินจากคำเล่าขาน
ตรงกันข้าม...
นางดูเหนื่อยล้า
เหนื่อยล้าราวกับคนที่เฝ้ารออะไรบางอย่างมาเนิ่นนาน จนแทบลืมไปแล้วว่ารอยยิ้มที่แท้จริงเป็นเช่นไร
หญิงสาวค่อย ๆ ลุกขึ้น
ชายผ้าซิ่นไหมสีงาช้างลากผ่านพื้นไม้โดยไร้เสียง
ผมดำสนิทเกล้ามวยต่ำ มีปิ่นเงินรูปดอกพิกุลปักไว้อย่างเรียบง่าย
นางเดินมาหยุดอยู่ห่างจากธีรัตน์เพียงไม่กี่ก้าว
ดวงตากลมโตคู่นั้นจับจ้องมาที่เขา
เต็มไปด้วยความคิดถึง...
และความผิดหวัง
"ท่าน..."
นางเอ่ยเบา ๆ
"จำข้าไม่ได้จริงหรือ"
ธีรัตน์พยายามตอบ
แต่ลำคอกลับแห้งผาก
เขาไม่รู้จักหญิงผู้นี้
ไม่เคยพบหน้า
ไม่เคยได้ยินเสียง
แต่หัวใจกลับเจ็บปวดราวกับกำลังจะร้องไห้ออกมา
หญิงสาวยิ้มเศร้า
"ก็จริง..."
"เวลาผ่านมาตั้งร้อยกว่าปี"
"จะให้ท่านจำได้อย่างไร"
นางก้มหน้าลง ก่อนยกมือขึ้นลูบโต๊ะเขียนหนังสือเบา ๆ
ฝุ่นที่ควรมีอยู่กลับไม่มีแม้แต่น้อย
ทุกสิ่งยังสะอาดเหมือนวันแรก
"ข้าทำความสะอาดห้องนี้ทุกคืน"
นางพูดพลางลูบปกสมุดเล่มหนึ่ง
"เผื่อว่าวันหนึ่ง..."
"ท่านจะกลับมา"
...
ธีรัตน์รู้สึกเหมือนมีบางอย่างบีบรัดอยู่ในอก
"คุณคือ..."
หญิงสาวเงยหน้าขึ้น
"รำเพย"
เพียงได้ยินชื่อนั้น
ภาพในหัวของธีรัตน์ก็พลันแตกกระจาย
เสียงหัวเราะของหญิงสาว
ภาพต้นพิกุลที่กำลังออกดอก
เสียงผู้หญิงพูดว่า
"ท่านหลวง...ช้อนชานี่หวานเกินไปหรือไม่"
ภาพมือของชายคนหนึ่งจับมือหญิงสาวไว้
พร้อมหัวเราะเบา ๆ
ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที
ก่อนจะหายไป
ธีรัตน์ถึงกับทรุดตัวลงจับขมับ
รำเพยรีบก้าวเข้ามา
แต่เมื่อปลายนิ้วของนางแตะถูกแขนเขา
มือทั้งสองกลับทะลุผ่านกัน
นางชะงัก
แววตาหม่นลง
"แม้แต่สัมผัส..."
"ก็ยังทำไม่ได้"
...
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องลับ
มีเพียงเสียงฝนที่ตกลงบนหลังคาไม้
รำเพยเดินไปยังตู้ไม้เล็กมุมห้อง
หยิบกล่องไม้สักใบหนึ่งออกมา
นางประคองมันราวกับเป็นของล้ำค่า
ก่อนวางลงตรงหน้าธีรัตน์
"สิ่งนี้..."
"ข้าเขียนไว้เพื่อท่าน"
ในกล่องนั้นมีซองจดหมายผูกด้วยริบบิ้นสีซีด
จำนวนมากจนนับไม่ถ้วน
ทุกซองเขียนเพียงคำเดียว
"ถึง...ท่านหลวง"
ไม่มีดวงตราไปรษณีย์
ไม่มีรอยเปิด
ไม่มีฉบับใดถูกส่งออกจากเรือน
ธีรัตน์หยิบขึ้นมาหนึ่งฉบับ
วันที่มุมซองเขียนว่า
๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๕๘
เขาค่อย ๆ คลี่กระดาษออก
ตัวหนังสือเรียบร้อยงดงาม
"ถึงท่านหลวง
วันนี้ฝนตกทั้งวัน
ข้าปลูกต้นแก้วไว้ข้างศาลาอย่างที่ท่านชอบ
คำปันบอกว่าต้นไม้จะโตทันก่อนงานแต่งของเรา
ข้าจึงดีใจเหลือเกิน
ท่านเดินทางอย่าหักโหมนัก
กลับมาเมื่อใด
ข้าจะทำแกงส้มดอกแคให้ท่าน"
บรรทัดสุดท้ายเขียนไว้ว่า
"คิดถึงท่านทุกลมหายใจ"
ธีรัตน์เม้มริมฝีปาก
ไม่รู้เพราะเหตุใด
เขาจึงสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของผู้หญิงคนนี้
ราวกับกำลังอ่านจดหมายที่เคยได้รับด้วยตนเอง
...
เขาหยิบอีกฉบับ
วันที่ต่างออกไป
๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๘
ข้อความสั้นลง
"วันนี้มีคนมาบอกว่าท่านอาจเสียชีวิตแล้ว"
"แต่ข้าไม่เชื่อ"
"คนที่รักษาคำสัตย์อย่างท่าน"
"ไม่มีวันผิดสัญญา"
...
ฉบับต่อมา
ปีถัดไป
ลายมือเริ่มสั่น
"ทุกคนบอกให้ข้าเลิกรอ"
"แต่ข้ารู้..."
"ท่านยังหาทางกลับบ้านอยู่"
...
ฉบับต่อไป
ผ่านไปห้าปี
หมึกหลายแห่งเลอะเพราะหยดน้ำ
"ต้นพิกุลสูงกว่าหลังคาแล้ว"
"ดอกบานเต็มทั้งลาน"
"ข้าจุดโคมทุกคืน"
"เผื่อว่าท่านจะมองเห็น"
...
ธีรัตน์เงยหน้าขึ้น
พบว่ารำเพยกำลังมองเขาอยู่
นางไม่ได้ร้องไห้
แต่ดวงตาคู่นั้นแดงก่ำ
เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า
"ข้าเขียนปีละหลายฉบับ"
"จนกระทั่ง..."
นางยิ้มบาง ๆ
"จำไม่ได้แล้วว่ากี่ร้อยฉบับ"
"แล้วทำไม...ไม่ส่ง"
รำเพยหัวเราะเบา ๆ
เสียงหัวเราะนั้นเศร้าจับใจ
"จะส่งไปที่ใดเล่า"
"เมื่อไม่มีผู้ใดรู้..."
"ว่าท่านอยู่ที่ไหน"
นางก้มลงลูบซองจดหมายฉบับหนึ่ง
"ข้าจึงเก็บไว้"
"เผื่อว่าสักวัน..."
"ท่านจะกลับมาอ่านเอง"
ทันใดนั้น...
ลมเย็นจัดพัดผ่านห้องลับ
เปลวไฟในตะเกียงสั่นไหว
รำเพยเงยหน้าขึ้นทันที
สีหน้าที่เคยอ่อนโยนเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด
นางหันไปมองประตูห้อง
แล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงสั่น
"เขามาแล้ว..."
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังขึ้นจากระเบียงด้านนอก
ตึก...
ตึก...
ตึก...
แต่ครั้งนี้...
ไม่ใช่เสียงของหลวงพิทักษ์
รำเพยถอยหลังหนึ่งก้าว
ใบหน้าซีดเผือด
เป็นครั้งแรกที่ธีรัตน์เห็นความหวาดกลัวในดวงตาของวิญญาณผู้เฝ้ารอมานานกว่าศตวรรษ
และก่อนที่ใครจะเอ่ยอะไร
เสียงเคาะประตูห้องลับก็ดังขึ้นสามครั้ง
ก๊อก...
ก๊อก...
ก๊อก...
พร้อมเสียงชายแปลกหน้าที่แหบต่ำจนฟังแทบไม่ออก
"เปิดประตู..."
"ข้ามารับของที่เป็นของข้า..."
จู่ ๆ แหวน "คำมั่นนิรันดร์" บนนิ้วของธีรัตน์ก็ร้อนจัดราวกับถูกเผา
และที่ขอบประตู...
เงาสีดำรูปร่างคล้ายมนุษย์ค่อย ๆ แทรกตัวลอดเข้ามาทางช่องว่างใต้บานประตูอย่างช้า ๆ...

เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง
ก๊อก...
ก๊อก...
ก๊อก...
แต่ครั้งนี้...
ดังราวกับมีใครใช้กำปั้นกระแทกบานไม้จากภายนอก
ตะเกียงเจ้าพายุสั่นไหว เปลวไฟเอนวูบไปทางประตู
อากาศในห้องเย็นจัดจนลมหายใจของธีรัตน์กลายเป็นไอสีขาว
รำเพยก้าวมายืนตรงหน้าเขา
แม้ร่างของนางจะโปร่งใส แต่กลับยืนราวกับต้องการปกป้องเขาไว้
"อย่าออกเสียง..."
นางกระซิบ
"ไม่ว่าได้ยินอะไร...อย่าตอบ"
ธีรัตน์พยักหน้าช้า ๆ
แม้ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใด วิญญาณที่เฝ้ารอคนรักมานานกว่าศตวรรษ จึงหวาดกลัวผู้ที่อยู่ด้านนอกถึงเพียงนี้
ทันใดนั้น...
เสียงชายแหบต่ำก็ดังลอดผ่านช่องประตูเข้ามาอีกครั้ง
"รำเพย..."
"เจ้ารอเขามานานพอแล้ว..."
"เปิดประตูให้ข้า..."
"ข้าจะพาเจ้าไป..."
ทันทีที่สิ้นเสียง
รำเพยก็หลับตาแน่น
มือทั้งสองกำชายผ้าซิ่นจนสั่น
นางส่ายหน้าช้า ๆ
"ไม่..."
เสียงของนางเบาเสียจนแทบไม่ได้ยิน
"ข้าจะรอ..."
"จนกว่าท่านหลวงจะกลับมา..."
สิ้นคำตอบ
เสียงหัวเราะแหบพร่าก็ดังขึ้นจากนอกห้อง
ไม่ใช่เสียงหัวเราะของคนมีความสุข
แต่เป็นเสียงของคนที่เต็มไปด้วยความอาฆาต
"เขาไม่มีวันกลับ..."
"เจ้าก็รู้ดี..."
"เพราะข้าเป็นคนฆ่าเขาเอง..."
ธีรัตน์ตัวแข็งทื่อ
หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุอก
คำพูดนั้นเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางห้อง
คนที่ฆ่าหลวงพิทักษ์...
ยังอยู่?
หรือเป็นเพียงวิญญาณอีกตนหนึ่ง
รำเพยค่อย ๆ ลืมตา
ครั้งแรกตั้งแต่พบกัน น้ำเสียงของนางเปลี่ยนไป
ไม่ได้อ่อนโยน
แต่หนักแน่น
"เจ้าก็ยังไปไม่ได้..."
"เหมือนกับข้า"
เสียงด้านนอกเงียบลงครู่หนึ่ง
ก่อนจะตอบกลับมาช้า ๆ
"เพราะคำสาป..."
"ของเรือนหลังนี้"
...
ธีรัตน์มองรำเพยอย่างไม่เข้าใจ
"คำสาป?"
นางไม่ตอบ
เพียงยกมือขึ้นแตะแหวน "คำมั่นนิรันดร์" ที่อยู่บนนิ้วของเขา
แม้ปลายนิ้วจะสัมผัสกันไม่ได้
แต่แหวนกลับเปล่งแสงสีทองอ่อน ๆ
ทันใดนั้น
พื้นห้องทั้งห้องก็สั่นสะเทือน
ภาพตรงหน้าบิดเบี้ยว
ห้องลับค่อย ๆ เปลี่ยนไป
ฝุ่นหายไป
ไม้ที่เก่าแก่กลับใหม่เอี่ยม
ตะเกียงทุกดวงสว่างไสว
ธีรัตน์ตกตะลึง
เขาไม่ได้อยู่ในปี พ.ศ. 2569 อีกแล้ว
แต่กำลังยืนอยู่ในเรือนเทวัญ...
เมื่อกว่าร้อยปีก่อน
...
เสียงหัวเราะของคนงานดังมาจากลานหน้าเรือน
กลิ่นกับข้าวหอมลอยมาตามลม
แม่บ้านกำลังช่วยกันจัดสำรับ
ทุกคนมีชีวิต
ทุกคนยิ้มแย้ม
รำเพยในวัยสาวเดินผ่านหน้าเขา
คราวนี้นางไม่โปร่งใส
นางมีเลือดเนื้อ
กำลังถือพวงมาลัยดอกพิกุลอย่างมีความสุข
"พี่คำปัน"
นางเรียกชายหนุ่มวัยยี่สิบปลาย ๆ ที่กำลังแบกไม้
"ช่วยดูต้นพิกุลให้ข้าหน่อย"
ชายหนุ่มหัวเราะ
"อีกไม่กี่วันก็ถึงงานแต่งแล้ว"
"คุณรำเพยยังห่วงต้นไม้มากกว่าท่านหลวงอีกหรือ"
รำเพยหน้าแดง
ก่อนจะหัวเราะอย่างเขินอาย
ภาพนั้นงดงามเสียจนธีรัตน์เผลอยิ้ม
นี่คือบ้าน...
ที่เคยเต็มไปด้วยความสุข
...
แต่รอยยิ้มนั้นอยู่ได้ไม่นาน
ชายอีกคนเดินเข้ามาในเรือน
เขาแต่งกายภูมิฐาน
ใบหน้าหล่อเหลา
แต่ดวงตากลับเย็นชา
เมื่อเห็นรำเพย เขาก็ยิ้ม
รอยยิ้มที่ดูสุภาพ
แต่แฝงบางอย่างที่น่าหวาดระแวง
"แม่หญิงรำเพย"
เขาก้มศีรษะ
"ยินดีด้วยกับงานมงคล"
รำเพยยกมือรับไหว้
"ขอบคุณเจ้าค่ะ คุณพระ"
ชายคนนั้นหันไปมองเรือนทั้งหลัง
แววตาเต็มไปด้วยความโลภ
ก่อนจะพูดเบา ๆ กับตัวเอง
จนไม่มีใครได้ยิน
ยกเว้นธีรัตน์
"สักวัน..."
"เรือนหลังนี้จะเป็นของข้า"
ทันทีที่ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้น
สายตาของเขากลับสบเข้ากับธีรัตน์
ทั้งที่ไม่มีใครควรมองเห็นเขา
ชายคนนั้นยิ้มมุมปาก
ก่อนเอ่ยช้า ๆ
"ในที่สุด..."
"เจ้าก็กลับมา"
ธีรัตน์รู้สึกเหมือนเลือดในกายเย็นเฉียบ
เขาไม่รู้จักชายคนนี้
แต่สายตาคู่นั้น...
คือสายตาเดียวกับเงาดำที่อยู่หน้าประตูห้องลับ
ในพริบตาเดียว
ภาพทุกอย่างแตกสลาย
เรือนกลับสู่สภาพเก่า
ตะเกียงเหลือเพียงดวงเดียว
รำเพยทรุดตัวลงกับพื้น
ใบหน้าซีดกว่าเดิม
ราวกับการย้อนเห็นอดีตเมื่อครู่ ได้ใช้พลังทั้งหมดของนาง
ธีรัตน์รีบเข้าไปประคอง แม้รู้ว่ามือของเขาจะสัมผัสนางไม่ได้
"ผู้ชายคนนั้น..."
"คือใคร"
รำเพยหลับตาลง
ก่อนเอ่ยชื่อที่นางไม่เคยกล้าพูดมาตลอดกว่าหนึ่งร้อยปี
"พระวิชิตภักดี..."
"สหายที่ท่านหลวงไว้ใจที่สุด"
นางนิ่งไปครู่หนึ่ง
น้ำตาค่อย ๆ ไหลอาบแก้ม
"และเป็นคน..."
"ที่พรากทุกสิ่งไปจากเรา"
ทันใดนั้น เสียงไก่ขันดังมาจากนอกเรือน
แสงแรกของรุ่งอรุณลอดผ่านช่องไม้
รำเพยมองไปยังหน้าต่าง
ร่างของนางเริ่มโปร่งใส
"ฟ้าสางแล้ว..."
นางยิ้มอ่อนโยนอีกครั้ง
เหมือนไม่มีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่
"คืนนี้..."
"อย่าลืมมาหาข้าอีก"
"ยังมีอีกหลายเรื่อง..."
"ที่ท่านต้องรู้"
นางค่อย ๆ ยกมือขึ้นทำความเคารพ
เหมือนครั้งแรกที่พบกันใต้ต้นพิกุล
ก่อนร่างจะเลือนหายไปพร้อมกับแสงอาทิตย์
เหลือไว้เพียง...
กลีบดอกพิกุลหนึ่งดอกบนโต๊ะ
ธีรัตน์หยิบมันขึ้นมา
แม้เป็นเพียงดอกไม้
แต่กลับยังคงสดใหม่
และส่งกลิ่นหอมราวกับเพิ่งร่วงจากต้น
เขากำลังจะเก็บใส่สมุดบันทึก
แต่สายตากลับเหลือบไปเห็นข้อความใหม่บนกระดาษที่เมื่อคืนยังว่างเปล่า
ตัวอักษรสีหมึกค่อย ๆ ปรากฏขึ้นเองทีละบรรทัด
"ผู้ที่ฆ่าหลวงพิทักษ์..."
"หาใช่ผู้บงการไม่"
"จงตามหา..."
ข้อความหยุดลงเพียงเท่านั้น
ราวกับผู้เขียนหมดแรง
แต่ด้านล่างของหน้ากระดาษ
ปรากฏรอยตราประทับรูป ครุฑ สีแดงเข้ม
ตราประทับเดียวกับที่เคยใช้ในราชการสมัยรัชกาลที่ 6
ธีรัตน์จ้องมันอยู่นาน
เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า...
การตายของหลวงพิทักษ์
ไม่ใช่เพียงเรื่องของความแค้นระหว่างคนสองคน
แต่มีบางสิ่งที่ใหญ่กว่านั้น
และความลับนั้น...
ยังคงซ่อนอยู่ในเรือนเทวัญแห่งนี้


ภาพประกอบ แหวน " คำมั่นนิรันดร์ "





รูปภาพประกอบ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่